พิมพ์หน้านี้
|
Schoenbrunn Palace
ของราชวงศ์ฮับสบวร์กแห่งออสเตรีย
การเลือกเดินในแต่ละที่ จึงเป็นการเลือกแบบตามใจฉัน เอาที่ชอบ ที่อยากไป เข้าว่า
Must see or Have to อะไรทำนองนั้น ค่าที่คนไป เอาแต่ใจแบบที่ทราบๆกัน
ที่จริง ดองเค็มมานานมาก เป็นการเดินทาง ตั้งแต่ทริป Budapest ตั้งแต่ ต้นสปริง คือ ต้นเดือน พฤษภาคม 2007
เป็นทริปเดียวกับ บูดาเปสต์หนก่อน ที่เราจะเริ่มต้นออกจากบูดาเปสต์กัน มาเวียนนา-ออสเตรียนั้น เรารีบไปจองตั๋วรถไฟตั้งแต่วันแรก ที่พระอาทิตย์ทำงานของบูดาเปสต์แล้วค่ะ เพราะความที่จองทางเวปไซท์ไม่ได้ เนื่องจากอ่าน ภาษา Magyar (Hangarian) ไม่ออก แหะๆ เวปเค้ายังไม่พัฒนาภาษาอื่น นอกไปจาก ภาษาฮังกาเรียน เวลาก็น้อย เลยมาดุ่ยๆแบบนั้นอย่างคนใจเดียวใจเด็ด ที่..แถวบ้านเรียกดื้อ แต่ตัวเองเรียกมั่นใจ กิกิ
(ตามประสา จขบ. ที่มองอะไรก็มองร้ายไว้ก่อนแบบไม่ มีใครสอน ว่าเผื่อมันร้ายจริงได้ไม่เสียใจมาก และเผื่อ มันดี ได้ดีใจไง้) ในเรื่องของราคาตั๋วรถไฟว่าจะต้องแพงมหาศาล เพราะเป็นการเดินทางข้ามประเทศค่ะ คือการเดินทางด้วยรถไฟ เครื่องบิน หรืออะไรก็ตามใน ยุโรปนี้ หากมีการจองล่วงหน้าก่อนการเดินทางจริงอย่างน้อย ซักอาทิตย์ ราคาจะลดลงมาครึ่งต่อครึ่ง หรือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยังดี แต่ในกรณีของ ๒ ประเทศนี้ คือ ออสเตรีย และ ฮังการี ความที่เคยเป็นหนึ่ง รวมกันมาแล้วในสมัยของราช วงศ์ฮับสบวร์ก และเหตุผลอื่นๆมากมาย จึงมีการอำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทางไป- มาระหว่างกันไว้อย่างดีเยี่ยม แม้เราจะหารถไฟประเภท ICE (คือรถไฟชั้นดีของเยอรมัน เดินทางระหว่างประเทศ และวิ่งด้วยความเร็วได้ถึง ๒๐๐-๓๐๐ กม. / ชม.) ไม่ได้ คือถ้าได้ ก็แพงมากแน่ล่ะนะคะ แต่จนท.ของฮังการีบอกเราว่า รถไฟทุกเที่ยว ทุกแบบ ระหว่างสองประเทศนี้ไม่ว่าช้า หรือเร็ว ราคาเท่ากันค่ะ ฮ่าๆ .. ดีใจชะมัดเลย เดินทางระหว่างประเทศ จ่ายไป ๒๔ ยูโรถ้วน นั่ง รถไฟเร็วต่างหาก ในเวลาสามชั่วโมง ด้วยราคาเท่านี้ แสนจะดีใจนะคะ เรามาถึงเวียนนา กว่าจะเข้าที่พัก และงมหาแผนที่ /ซื้อตั๋วสำหรับโดยสารรถสาธารณะ ในสามวันเสร็จก็บ่ายคล้อย เลยขอเพื่อนว่า งั้นไปเดินเชินบรุนก่อนหนึ่งรอบ
แสงเงาสวยๆตอนเย็น กับบรรยากาศเหงาๆ ...ในใจคนถ่ายภาพ...
