พิมพ์หน้านี้
|
ผมไม่ได้หยิบเรื่องการเมืองมาเขียนนานแล้ว ไม่ใช่เพราะสนใจแต่เรื่องท่องเที่ยว เรื่องกาแฟ แต่เราพูดคุยกันอยู่ทุกวี่วันเป็นประจำ เพียงแต่มิได้แสดงความเป็นห่วงบ้านเมืองผ่านทางข้อคิดเห็นในบล็อกเท่านั้น อย่างที่บอก ที่ไม่ได้เขียนถึงสถานการณ์ทางการเมือง ไม่ได้หมายความว่า เลิกสนใจ หมางเมิน เกิดอาการเบื่อหน่าย ท้อใจ เซ็งบรรดานักกาฬเมืองทั้งหลาย... จะเบื่อจะเซ็งได้อย่างไรเล่าครับ ในเมื่อการเมืองนั้นเกี่ยวข้องกับเราตั้งแต่เกิดจนตาย มันอยู่ในสายเลือด สมัยเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถม เห็นขบวนนักศึกษาเดินทางจากกรุงเทพฯไปฐานทัพเรือสัตหีบ เพื่อขับไล่ทหารอเมริกัน ผมยืนอยู่หน้าบ้าน มองคนหนุ่มสาวหลายร้อยคนเดินย่ำถนนยางมะตอย ท่ามกลางเปลวแดดที่ร้อนแรง... เขาและเธอมีสีหน้ามุ่งมั่น... ตอนนั้นไม่รู้ว่านักศึกษาเดินไปทำอะไร เพื่ออะไร แต่ก็ทำให้ผมเริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ช่วง 3-4 วันมานี้ เห็นหลายท่านถกแถลงกันถึงเรื่องสีจนยังหาข้อสรุปมิได้ ถึงขั้นเปิดศึกละเลงสีกัน ทั้งเหลือง ส้ม ขาว (หรือจะมีสีอื่น ๆ อีกที่คนรู้น้อยอย่างผมยังไม่ทราบช่วยบอกด้วย) เกรงว่าในระยะยาวจะไม่เป็นผลดี เปิดจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าทะลุทะลวงถึงหัวใจ เลยขออนุญาตทุกท่านพูดถึงเรื่องสีสักนิดหนึ่งครับ เมื่อก่อนนี้ สีใหญ่ ๆ ที่ปะฉะดะกันก็มีแค่ 2 สีเท่านั้น คือ สีเขียวกับสีกากี ถือเป็นตำนานอมตะของศึก 2 สี มาวันนี้ มีสีเพิ่มเข้ามาอีกหลายสี ดูเหมือนว่าแต่ละสีจะเป็นสัญลักษณ์แทนแนวคิดทางการเมือง หลาย ๆ คน เมื่อก่อนเคยอยู่สีโน้น วันนี้เปลี่ยนมาอยู่สีนี้ แสดงวิวาทะทางการเมืองกันอย่างเผ็ดร้อน จนลืมไปว่าครั้งหนึ่งเคยมีเป้าหมายร่วมกันนั่นคือ ต้อต้านเผด็จการรัฐสภา สำหรับผมแล้ว ในประเทศนี้ตั้งเจตนาอยากให้มีแค่ 2 สีเท่านั้น คือ สีดี และสีชั่ว!!! ผมจะไม่ขอพูดอีกถึงสาเหตุความขัดแย้งทางแนวคิดการเมืองระหว่างกลุ่มหรือสีต่าง ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจกันและกัน เกรงว่าอีกฝ่ายจะมีวาระซ่อนเร้น รับงานใครมาบ่อนทำลาย ...ประเด็นนี้ บล็อกเกอร์หลายท่านได้เขียนถึงกันไปมากแล้ว คงนำเสนอได้ไม่ดีเท่า แต่อยากจะเรียนบอกทุกท่านว่า เราควรเคารพในการแสดงออกของผู้อื่นแม้จะต่างไปจากเรา หากเรายังยึดมั่นต่อปรัชญาประชาธิปไตยที่ทุกคนมีสิทธิมีเสียงเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ขอออกตัวว่าผมก็ไม่ถนัดวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเมือง เพราะเขียนอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนไขต้องตีความแปดสิบตลบไม่เป็น ชอบคิดชอบเขียนอะไรง่าย ๆ ดังนั้น ท่านที่คิดว่าผมจะคมชัดลีกหรือใช้ศัพท์แสงเหมือนหัวหมู่ทะลวงฟัน แค่ประดาบก็เลือดเดือด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ทุกวันนี้ คนไทยเหมือนนั่งไท์แมชชีนย้อนกลับไปหาจุดบอดของสังคมในอดีต ความแยกแตกในสังคมปะทุขึ้นอีกครั้ง ขัดแย้งในแนวคิดทางการเมืองจนลุกลามกลายเป็นความรุนแรงดั่งเคย แตกเป็นก๊กเหล่า แบ่งชั้นประชาชน แยกเป็นกลุ่มเป็นสี ทั้งสีเหลือง สีแดง สีส้ม สีขาว ขัดกับรากเหง้าวัฒนธรรมการประนีประนอมค่อนข้างสูงของคนไทยเราในอดีต ไม่อยากให้มีปฏิวัตขึ้นอีกครั้ง กองทัพก็คงไม่ชอบนัก(หรือจะติดใจแล้วผมไม่อาจรู้ได้ต้องถามท่านผบ.