พิมพ์หน้านี้
|
วันก่อนมีโอกาสได้เจอเพื่อนเก่ามัธยมต้น . . . นับนิ้วก็ ๒ ทศวรรษเศษ ที่ได้คบหากันเป็นกัลยาณมิตร เกือบ ๔ ปีแล้วที่เธอไปอยู่นิวซีแลนด์ และ ๑ปีที่ไม่ได้เจอกัน กลับมาคราวนี้หลานสาวคนสวย ลูกครึ่งจีน-อินตระเดีย สวยมากยิ่งขึ้น พูดเก่งจริง พูดอังกฤษแต่พยายามผสมไทย(เอาใจแม่) แต่ก็รู้เรื่องกัน อีกวันชวนกันไปนั่งกิน หลานสาวยังอยู่ในโทนสีชมพูเหมือนเมื่อวาน แต่วันนี้ Accessories ของหนูน้อยมีมากขึ้น ชุดกระโปรง กระเป๋า รองเท้า และกิ๊ฟติดผม ซึ่งแน่นอนทุกสิ่งเป็นสีชมพู- อร่อยกันไปพักใหญ่ หนูน้อยเริ่มเอาของเล่นหลายชิ้นที่ติดกระเป๋าออกมาเล่นและมันก็ล้วนแต่เป็นสีชมพู ไม่รู้สึกแปลกใจค่ะ เป็นเรื่องธรรมดาของเด็กหญิงที่ชอบสีชมพู ดิฉันยิ้ม you like pinky??? (ไม่รู้แปลว่าอะไร แต่ก็รู้เรื่องกัน) หนูน้อยยิ้มหวาน Yeah, like it แต่ในเวลานั้นคุณแม่หลานเสริมขึ้นมาว่า ประเทศนี้มันล้างสมองเด็ก เด็กหญิงต้องเป็นสีชมพู ส่วนผู้ชายต้องเป็นสีฟ้า เธอบอกว่าพยายามที่จะให้ลูกได้เลือกสีที่เจ้าตัวได้คิดเองว่าชอบ แต่ไม่สำเร็จ เพราะทุกครั้งที่ใส่สีเขียว สีเหลือง หรืออื่นๆ ไปโรงเรียนจะเจอคำถามที่ว่า วันนี้ทำไมเธอไม่ใส่สีชมพู หรือเพื่อนอาจจะไม่มาเล่นด้วย หรือตอนที่ลูกยังเด็กเธอได้รับของขวัญจากเมืองไทยเป็นเสื้อผ้าเด็กสีอื่นที่ไม่ใช่สีชมพู ก็จะมีคำทักทายว่า ลูกชายเธอน่ารักจัง . . . ก็เห็นอยู่ว่าหน้ามันเป็นผู้หญิง อันนี้เธอบ่นเสียงสูง ดิฉันเลยถามไปว่า แล้วห้างร้านหล่ะสีอื่นก็ขายไม่ออกสิ ก็ได้รับคำตอบว่า ส่วนใหญ่ถ้าเป็นสินค้าเด็กมันก็จะขายอยู่แต่สีชมพูและสีฟ้า ดิฉันคิดในใจ . . . . . โธ่ ยังมีสิ่งประหลาดอยู่ในประเทศที่แสนจะสวยงาม หลังลากันเมื่อหมดอาหารมื้อนั้น เจ้าสิ่งประหลาดในประเทศสวยงาม มันตามดิฉันกลับมาบ้านด้วยค่ะ ไม่ยอมไปไหนยังติดอยู่ในความคิด ดิฉันต้องพยายามหาข้อสรุปให้ได้ (ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ถ้าไม่ คงต้องแบกมันไปอีก) เท่าที่คุยกับเพื่อนรัก นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่เล็กมาก คือเล็กในแง่ของประชากร มีประมาณ ๔ ล้านคน เทียบเท่าจังหวัดใหญ่ๆ ของเมืองไทย และเธอบอกว่าคนวัยทำงานเมื่อมีทักษะในการทำงานระดับหนึ่งก็จะมุ่งย้ายถิ่นฐานเพื่อไปหาความมั่งคั่งในประเทศอื่นมากขึ้น ส่วนใหญ่ก็จะย้ายไปออสเตรเลีย ถือเป็นค่านิยมเลย ขนาดลูกสาวคนสวยมักจะถามเธอบ่อยๆ ว่าเมื่อไรครอบครัวเธอจะย้ายไปออสเตรเลีย ด้วยเหตุนี้มั๊ง ทำให้ยิ่งเล็กในแง่ของประชากรและส่งผลให้การบริโภคที่มีปริมาณไม่มากนัก คิดไปคิดมาด้วยสมองอันน้อยนิดของอดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ ดิฉันได้ข้อสรุปให้ตัวเอง ว่าเป็นผลของการประหยัดต่อขนาดค่ะ Economy of Scale มันทำงาน ก็คนมันน้อย ๔.๒๔ ล้านคน มีประชากรเด็ก ๐๑๔ ปี เท่ากับ ๒๑.๘% ดิฉันประมาณการว่าเป็นวัยเด็กเล็ก ต่ำกว่า ๕ ขวบ ประมาณ ๗% ประมาณ ๓ แสนคน เด็กหญิง-ชาย แบ่งคนละครึ่ง เหลือ ๑.๕ แสนคน อืม . . . เห็นภาพเลยค่ะ ไม่คุ้มค่ะ มีหลากหลายสีให้ได้เลือกกัน ยิ่งไม่คุ้มค่ะ ยังไงก็หาจุดคุ้มทุนไม่เจอ ความไม่คุ้มเกิดจากมีจำนวนที่ไม่มากพอ ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่ของการผลิตเองในประเทศหรือการนำเข้าจากต่างประเทศ ในกรณีของนิวซีแลนด์ สินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่เป็น labor intensive มีสัดส่วนการนำเข้าที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการผลิตเพื่อส่งออก ผู้ประกอบจึงต้องมุ่งเข้าหาผลของประหยัดต่อขนาด และถ้าจะให้เกิด Economy of Scale ก็ต้องมีปริมาณที่มากพอ Bigger is better than เพื่อต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยลดลง อย่างน้อยก็ต้องเฉลี่ย overheads และ fixed cost ที่เกิดขึ้น จึงเป็นไปได้มากๆ ที่จะปลูกความคิดว่า หนูเป็นเด็กหญิงสีชมพู ส่วนผมเป็นเด็กชายสีฟ้า เพื่อให้รวมกันแล้วได้ปริมาณที่สามารถอยู่ได้ในตลาด ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะคะ กลไกทางตลาดมันทำงานได้ขนาดนี้ มันรุกเข้าไปในแง่ของความเป็นคนได้มากขนาดนี้ อดคิดไม่ได้ว่า ภาพวาดของหนูน้อยคงต้องเต็มไปด้วยสีชมพู . . . เป็นสีชมพูที่มาจาก Economy of Scale ข้อมูลตัวเลขจาก http://www.stats.govt.nz หมายเหตุ: ความเรียงนี้เป็นบทวิพากษ์จากความเห็นส่วนตัวของดิฉัน ยินดีค่ะหากมีความเห็นที่ต่างออกไป |
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||