และเห็นว่าไม่ควรเข้าชมวันนี้เพราะจะเดินไม่พอ(ใจ) เลยเดินวนรอบๆ ถ่ายรูปเรื่อยเปื่อยไปก่อน
อดนึกถึงขุนนางเก่าๆ ไม่ได้ ตรงข้ามกับเด็กน้อยวัยโจ๋ ที่ลุงเขม้นมองได้น่า เอ็นดูที่สุด
แผ่นโฆษณา การแสดงดนตรีโอเปร่าและบัลเล่ต์ ที่ปรกติจะแสดงในอีกที่ หากคราวนี้เราเหมือนจะโชคดี ที่จะมีการจัดงานแสดง ในห้อง Great Gallery ที่เดิมเคยใช้เป็นสถานที่จัดแสดงจริงในสมัยที่ยังเป็น การปกครองแบบเก่า และเป็นห้องที่ใช้จัดงานรื่นเริง ลีลาศต่างๆของ พระราชวงศ์ด้วย
4th Century) รู้จักกันในนามของ Katterburg และถูกเปลี่ยนมือให้ เป็นสมบัติของรัฐ ในสมัยของ Hermann Bayer (Mayor Of Vienna) เมื่อ คศ. 1548 และมาตกเป็นสมบัติของราชวงศ์ Hubsburg เมื่อ ค.ศ.1569 ในรัชสมัยของพระเจ้า Maximilian ที่ II และถูกพัฒนาเรื่อยๆในหลายสมัยของจักรพรรดิ องค์อื่นๆ โดยเริ่มต้นจาก การที่พระราชวังแห่งนี้เป็นที่ ทรงสำราญในการล่าสัตว์ จึงเรียกกันต่อมาว่าเป็นพระราชวังฤดูร้อน
และมามีการเปลี่ยนแปลงและบูรณะให้สวยงาม ยิ่งใหญ่ที่สำคัญจนต้องเล่า ในสมัยของ พระจักรพรรดิ Charles VI ซึ่งยก พระราชวังแห่งนี้ให้แก่ลูกสาว คือพระนาง มาเรีย เทเรสซา (Maria Theresa) ซึ่งไม่ทรงเพียงยกพระราชวัง แต่เป็นการยกพระราชสมบัติให้ ภายหลังการแก้กฎมณเฑียรบาล ให้ ผู้หญิงขึ้นครองราชย์ได้ในฐานะของ Empress ตรงนี้ มีความสำคัญมากต่อหัวเลี้ยวหัวต่อ ของประวัติศาสตร์มาก เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงแทบทุกอย่าง รวมถึง แผนที่โลกเลยก็ว่าได้
ไม่งั้นจะหนักสาระมากเอาจริงๆค่ะ เมื่อพระราชวังเชินบรุนนี้ตกมาอยู่ในมือของจักรพรรดินี ผู้ยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงปรับปรุง ก่อสร้าง และ ต่อเติมเชินบรุน ขึ้นมากมาย ทั้งความอลังการ ความสวยงาม และ ความยิ่งใหญ่ แบบที่ได้เห็นในปัจจุบัน ล้วนเกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ทั้งสิ้น
สวน Gloriette ในการต่อเติม และ ก่อสร้างพระราชวังเชรินบุนที่มอง จากห้องหนึ่งในพระราชวัง จะได้มองเห็นสวนนี้จาก บานพระแกล เป็นที่สำราญพระราชหฤทัยในช่วงสุดท้าย ของพระชนม์ชีพอันเงียบเหงา ที่พระราชสวามีผู้เป็นที่รักยิ่ง (Franz I Duke von Lothringen) ทรงจากไปก่อน
The Neptune Fountain และยังมี The Roman Ruins กับ The Obelisk ที่ เลื่องลือ และยังเป็นที่กล่าวขานกันจนถึงทุกวันนี้
โปรดสังเกตุสเกลคนกับสิ่งก่อสร้างนะคะ ต้องถอย ออกมาไกลมาก แล้วใช้วิธีซูมเข้าไปจึงจะเก็บภาพได้หมด การถ่ายภาพช่วงนั้นคนถ่ายออกจะเบลอจัด เพราะงงกับการวางคอมโพส แสง และเสียง(ของ เพื่อนว่าจะเอารูปแบบไหน -_-)
