พิมพ์หน้านี้
|
โศกนาฎกรรมสยาม: การพัฒนาและการแตกสลายของสังคมไทยสมัยใหม่ เขียนโดย วอลเดน เบลโล, เชียร์ คันนิงแฮม และ ลี เค็ง ปอห์ เมื่อปี ๒๕๔๑ และถูกแปลเป็นไทยได้อย่างรวดเร็ว ในต้นปี ๒๕๔๒ โดย สุรนุช ธงศิลา เป็นงานวิจัยที่กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาของประเทศไทยที่จะนำไปสู่ความหายนะได้อย่างที่เรียกว่า ปลอกเปลือก
ดิฉันอ่านเล่มนี้เมื่อปลายปี ๒๕๔๒ รู้สึกหดหู่ค่ะ และอึ้งไปกับข้อเท็จจริงของประเทศไทย แต่ต้องยอมรับว่ามีหลายข้อเท็จจริงที่เราเองในฐานะคนไทยได้ความชัดเจนมากขึ้นจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ หนังสือเล่มที่คนต่างชาติเป็นผู้เขียน เป็นผู้วิเคราะห์และสรุปให้เห็นถึงข้อเท็จจริงนั้น โดยนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยในรูปแบบของงานวิจัยอย่างเข้มข้น มีการอ้างอิงที่มาของข้อมูลทั้งชื่อบุคคลและองค์กรต่างๆ จำนวนมาก และในข้อมูลอ้างอิงก็เป็นงานเขียนของนักวิชาการไทยอยู่ไม่น้อย โดยส่วนตัวดิฉันไม่ปฏิเสธว่าข้อเท็จจริงที่แสนโหดร้ายนั้นเป็นจริงในสังคมไทย เพราะมีคนไทยที่รับรู้อยู่แล้ว มีงานเขียนแต่ไม่สามารถสื่อสารได้ชัดเจนได้ในสังคมไทย ในขณะที่วอลเดนวิเคราะห์และบอกกล่าวให้เห็นได้ชัดว่าสังคมไทยกำลังมีความทุกข์กันอย่างไร และบอกไว้ให้รู้เมื่อ ๘ ปีที่ผ่านมา ในช่วงปีที่ผ่านมา ดิฉันมีความสงสัยในทางเลือกของไทยที่มุ่งหวังให้ภาคการส่งออกเป็นตัวนำในการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่แนวทางที่จะทำให้มีความยั่งยืนในกลุ่มภาคการผลิตไม่ชัดเจน มีข้อสังเกตบางประการถึงความไม่สมดุลย์ของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยระหว่างภาคการเงินและภาคการผลิต (Financial sector & Real Sector) โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมส่งออก จาก ๑๐ ปีที่ผ่านมา เห็นชัดว่าภาคการเงิน ทั้งตลาดทุนและตลาดเงินของไทยได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทางตลาดเงินสถาบันการเงินมีการปรับตัวอย่างมาก สัดส่วนการปล่อยสินเชื่อของธนาคารหรือบริษัทเงินทุนต่างๆ ได้เปลี่ยนรูปแบบไปเล่นในกลุ่มลูกค้ารายย่อยมากขึ้น ในขณะที่ตลาดทุนก็ได้พัฒนาตราสารที่เคยกล่าวถึงในอดีตให้สามารถออกมา Trade อย่างเกลื่อนกราดในตลาดหุ้นปัจจุบัน ซึ่งการพัฒนาที่รวดเร็วดังกล่าว ต้องถือว่าเป็นตัวดึงดูดการไหลเข้าของเงินต่างประเทศได้อย่างดี แต่กลับมาดูการพัฒนาภาคการผลิตจริง ในส่วนของอุตสาหกรรมการส่งออก ๑๐ ปีที่ผ่านมา ใครที่เป็น PACKER ก็ยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น ในขณะที่ การสร้างแบรนด์ เป็นหัวข้อที่กล่าวถึงกันมาเป็นเวลานานพอควร แต่ไม่เกิดขึ้นในกลุ่ม Packer ผู้รับจ้างผลิตเพื่อส่งออก สุดท้ายก็กลายเป็นหนึ่งของการล้มสลายที่เกิดขึ้น เป็นไปได้หรือที่ไทยไม่สามารถพัฒนาแบรนด์เองได้ ดิฉันไม่ดูถูกฝีมือแรงงานไทย อุตสาหกรรมส่งออกของไทยจริงอยู่เป็น labor intensive แต่ก็เป็น skilled labor แต่การเป็นเจ้าของแบรนด์ในการส่งออกได้เองนั้นไม่ได้อยู่ที่ประเด็นของ skilled labor น่าจะอยู่ที่ความตั้งใจของเจ้าของทุนเป็นหลัก การวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์และความพยายามทางการตลาดน่าเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำ ในขณะที่ผ่านมาไม่ค่อยจะเห็นภาพอย่างนั้น เป็นไปได้ว่าอย่างมากว่า Packer ที่เป็นทุนต่างชาติ มองแค่ระยะสั้นๆ ลงทุนแล้วโกยผลกำไรส่งกลับบ้าน ส่วน Packer ไทยแท้ ก็โอนกำไรที่ได้เข้าสู่ห้องค้า หวังผลจากการเก็งกำไรที่มันยั่วยวนใจกว่า ผลก็คือ ไม่เกิดทั้ง R&D หรือ Branding ที่น่าจะเป็นหนึ่งแนวทางที่ให้ภาคการผลิตซึ่งถือว่าเป็นตัวนำในการพัฒนาเศรษฐกิจ ให้มีความอยู่รอดและยั่งยืนมากขึ้น