ทบ.)เ พราะเห็นว่าวิธีนี้ไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหาปมขัดแย้งของสังคม 2 ฝ่าย และขัดกับระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง แม้สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันกำลังเดินหน้าไปถึงจุดตีบตันทุกขณะ ไม่มีทางออกเช่นเดียวกับช่วงปี 2549 ก็ตาม ผม (เหมือนทุกท่าน) ก็ได้แต่หวังว่า จะเกิดปาฏิหาริย์ ขึ้นทำให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติอีกครั้ง ผมไม่นิยมความรุนแรง ไม่ชอบปฏิวัติรัฐประหาร แต่ผมก็ไม่ต้องการให้ระบอบทักษิณกลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา เพราะระบอบได้พิสูจน์แล้วว่า ทำร้ายคนไทย และทำลายประเทศอย่างสาหัสสากรรจ์เพียงใด สร้างความแตกแยกเป็นเสี่ยง ๆ ด้วยนโยบายที่ดุจน้ำผึ้งเคลือบยาพิษ มีทั้งทุจริตคอร์รัปชั่น ขายสมบัติชาติ แทรกแซงองค์อิสระ สร้างระบบอุปถัมภ์พวกพ้อง ละเมิดสิทธิมนุษยชน เลี่ยงภาษีทั้งที่รวยเป็นร้อยล้านพันล้าน คนชั่วเริงร่า คนดีจำนวนมากไม่กล้าออกมาสู้กับอำนาจอันเถื่อนทมิฬของทุนนิยมสามานท์ ด้วยเกรงเภทภัยร้ายมาถึงตัว คน ๆ เดียวทำให้รากฐานวัฒนธรรมอันดีงามของไทยเราถูกปู้ยี่ปู้ยำ ถูกครอบงำจากการบริโภคที่ฟุ้งเฟ้อ ถูกปรนเปรอด้วยอบายมุขต่าง ๆ มอมเมาด้วยลาภยศอันได้มาด้วยมิชอบ ศีลธรรมขาดหวิ่น จนสังคมขาดสติปัญญา ไร้ซึ่งการไตร่ตรองถึงเหตุและผล ชั่วกลายเป็นดี ผิดกลายเป็นถูก ใช้กฎหมายเล่นงานคนดี ทุรชนครองบ้านเต็มเมือง สังคมเสื่อมทรามลงทุกวัน ถ้าไม่รีบรวมพลังกันต่อสู้เปิดโปงให้ถึงลากถึงไส้ บ้านเมืองคงกลับคืนสู่ภาวะปกติมิได้ "สีดี" และ "สีชั่ว" ต้องถูกแยกออกจากกันเหมือนดำและขาว เหมือนน้ำกับน้ำมันที่ไม่อาจรวมเข้าด้วยกันได้ "สีดี"ไม่ควรประนีประนอมกับ"สีชั่ว"เด็ดขาด มิเช่นนั้น สักวันหนึ่งจะถูกเล่ห์เหลี่ยมของ "สีชั่ว"กลืนกิน "สีดี" ควรเปิดหูเปิดตาเปิดใจรับข้อมูลให้รอบด้าน ใช้สติพิจารณาสถานการณ์ด้วยความรอบคอบและมีเหตุมีผล เพราะ "สีเทา" นั้นยากที่จะแยกแยะเมื่อแฝงตัวอยู่ในเงามืดหรือมุมสว่าง "สีดี"ต้องรวมพลังกันขับไล่ "สีชั่ว"ให้หมดไปจากแผ่นดิน ฟื้นคืนจริยธรรมอันดีงามขึ้นมาอีก ดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติรย์ทรงเป็นพระประมุข ที่ถูกก็ว่าถูก ที่ผิดก็ว่าผิด ให้เป็นไปตามหลักศีลธรรมและกระบวนการทางกฎหมาย รัฐบาลต้องมีธรรมาภิบาล ระบบยุติธรรมต้องเที่ยงตรงเชื่อถือได้ อย่าปล่อยให้"สีชั่ว"ลอยนวล กลับมาสร้างความวุ่ยวายอีกเหมือนเชื้อชั่วไม่ยอมตาย อย่าปล่อยให้"สีดี" ตากแดดตากฝนแต่เพียงลำพังเลยครับ |
| สถาบันไทยคดีศึกษาฟันธง "นพดล" ทำไทยเสียดินแดน | ||
สถาบันไทยคดีศึกษา ตั้งข้อสังเกต โดยนำเอาแถลงการณ์ร่วมข้อตกลงที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีต่างประเทศได้เซ็นลงนามกับประเทศกัมพูชาออกมาเปิดเผย |
||
|
View All |
||
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||