ต่อเนื่องความเป็นมา ตลอดจนความเป็นไปของ พระราชวังแห่งนี้ ที่จับใจและทำให้ จขบ. ต้องดั้นด้นมาและขอสัมผัส จริงๆ กลับไม่เกี่ยวข้องกับความยิ่งใหญ่ ของพระนางมาเรีย เทเรสซา แม่แห่งบัลลังค์ยุโรปแต่อย่างใด
ของพระจักรพรรดิ และ จักรพรรดินี สองพระองค์ที่ติดตรึงใจ น่าค้นหา และ เศร้ามาก องค์ที่เคยบอกว่าเป็แรงบันดาลใจในการเดินทาง และการทำงานที่ตั้งใจจะทำแบบที่เคยเล่า
(Sisi) เจ้าหญิงจากแคว้น บาว่าเรี่ยนผู้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง จักรพรรดินีแห่งออสเตรีย ด้วยความรักของพระองค์ผู้เป็นสวามี โดยยอมขัดพระราชประสงค์ และ แบบแผน ของพระราชมารดาและ ราชวงศ์
ต้องเดินทางไปแคว้นบาวาเรี่ยน เพื่อ ดูตัวเจ้าสาว คือพี่สาวของ Sisi หากองค์จักรพรรดิ กลับตกหลุมรัก สาวน้อยวัย ๑๖ ปี ผู้ร่าเริงและสดใส เต็มไปด้วยอิสระเสรี และ แสนอ่อนไหว เปี่ยมไปด้วย คุณลักษณะของศิลปินอย่างยิ่งยวด
มารดา ถึงความตั้งใจจริง ความรัก และ ความต้องการของพระองค์ อันไม่สอด คล้องกับความต้องการของพระมารดา และ วิเทโศบายในการปกครองประเทศ ที่ต้องการจักพรรดินีคู่บัลลังค์ที่สามารถช่วยผ่อนพระ ราชภาระและโอนอ่อนต่อวัตถุประสงค์ของราชสำนัก ได้อย่างดี การแต่งงานถูกจัดการขึ้นต่อมา ด้วยไม่อาจขัดพระราชปรสงค์อันแน่วแน่ขององค์ จักรพรรดิได้
จึงก้าวขึ้นสู่บัลลังค์อันยิ่งยงของโลก พระราชวงศ์อันยิ่งใหญ่ และอยู่ในอำนาจนานที่สุด ในโลก และเต็มไปด้วยพระราชภาระนับแต่นาทีนั้นเป็นต้นมา ชาวออสเตรียและพระราชสวามีต่างเรียกขานพระองค์ ด้วยนาม Sisi
การที่จักรพรรดินีพระองค์นี้ทรงโดดเด่นอย่างเหลือ หลายจนกลายเป็นตำนาน ที่แม้ในปัจจุบัน เชื่อว่าเจ้าหญิงพระองค์ใดย่อมยากจะดำเนินรอยตาม เพราะพระจริยวัตรส่วนพระองค์ รวมถึงวิถีทาง ทางการเมือง การเป็นผู้ร่วมเคียงข้าง พระสวามีในการตัดสินใจใดๆทางการเมืองด้วย
ปฏิบัติของราชสำนัก ชนิดที่เรียกว่าทรงเป็นกบฎพระองค์ร้าย ทรงมีวิถีทางดำเนินวิเทโศบายทางการเมืองที่แตก ต่างจากพระราชสำนัก และที่สำคัญ องค์จักรพรรดิก็ทรงเชื่อมั่นในพระองค์ อย่างยิ่งยวด
อย่างชาญฉลาด และ อย่างเต็มที่ตลอดจนวาระสุดท้ายของพระองค์ ไม่โปรดการเฝ้าแหน ไม่โปรดการอยู่ท่ามกลาง สังคมการทูต สังคมการเมือง และ การพระราชพิธีทั้งปวง ไม่โปรดการใดๆอันเป็น วิถีทางของกุลสตรีใน ราชสำนักควรทำ
โปรดการเสด็จท่องเที่ยวไปในโลกกว้างโดยไม่ เกรงกลัวใดๆ
ความเหงา เศร้า และเปล่าเปลี่ยวพระราชหฤทัยเพียงไหน ในการถูก กักขัง ด้วยพระราชอิสริยยศ
ทรงมีพระเกศายาวถึงข้อพระบาท และทรงรักสวยรักงามเหนือสิ่งอื่นใด ทรงใช้เวลาอยู่หน้าบานพระฉายในทุกวัน อย่างยาวนาน
โดยเฉพาะและเป็นการเอิกเกริก ทรงกลัวอ้วน ด้วยการจำกัดอาหารในทุกมื้อตลอด พระชนม์ชีพ ทรงชั่งนน.วันละ ๓ ครั้ง ทุกวัน และทรงเคร่งครัดอย่างยิ่ง ต่อการเล่นยิมนาสติก เพื่อ รักษาทรวดทรง
