
พิมพ์หน้านี้
|
การเมืองไทยใช้ระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เศรษฐกิจไทย เราใช้เศรษฐกิจเสรีแบบทุนนิยมผสมเศรษฐกิจพอเพียง ตัวหลักสองตัวนี้ รันงานประเทศไทยอยู่ เราใช้ทฤษฎี เอ๊กพอร์ท เล็ด โกร์ท คือพึ่งการส่งออก นำหน้า บวกกับ ภาคการท่องเที่ยว เป็นตัวนำรายได้เข้าสู่ประเทศ แต่เราเก็บเงินภาษีได้เพียง หนึ่งล้านล้านกว่าบาท จึงต้องใช้งบประมาณขาดดุลย์ คือ กู้มาใช้อีกหลายแสนล้านบาท ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ภาคบริการ และภาคเหมืองแร่ เราต้องอาศัยน้ำมันเป็นทุน ทุนน้ำมันที่เราสั่งนำเข้าประมาณปีละ หนึ่งล้านๆบาท นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ถ้าเราใช้เงินภาคเกษตร"ทั้งภาค"ที่ขายได้ แล้วมาซื้อน้ำมัน เราจะซื้อน้ำมันมาใช้ได้แค่ 9 เดือน คือราวๆ7-8แสนล้านบาทเท่านั้น ที่เหลืออีก 3 เดือนที่ไทยต้องซื้อน้ำมันนั้น เราต้องไปเอารายรับภาคบริการการท่องเที่ยวมาใช้อีก2-3แสนล้านบาท ทีนี้การท่องเที่ยวของไทย รายรับประมาณ4-5แสนล้านบาท นักท่องเที่ยวประมาณ14-15ล้านคน โดยเมื่อนำรายรับไปซื้อน้ำมันแล้ว เราจะเหลือเงินประมาณ 1 แสนล้านบาทเท่านั้นที่นำไปบวกกับเงินภาษี มาเป็นค่าใช้จ่ายประจำปี ส่วนรายรับจากการส่งออก จึงน่าจะเป็นการช่วยเราอย่างแท้จริงในภาพรวม แต่ก็ติดปัญหาสินค้าทุนที่ต้องสั่งนำเข้ามาใช้ ติดปัญหาค่าเงิน และติดปัญหาใหญ่คือ ราคาน้ำมัน ส่วนพลังงานทางเลือกนั้น ทั้งโลกใช้เพียง 8% เท่านั้น แต่โดยเฉพาะไทย เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ได้ขายให้จีนไปทำเอทเทอร์นอล 1 ล้านตันต่อปี เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะเรายังสร้างโรงงานผลิต แปรรูปและขนส่ง ตลอดจนปั๊มบริการ"ยังไม่พอเพียง"ในการให้บริการ ในขณะที่กลุ่มโอเป็คประชุมครั้งแรก คาดการณ์ว่าน้ำมันจะวิ่งไปถึงระหว่าง150-250 เหรียญสหรัฐฯต่อบาเรล แต่ประชุมครั้งต่อมาคาดว่าจะวิ่งระหว่าง150-200เหรียญสหรัฐฯต่อบาเรล ซึ่งตอนนี้ แค่ใกล้150เหรียญต่อบาเรลนั้น ทั้งโลกก็เดือดร้อนแล้ว โดยเฉพาะในไทย ค่าบริการและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคก็ทะยอยปรับราคาสูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่ใช้ขนส่งและผลิต แต่รายรับของภาคต่างๆก็ถูกเงินเฟ้อมาบีบทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะผู้เกษียณอายุอาศัยดอกเบี้ย ต้องติดลบประมาณ6% ซึ่งรายรับไม่พอกับรายจ่ายเกิดขึ้นในหลายภาคส่วนของสังคม แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าไม่น่าห่วง เพราะถ้าราคาสูงขึ้นระยะหนึ่ง แต่คนไม่มีเงินซื้อ ราคาก็จะคงที่หรือตกลงมาเอง ซึ่งถ้าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยก็น่าจะเป็นจริง แต่ถ้าเป็นสินค้าจำเป็นต่อชีวิต ก็น่าเป็นห่วงต่อผู้มีรายได้น้อยโดยทั่วไปอย่างยิ่ง นี่ยังไม่นับรวมความเสี่ยงที่ไทยอาจเจอภัยธรรมชาติด้านต่างๆ ซึ่งคาดว่าอุทกภัย จะเป็นปัญหาใหญ่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้ในเวลานี้ ลำพังเฉพาะรายรับก็น้อยอยู่แล้ว มาเจอภัยธรรมชาติเข้าอีกแล้ว ทั้งรัฐเอกชนประชาชน ที่มีรายรับน้อยกว่ารายจ่ายต้องแย่แน่ๆ อาจต้องขอความช่วยเหลือในรูปเงินกู้หรือให้เปล่า จากต่างประเทศ มาประทังชีวิตพลเมืองต่อไป ดังนั้นการลดรายจ่ายภาครัฐ ก็จะต้องดำเนินการให้เห็นเป็นแบบอย่าง เช่น การประชุมโดยใช้ เทเลคอนเฟอเร็นท์ โดยไม่ต้องเดินทาง การทำงานที่บ้านในด้านที่ทำได้และมีตัวชี้วัดตรวจสอบที่ดี เพื่อลดการเดินทาง เป็นต้น ส่วนภาคประชาชน ก็อาจต้องอาศัยการขนส่งมวลชนให้มากขึ้น ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และอาจใช้จักรยานในการเดินทางด้วย ก็จะลดการบริโภคน้ำมันลงได้ส่วนหนึ่ง แต่ภาครัฐก็ต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการบริการรองรับให้ด้วย เช่น เพิ่มจำนวนการขนส่งมวลชน และ ทำทางจักรยานให้เป็นต้น ท้ายสุด ถ้าน้ำมันและธัญญพืชโลก ราคาพุ่งไม่หยุด ไทยเราอาจต้องใช้ยุทธศาสตร์ด้านเดียวในทางเศรษฐกิจ โดยการตัดdual track ออกไปจากแผนฯสศช.แผนฯ10 โดยปรับแผนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ในการส่งออก ให้เหลือเพียง"เศรษฐกิจพอเพียง" บวกการท่องเที่ยว เป็นหลักในอนาคตอันใกล้นี้ ดังนั้นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะนำประเทศไทยพ้นวิกฤตน้ำมันนี้ไปได้ คือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงของเราชาวไทยนี้เอง สาธุ. |