ภายใต้การไหลเข้าออกอย่างเสรีและรวดเร็วของทุนต่างประเทศ ๒ วันที่หยิบมาอ่านอีกครั้ง ได้รู้สึกถึงสิ่งที่วอลเดนและคณะ ได้เตือนไว้เมื่อปี ๒๕๔๒ ปรากฏชัดมากขึ้นในสังคมไทย แสดงว่าเรายังไม่ได้เรียนรู้ปัญหาและคิดที่จะแก้ปัญหา แม้ว่าหนึ่งในเสียงเตือนนั้น คือ ความล้มเหลวของการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม เป็นปัญหาหนึ่งที่สามารถแก้ไขได้ชัดเจนที่สุดในปัญหาทั้งหมด (ในความรู้สึกส่วนตัว) อันเป็นส่วนของมุมมองภาคเอกชนเป็นหลัก แต่ก็ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม แล้วปัญหาอื่นๆ ที่ล้วนมีแต่ความมืดมัวครอบงำอยู่ ทั้งปัญหาตัดไม้ทำลายป่า ปัญหาความเสื่อมโทรมของเมือง ปัญหาศีลธรรม ปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งวิกฤตเอดส์ ก็คงมิต้องพูดถึง อ่านแล้วอาจจะตอบตัวเองไม่ได้ว่าแนวทางพัฒนาประเทศที่ไทยใช้ตลอดมานั้นผิด หลงทาง หรือหลงกลกันหมด แล้วต้องรีบกลับลำมาพึ่งตนเองทั้งหมดหรือไม่ เพราะบริบทของแต่ละช่วงเวลาต่างกันไป แต่สิ่งที่ได้อย่างชัดแจ้งจากเสียงเตือนนี้คือการกระตุ้นให้เราผู้ถูกเตือนต้องพยายามที่จะเรียนรู้ และรู้เท่าทัน กับความยุ่งยาก ความสับสน วิถีกล ของสถานการณ์โลกให้มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าสถานการณ์นั้นได้เข้าสู่ความซับซ้อนมามากแล้ว งานวิจัยชิ้นนี้ วอลเดนและคณะเขียนเข้าใจง่าย และคงต้องชื่นชมคุณสุรนุช ธงศิลา เป็นอย่างมาก ผู้แปลที่สามารถทำให้ภาษาเศรษฐศาสตร์อ่านง่ายสำหรับทุกคนที่สนใจจะอ่าน บทวิจัยตรงไปตรงมา ชัดเจน และกระจ่าง แต่อ่านแล้วอาจทำให้รู้สึกไม่อภิรมย์ ออกจะหดหู่และขมในใจมากกว่า แต่เป็นเรื่องธรรมชาติค่ะ ก็เมื่อไรที่เราได้ ปลอกเปลือก ลอกตัวเอง ออกมา ก็ต้องรู้สึกแสบตาบ้าง ไม่มากก็น้อย ************************* เกี่ยวกับผู้เขียนและผู้แปล (จากหนังสือโศกนาฎกรรมสยามฯ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๓ พ.ศ.๒๕๔๒) วอลเดน เบลโล เป็นศาสตราจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและบริหารรัฐกิจที่ University of Philippines และเป็นผู้อำนวยการร่วมโครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (Focus on the Global South) ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อทำงานวิจัยด้านนโยบาย ก่อนหน้านี้เคยเป็นผู้อำนวยการของ Institute for Food and Development Policy (Food First) ที่เมืองโอ๊คแลนด์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ศาสตราจารย์วอลเดน เบลโล จบการศึกษาระดับปริญญาเอกทางด้านสังคมศาสตร์จาก Princeton University ในปี ๑๙๗๕ เคยสอนที่ University of California, Berkeley และเป็นผู้ช่วยวิจัยที่ The Center for South East Asian Studies ได้เขียนหนังสือไว้หลายเล่ม เช่น Dark Victory: The United States, Structural Adjustment and Global Poverty (1994) ขียนร่วมกับเชียร์ คันนิ่งแฮม People and Power in the Pacific (1994) มังกรกำสรวล: วิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ของเอเชีย Dragons in Distress: Asias Miracle Economics in Crisis (1991) เขียนร่วมกับ Stephanie Rosenfeld Brave New World? Strategies for Survival in the Global Economy (1990) และ เชียร์ คันนิ่งแฮม จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก San Francisco State University และระดับปริญญาโทจาก University of California and Los Angeles (UCLA) ลี เค็ง ปอห์ จบการศึกษาจาก Cornell Unversity สุรนุช ธงศิลา ผู้แปล จบการศึกษาระดับปริญยาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับปริญญาโทจาก Pittsburgh State University |
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||