บรรยากาศร้านกาแฟในบริเวณพระราชวัง ที่มีการ สาธิตการทำขนม แอปเปิ้ล สทรูเดิ้ลต้นตำรับ ซึ่งเป็นของหวานสุดโปรดของ Sisi และ องค์จักรพรรดิ ในการเที่ยวชมภายในพระราชวัง เราจะได้เห็นห้องต่างๆ ที่แสดงกิจกรรมและชีวิตของ พระองค์ ทั้ง องค์จักรพรรดิ และ องค์จักรพรรดินี
Sisi ทรงมีห้องลับ ที่มีทางลับ เป็นบันไดเอาไว้ออกไปนอกพระราชวัง ลงไปในสวน และเสด็จทรงม้าได้โดยไม่ต้องมีผู้ติดตาม หรือจับตามองพระองค์ นับเป็นผู้หญิงที่ทรงมีความเป็นอิสระอย่างยิ่ง ใน คศ.นั้น
จริยาวัตรทั้งปวง
พระราชธิดาและพระโอรสของพระองค์ เพราะจะทำให้พระองค์ตระหนักถึงพระฐานะที่แท้จริง และ วัยวัน ความชราภาพที่ย้ำชัดว่าพระองค์ทรงเป็น พระราชมารดาแล้ว ไม่ใช่สาวน้อยอีกต่อไป
พระองค์ตลอดเวลา กล่าวกันว่า ไม่มีใครเข้าใจพระองค์เลย แม้จนวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ แม้แต่พระสวามีของพระองค์ ซึ่งทุ่มเท และตาม พระทัยพระองค์จนถึงที่สุดก็ตาม
อยู่ที่ไหน
ทรงมีพระญาติสนิท คือ พระเจ้า Ludwig ที่สอง แห่งบาวาเรี่ยน ซึ่งทรงมีความเป็นศิลปินอย่างยิ่ง และมากมายที่สุด ของโลกพระองค์หนึ่ง มีบางตำนานและข่าวซุบซิบเล่าถึงความรักของ เจ้าชาย และเจ้าหญิงสองพระองค์นี้ ที่ต้องพลาดรักจากกันไปเพราะเหตุผลทางการเมือง และทำให้ คิงลุควิค ซึ่งในเวลานั้น ยังเป็นเพียงเจ้า ชายแห่งบาวาเรี่ยนทรงผิดหวังอย่างรุนแรงเป็นเวลา หลายปี
ไม่ได้ ลองนึกถึงปราสาทต้นแบบของ ซินเดอริลล่า ที่ ดิสนีย์เอามาสร้างเลียนแบบสิคะ คิงลุควิคที่สอง คือ ผู้สร้างปราสาท Neuschwanstein ที่เลื่องลือนั่นเองค่ะ และมีข่าวว่า จากการพลาดรักครั้งนั้น ทำให้พระองค์เบี่ยงเบน... และทรงมีพระจริยาวัตรมากมายเป็นที่ไม่ต้องใจ ปวงประชาชน จนถึงกาลล่มสลายของการปกครองแบบกษัตริย์ใน คว้นบาวาเรี่ยน จากสมัยของพระองค์ เมื่อพระองค์ถูกลอบสังหาร และพบพระศพในทะเลสาบใกล้ปราสาทแห่งนั้น นั่นเอง
นกรับแขกของทีนี่ บินลงมาร่วมทานวิปครีมด้วยอย่างกันเองที่สุด
Sisi โปรดการแปรพระราชฐานมาพำนัก ที่พระราชวังเชินบรุน มากกว่าจะอยู่ที่พระราชวังหลวงมาตลอดพระชนม์ชีพ
แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว พระองค์ไม่ได้อยู่ติดบ้านบ่อยนัก ทรงเดินทางส่วนพระองค์ และ ท่องเที่ยวไปไกลๆ เสมอ โดยปราศจากองค์จักรพรรดิ แทบจะตลอดเวลาของ ช่วงหลังของชีวิต ๓๕ ปีสุดท้าย การเดินทางของพระองค์ เริ่มต้นมานาน หากการเดินทางอันยาวนานและแทบจะไม่กลับมาสู่ อ้อมอกของพระสวามีเลย เกิดขึ้นจาก....ความโศกเศร้าอย่างยิ่ง หลังการสิ้นพระชนม์ของพระราชโอรสองค์เดียว ( Crown Prince Rudolph) ที่ถูกลอบสังหารพร้อมกับ Mistress ของพระองค์
