
พิมพ์หน้านี้
|
เจ้าสัวธรินทร์ฯบอก เศรษฐศาสตร์อเมริกา มันเหมาะสมกับคนอายุมากที่พัฒนามานานแล้ว เช่นอเมริกา แต่ไม่เหมาะกับเมืองไทย ที่กำลังเป็นเด็ก นั่นคือ รัฐ ต้องกล้าสู้เงินเฟ้อ โดยใช้นโยบาย"สองสูง" คือให้เงินเดือนสูง และสินค้าเกษตร มีมูลค่าสูง โดยไม่ต้องกลัวเงินเฟ้อ มาถึง ดร.ศุภชัยฯUNCTAD บอกว่า การค้าทวิภาคี กับประเทศใหญ่ ไม่มีปัญหา แต่ปัญหามักจะอยู่ที่ ประเทศเล็กต่อเล็ก ประเทศกำลังพัฒนา ต่อ ประเทศที่กำลังพัฒนา ด้วยกัน ในความหมายนี้ตีความเรื่อง ปราสาทเขาพระวิหาร คือเขมรต้องการ อัพเกรด ปราสาทเขาพระวิหาร เพื่อผลประโยชน์จากการท่องเที่ยว ที่ให้สัมปทานกับญี่ปุ่น แต่เงื่อนไขในทางขึ้นนั้น ทางขึ้นมันต้องขึ้นฝั่งของฝ่ายไทย ดังนั้นเขมรจึงชิงความได้เปรียบ โดยการยื่นขอเสนอยูเนสโกเแบบ"เอกบุคคล" โดยน่าจะยอมรับเงื่อนไขทางขึ้น อยู่ฝั่งไทย แต่การเข้าชมตัวปราสาท เขมรเก็บเงิน โดยนัยยะนี้ ไทยจึงต้องขอขึ้นทะเบียนร่วม แต่เขมร ก็กีดกันทางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว เหมือนที่ ดร.ศุภชัยฯบอก ดังนั้น ในท้ายสุดเชื่อว่า เขมรอาจเปิดประตูเข้าปราสาท เมื่อได้รับการรับรองจากยูเนสโก้แล้ว โดยไทยน่าจะไม่มีส่วนร่วมใดๆ ก็แค่หวังกอบโกยบนพื้นที่ทางขึ้น ขายอาหารและของที่ระลึกดักทางไว้ เมื่อมองลงไปข้างล่างจากภูเขาของปราสาทเขาพระวิหารฝั่งไทย เห็นนักวิชาการไทยหลายสำนัก ต่างออกมาชี้สรุปตรงกันว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก โลกร้อน ส่งผลกระทบเรื่องพายุ น้ำท่วม กรุงเทพฯแน่นอน 100% ภายใน 5 ปี ต่อจากนี้ คือน่าจะไม่เกิน พ.ศ.2555 นี้ กรุงเทพฯ"จมน้ำ"แน่นอน ปัญหานี้ ในหลวงท่านทรงห่วงใยมาก ถึงกับปรารภว่าให้ฟังท่านสมิทธฯ ให้หาทางแก้ไขเสีย ในความคิดของไพร่ฟ้าอย่างเราก็คิดว่า หรือมันจะเหมือนกับที่ท่านสมิทธฯเตือนเรื่อง สึนามิ ถล่มภาคใต้ "แต่ไม่มีคนฟัง" หนำซ้ำกลับ"ด่า"อีก แต่พอโดนถล่ม 6 จังหวัดเข้าจริงๆ ก็ทำหน้าเหมือนลิงหลอกเจ้า หันมายอมรับนับถือนักวิชาการอีก แต่ก็เหมือนกับไฟไหม้ฟาง นับถือแป๊บเดียว แล้วก็ลืม หันหน้ามา"กัดกัน" เพื่อแย่งชิง"อำนาจรัฐ" และ"ผลประโยชน์ กันต่อไปเหมือนเดิม ทั้งรัฐบาล พรรคร่วมและฝ่ายค้านและทั้งพันธมิตร ขนาดนักวิชาการหลายสำนักในไทย ยืนยันข้อมูลการวิจัยตรงกันว่า ไม่เกิน 5 ปี น้ำท่วม กทม.แน่นอน แต่รัฐบาลเอย ฝ่ายค้านที่ปกครอง กทม.เอย พันธมิตรเอย "ต่างนอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น" กันทั้งสิ้น ไม่เห็นมีใครออกมาเสนอแนวความคิดในการป้องกันภัยอันใหญ่หลวงนี้เลยทั้งสิ้น นโยบายรัฐและ กทม.จะต้องถูกบรรจุไว้ในแผนงานโครงการ มีงบประมาณในการรองรับ มีแผนฉุกเฉิน แผนป้องกันความเสี่ยงต่างๆรองรับเป็นรูปธรรมไว้อย่างมั่นใจ ว่าจะสามารถป้องกัน และเผชิญเหตุ และฟื้นฟูได้ แต่นี่ไปมุ่งแต่ปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม กันหมด ไม่มีใครฟังในหลวง ไม่มีใครฟังนักวิชาการ หรือเมื่อถึงเวลาเข้าจริงๆ เกิดน้ำท่วม กทม.แล้ว ต่างคนก็ต่างออกมาประกาศว่า นี่คือวิกฤติ ที่เป็นโอกาส โดยไทยเราจะโปรโมทการท่องเที่ยวว่า ให้นักท่องเที่ยว มาดู กรุงเทพฯเมืองที่น้ำท่วม และได้รับสมญานามว่า "ไทยแลนด์กรุงเทพฯคือ เวนิชตะวันออก" ฮา |