
พิมพ์หน้านี้
|
"ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ที่ตำรวจไทย ทำไม่ได้" อธิบดี เผ่า ศรียานนท์ ท่านประกาศกร้าว "ข้าพเจ้า ขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว" จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ก็ประกาศก้อง ยุคสมัย พ.ศ.2475 มาถึงยุคอันธพาลครองเมือง นักเลง พ.ศ.2499 จากเก้ายอด มาถึงแดง ไบเลย์ นั้น บ้านเมืองของเรายังวนเวียนอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการทางทหารและตำรวจอยู่ ยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม ไทยเรามีพลเมืองเพียง 18 ล้านคนเท่านั้น เป็นยุคมาลานำไทย จาก พศ.2499 มาถึง 14 ตค.16 หากตำรวจอหังกา ทหารก็จะพากันบุกโรงพัก หรือ รื้อป้อมตำรวจ แต่ตำรวจและทหารก็มีคู่ปรับ คือ ผกค. ส่วนภาคใต้มีทั้ง ผกค. จคม.และ ขจก.(ปัจจุบันเหลือเพียง ขจก.) ทหารตายกันมากในยุทธการ ภูหินร่องกล้า และที่ เขาค้อ วีระบุรุษนาแก เกิดขึ้นช่วงราวๆนี้ ขนาดติ๊ก กลิ่นสี ขับมอร์เตอร์ไซด์ปาดหน้า ยังโดนตามจับโดยวีระบุรุษนาแกที่ กทม.แห่งนี้ ระยะหลังๆ พ.ศ.2516 มาจนถึง พ.ศ.2551 ตำรวจเปลี่ยนนาย จากทหาร มาเป็น นักการเมือง ดังนั้นความเป็นอิสสระจึงต้องถูกเปลี่ยนผ่านในอำนาจควบคุมและบังคับบัญชา จากทหาร มาเป็น นักการเมือง เมื่อ พล.ต.สนั่นฯให้วีระบุรุษนาแก ไปดักจับเงินซื้อเสียงของเนวินฯชิด ชอบ เข้าให้ สังคมจึงได้ประจักษ์ว่า ตำรวจเปลี่ยนสีแล้ว และยิ่งมาหาเสียงตอนเลือกตั้งครั้งล่าสุด ตำรวจก็ดูเหมือนจะยังคงรับใช้นักการเมือง โดยไม่ยอมเปลี่ยนขั้ว ตำรวจ เมื่อกลายเป็น"เครื่องมือ"หรือ"กลไก"ในการทำลายคู่ต่อสู้ ดังนั้นตำรวจจึงต้องเลือกขั้วให้ดี หากเลือกขั้วผิด ชีวิต อนาคต หน้าที่การงาน ก็จะพลอยอับเฉาไปด้วย ล่าสุด วีระบุรุษ ไร้ทางไป จำต้องเข้าสำนักโหร คมช.ทำพิธีสืบชะตาบ้านเมืองและตนเอง นี่แหละทางพระท่านว่า โลกธรรมแปด มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสุข ก็มีทุกข์ มีสรรเสริญ ก็มีนินทา บัดนี้ วีระบุรุษ ถูกปลดแล้ว ด้วยกฏแห่งกรรม กรรมใดใครก่อ กรรมนั้น ผู้นั้นรับ และไม่รู้ว่าในทางกลไกในกระบวนการยุติธรรม จะยังพอมีความหวังในการอยู่รอดหรือไม่ ถ้าเป็นสมัยเปาบุ้นจิ้น ก็คงต้องมีการพิจารณาถึง"คุณงามความดีที่เคยทำมา สามารถลบล้างความชั่วได้หรือไม่" พรหมลิขิตนั้นมิใช่ เพราะเจ้าตัวย่อมลิขิตตนเอง ยิ่งไปแสดงตัวก่อนถูกปลด ในสำนักโหร คมช.ที่ผ่านมาแล้วนั้น ทำให้การตัดสินใจทางการเมือง"ง่ายขึ้น" "เอาไว้ไม่ได้" สุ่มเสียงในเงามืด คำรามขึ้น "ประหาร" ฮา |