
พิมพ์หน้านี้
|
ในหลวงทรงพระเมตตา อธิบาย บุคคลิกภาพเฉพาะตนของคนไทยที่ไม่เหมือนใครในโลก แต่ในปัจจุบันนี้ มันเกิดอะไรขึ้นต่อปัญหาการเมือง เศรษฐกิจและสังคม กระบวนการหล่อหลอมทางสังคม ยุคโบราณไทยแท้ เราทำคลอดโดยหมอตำแย มีตำราแพทย์ชนชท ภูมิอากาศเราอยู่ในเขตร้อน เด็กๆวิ่งแก้ผ้า เล่นน้ำกันอย่างสบายใจ มีอืสสระเสรี จะขี้ จะเหยี่ยวที่ไหนก็ได้ เล่นขี่ม้าก้านกล้วย เล่นโพงพาง ต่างๆเล่นหนังยาง ลูกหิน ลูกแก้ว สาระพัด เป็นครอบครัวขยาย มีพ่อแม่ปู่ย่าตายายลุงป๋าน้าอา อยู่ภายในบริเวณบ้านเดียวกัน ผู้ชายรบทัพจับศึก ผู้หญิงอยู่บ้านไกวเปล เด็กไทยยุคนั้น จึงเป็นเด็กไทยพันธ์แท้จริง ที่ถูกหล่อหลอมทางวัฒนธรรมตะวันออกของเรา ต่อมากระบวนการหล่อหลอมของไทยมาอยู่ที่โรงเรียน ซึ่งก็คือวัด และสำนักต่างๆเช่น มวย ดาบ ของครูบาอาจารย์ต่างๆ ดังนั้น พอย่างเข้าวัยเรียน เด็กไทยจึงมีครูบาอาจารย์ที่เป็นพระคอยสอนศีลธรรมขัดกล่อมจิตใจ ทำให้เกิดยุค ไอ้ขวัญ อีเรียม แห่งท้องทุ่งบางกะปิขึ้นมา มีความเป็นลูกผู้ชาย มีธรรมะ มีศีลธรรม และเมื่อเข้ารับราชการ หรือทำงาน คนไทยเราก็จะนับถือระบบอาวุโส และอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ กฏแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว สังคมก็สงบและร่มเย็น ลัทธิประชาธิปไตยตะวันตกเริ่มแผ่ขยายเข้ามา ในยุค ร.4 ดังนั้นไทยเราจึงเริ่มปรับตัวตามลัทธิMODERNIZATION คือความศิวิไลย์ จนพัฒนามาเป็นลัทธิเสรีประชาธิปไตยหรือการค้าเสรีหรือทุนนิยมนั่นเอง กระบวนการหล่อหลอมทางสังคมยุคการค้าเสรีนี้ เด็กๆจะมาจากครอบครัวเดี่ยว คือ แยกออกจากครอบครัวขยายที่มีปู่ย่าตายายคอยดูแลสั่งสอน จะมีโรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถมมัธยมและอุดมศึกษาเกิดขึ้นมา ดังนั้นเด็กๆจึงห่างวัดไปโดยปริยาย และยิ่งการศึกษาที่มุ่งเน้นแต่ความรู้ แต่ขาดการอบรมด้านคูณธรรมและจริยะธรรมด้วยแล้ว เด็กๆจึงไร้หางเสือไปเรื่อยๆ มีจิตมุ่งมั่นคิดแต่เรื่องของการแข่งขันซึ่งกันและกัน เอาชนะกันในการเรียน เมื่อได้เข้าทำงาน ซึ่งต้องแข่งขันกันพัฒนาความเจริญเติบโตของประเทศ พัฒนาองค์กรต่างๆพัฒนาคนเป็นอาธิ ไทยเราก็ไปเอาองค์ความรู้จากชาติตะวันตกมาทั้งดุ้น โดยไม่แก้ไขปรับปรุงให้เข้าและเหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย ดังนั้นเราจึงพัฒนาประเทศ โดยการใช้ทุนทรัพยากรทางธรรมชาติต่างๆของประเทศ หมดลงไปเรื่อยๆ โดยการพึ่งพาทุนเงินและวิชาการตลอดจนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากต่างชาติเสมอมา กระบวนการหล่อหลอมที่เกิดขึ้นมาใหม่ จึงสร้างความแปลกแยกให้กับสังคมไทย ระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกและวัฒนธรรมตะวันตก องค์ความรู้จากชาติตะวันตกที่หล่อหลอมเรา เช่น ลัทธิประชาธิปไตย ลัทธิการค้าเสรี เหล่านี้ ทำให้สังคมไทยบุคคลิกภาพของคนไทยแปรเปลี่ยนไป เราทิ้งระบบอุปถัมภ์ระบบอาวุโส ไปใช้ระบบความรู้ความสามารถ ระบบสัญญา กติกาตามกฏหมาย โดยไม่พึ่งพาระบบอาวุโสและระบบอุปถัมภ์ เช่นมีการทะเลาะวิวาทกัน สมัยก่อนปู่ย่าตายายมาห้าม ก็จะเชื่อและหยุดทะเลาะกัน แต่สมัยนี้ เรื่องต้องถึงตำรวจ ถึงศาล เป็นต้น ดังนั้นการพัฒนาประเทศพัฒนาคนของเราในเวลานี้ เดินมาถูกทางแล้วหรือไม่ ทำไมมันถึงเกิดปัญหาขึ้นมาทั้งระบบการเมืองเศรษฐกิจและสังคม ทำไมเราไม่พัฒนาประเทศในแบบของชาวตะวันออกของเรา การเมืองก็ให้เป็นระบบอุปถัมภ์ที่ชัดเจน เศรษฐกิจก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียง สังคมก็ให้วัดเป็นศูนย์กลางของโรงเรียน เหมือนที่พระท่านได้ร่ำเรียนกัน หากเราปรับตัว เปลี่ยนเป้าหมายจากการยึดจีดีพี มาเป็นยึดการกระจายรายได้เป็นหลักแล้ว เราก็มีจุดแข็งที่เป็นประเทศเกษตรกรรม ที่สามารถยืนอยู่ได้บนขาตนเอง มีเอกลักษณ์ของตนเอง ผลิตอาหารเลี้ยงคนไทยและชาวโลกได้อย่างยั่งยืน ไม่ต้องไปพะวงกับวงจรขึ้นลงของเศรษฐกิจ เช่น ปัญหาน้ำมันแพง เห็นมีหลายที่ที่ยังใช้ควายไถนา หลายที่ใช้รถสามล้อถีบ ใช้จักรยาน ใช้ระหัดวิดน้ำเข้านา โดยไม่พึ่งน้ำมันแต่อย่างใด แต่มิได้หมายความว่าเราปิดประเทศ แต่เราพัฒนาประเทศในทิศทางที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของเราเอง นั่นคือ คน"ไท" |