Sisi ทรงแสดงให้เห็นถึงความรักอิสระเสรี ที่จนแม้ในทุกวันนี้ยังยากที่จะมีผู้หญิงธรรมดาคนไหน ที่แต่งงานแล้วจะกระทำตามแบบได้
แม้ในวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ ก็ไม่ได้เป็นเหตุแห่งธรรมชาติ แม้ว่าพระวรกายของพระองค์จะทรงบอบบาง และทนทุกข์กับพระโรคภัยมาตลอดเวลาก็ตาม หากวันไหนที่พระองค์สามารถลุกขึ้นได้ พระองค์ก็จะ โลดแล่นออกดินทางท่องเที่ยวไปในโลกกว้างทันที
Sisi ทรงถูกลอบสังหาร โดยพวกต่อต้านราชวงศ์ คือ นาย Luccheni ชาวอิตาลี่ยน เมื่อ คศ. 1898
แทบจะไม่ต้องจินตนาการถึงองค์พระจักรพรรดิ ว่าจะทรงเศร้าโศกเพียงไหน องค์จักรพรรดิขณะนั้น ทรงประทับอยู่ที่ พระราชวังเชินบรุน เมื่อทรงได้รับข่าวร้ายที่สุด
Is nothing to be spared me from this earth? ท่านเค้านท์ Paar ผู้เฝ้าอยู่ใกล้ที่ประทับขณะนั้น บันทึกเหตุการณ์ว่า He (ท่านเค้านท์ Paar )was the only one to hear he harsh and bitter sobs of a broken-hearted an questioning his God. Then, Francis Joseph looked across at the portrait of the woman he had worshipped but never understood. And speaking to himself, rather than to Count Paar, he said, NO ONE WILL EVER KNOW HOW MUCH I LOVED HER โดยปราศจากผู้ใดมาแทนที่องค์จักพรรดินีผู้เป็นที่รัก ยิ่งตลอดจนวาระสุดท้ายของพระองค์
ในพระจริยวัตรอันแสนจะแปลกนั้น ย่อมมีเสน่ห์และความตราตรึงอันบุคคลภายนอกมิอาจ ล่วงรู้ และเข้าพระทัยเรื่องราวของทั้งสองพระองค์ได้ ในความรัก ในเรื่องราวซับซ้อนและความยากในการดำรงชีวิตส่วน พระองค์ภายใต้ความกดดัน จากทั้งทางราชสำนัก ความไม่ทรงโปรดของพระราชมาดาของพระสวามี และอื่นๆอีกมากมาย รวมถึงความเศร้าโศกในการสูญเสียพระราชธิดา พระราชโอรส อาจเป็นสาเหตุของความห่างเหิน การปลีกตัวจากการ พระโอรส พระธิดา และการกำหนดวิถีทางในการดำรงพระชนม์ชีพต่อมา ตามธรรมชาติของคนอ่อนไหวอย่างยิ่งเช่นพระองค์ โดยที่ใครอื่นไม่สามารถจะตัดสินและพิพากษา พระองค์ได้เลย หากว่า ผู้เป็นเจ้าของความรัก และภักดีอย่างพระสวามีทรงยอมรับและรักได้ แบบนั้น Sisi ย่อมทรงเป็นจักรพรรดินีที่ทรงได้รับความเสน่หา และงดงามที่สุด และได้รับการยอมรับว่า ยามทรงปฏิบัติหน้าที่เพื่อ ราชบัลลังค์ของพระองค์นั้น ทรงกระทำได้งดงาม ฉลาดเฉลียวยอดยิ่ง จนเป็นที่ยอมรับและไว้วางพระราชหฤทัยจากองค์ จักรพรรดิอย่างปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน ...เพราะในความรัก... ย่อมไม่มีเหตุผล และ ความเข้าใจของใครอื่นใด มากไปกว่าคนสองคน
องค์จักพรรดินีผู้แสนเศร้า และเป็นปริศนาที่สุดของโลก
|