• freeRider
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : iamfreerider@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-10-09
  • จำนวนเรื่อง : 22
  • จำนวนผู้ชม : 6145
  • จำนวนผู้โหวต : 28
  • ส่ง msg :
"There Ain't No Such Thing As A Free Lunch."
คำเศรษฐศาสตร์ . . . . . จากอดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์
Permalink : http://www.oknation.net/blog/No-free-lunch
วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน 2550
- เสียงพร่ำบ่นของนักเรียนเศรษฐศาสตร์ -
Posted by freeRider , ผู้อ่าน : 287 , 00:10:59 น.   | หมวดหมู่ : flOwEry  
พิมพ์หน้านี้


BLOG คืออะไร มีจุดประสงค์หลักเพื่ออะไร? ? ? . . . . . จนบัดนี้ดิฉันยังไม่ได้ค้นหาคำตอบให้กับตนเสียที แม้ว่าจะมี Blog นานเป็นเดือนแล้วก็ตาม ได้ไปอ่านเจอเหมือนกันว่า “จิตวิญญาณในการเขียน blog มันบิดเบือน มันผิดวัตถุประสงค์” ก็ยังคงไม่ได้หาคำตอบว่าจิตวิญญาณดั่งเดิมของการเขียน Blog นั้นคืออะไร แต่ก็พอจะรู้ตัวเหมือนกันว่า สิ่งที่เผยแพร่อยู่นี้ มันผิดวัตถุประสงค์ของ Oknation เพราะเค้าต้องการคนข่าว แต่ที่ผ่านมา entry ที่เผยแพร่ของ Blog นี้ก็ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเป็นคนข่าวซักเรื่องเดียว

แม้ยังไม่รู้ชัดว่าจุดเริ่มต้นของ Blog เพื่ออะไร แต่ดิฉันก็ยังชอบอ่าน Blog เพราะให้กลิ่นของอารมณ์ผู้เขียนได้มากกว่าบทความทั่วไป มันมีอารมณ์ บางบทความอ่านแล้วยิ้ม บ้างก็อิ่ม บางครั้งขำ และบ่อยไปที่สะท้อนตน ดิฉันมักจะ Seach หาอ่านอยู่บ่อย โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ที่เรียนเศรษฐศาสตร์ หาอ่านโดยเชื่อมต่อไปใน Blogroll ตรงนี้ยอมรับว่ามีความสนใจอยู่ในขอบเขตที่แคบแค่รอบตนเอง วันก่อน . . . . . ดิฉันมีรอยยิ้มในใจเมื่อได้อ่านบทความใน หนึ่งWeb site ซึ่งให้ความรู้สึกเดียวกันกับเรื่องในอีกหนึ่ง Blog ที่ได้อ่านเมื่อเดือนที่แล้ว ทั้งสองบทความได้ดึงความทรงจำเมื่อเป็นนักเรียนเศรษฐศาสตร์ให้หวนกลับเข้ามาทำให้รู้สึกสดชื่นอีกครั้งหนึ่ง ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งข้อที่ดีมากๆ ในการอ่าน Blog

หนึ่งบทความนั้นขึ้นต้นด้วยประโยคว่า “เรียนเศรษฐศาสตร์แล้วได้อะไรขึ้นมา” ส่วนอีกหนึ่ง ถามว่า “นักเศรษฐศาสตร์คือใคร” สำหรับดิฉันแล้วมันเป็นคำถามที่เต็มไปด้วยกลิ่นในสำนึกของเศรษฐศาสตร์ เป็นสำนึกของอดีตนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ ๒ คนที่ดิฉันไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว เมื่อลองนับนิ้วดู บทความแรกเป็นถ้อยคำความคิดของนักศึกษาเศรษฐศาสตร์รุ่นที่เรียนจบหลังดิฉัน ๑๐ ปี และบทความหลังเป็นของรุ่นที่จบหลังจากนั้นอีก ๒ ปี สำหรับดิฉัน แม้จะจบมาถึง ๑๔ ปีแล้ว แต่เสียงพร่ำบ่นนั้นยังคงมีอยู่

หนึ่งเสียงพร่ำบ่น “ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนวิชาเศรษฐศาสตร์ให้เป็นคณิตศาสตร์ทางสังคม” ส่วนอีกเสียง “องค์ประกอบต่างๆ ในสังคมจำนวนมาก . . . . . ไม่สามารถตีค่าออกมาเป็นตัวเลขได้อย่างชัดเจน” ทำให้ดิฉันหวนระลึกถึงวันในอดีตที่เดินออกจากห้องบรรยายพร้อมกับได้ยินเสียงพร่ำบ่นของเพื่อนร่วมวิชา ทำนองว่า “ตกลงเรียนเศรษฐศาสตร์หรือเรียนเลขว่ะ หลงประเด็นอะไรกันรึป่าว” ตอนนั้นเสียงที่ได้ยินมันช่างตรงกับใจเสียเหลือเกิน มีคนคิดกบฎเหมือนฉันด้วยสิ มันเป็นความคิดต่างภายในใจ เพื่อนนั้นส่งเสียงในความคิดต่างออกมา ส่วนรุ่นหลังสองท่านนี้คิดต่างเป็นความเรียงที่ค่อนข้างดี ไม่แค่นี้ดอก ก่อนรุ่นฉัน ก็มีรุ่นพี่ๆ ที่เคยพร่ำบ่นในทำนองนี้มาหลายต่อหลายรุ่นแล้ว

การเรียนคณิต-เศรษฐศาสตร์ อย่างเข้มข้นนี้ เกิดจากเหตุที่กล่าวกันว่า เศรษฐศาสตร์เป็นสายสังคมศาสตร์ที่มีเหตุและผล จึงได้พยายามที่จะพิสูจน์ทฤษฎีหรือแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์จากข้อมูลจริงโดยผ่านตัวเลขและขั้นตอนการคำนวณในรูปของสมการต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ ให้เหมือนกับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และในด้านทฤษฎีได้เริ่มจากสำนัก Neoclassical ผู้เน้นให้งานเศรษฐศาสตร์เป็น positive และ mathematics เป็นหลัก ดิฉันคิดว่าความเข้มข้นของ คณิตเศรษฐศาสตร์ มีมากขึ้นเรื่อยๆ นักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่พยายามค้นหาวิธีการอธิบายเศรษฐศาสตร์ในรูปสมการทางคณิตศาสตร์กันมากขึ้น เห็นชัดจาก Nobel Prize นับตั้งแต่ “Game Theory” จนในปีล่าสุด “Mechanism design” และโดยส่วนตัวแล้วอดคิดไม่ได้ว่า เอาเข้าจริงความเข้มข้นของคณิตเศรษฐศาสตร์นั้น ล้วนแล้วแต่เกิดจากนักเศรษฐศาสตร์ที่มีพื้นฐานการศึกษาทางคณิตศาสตร์เป็นหลัก จึงต้องถามกันว่าท่านเหล่านั้นมุ่งเอา Mathematics Model ของเศรษฐศาสตร์ หรือมุ่งหาทฤษฎีการแก้ปัญหาทางเศรษฐศาสตร์เป็นหลัก

ตอนเรียนนั้น ดิฉันพยายามคิดว่าทำไมเราต้องเรียนกันแนวนี้ มันเป็นหลักสูตรที่ถูกต้องแล้วรึ แม้จะมีเสียงพร่ำบ่นของนักศึกษาที่จำนวนไม่มากนักแต่ก็ดัง ท่านอาจารย์ก็คงได้ยิน แต่เราก็ยังต้องอ่าน Journal ที่เต็มไปด้วยการอธิบายด้วยสมการคณิตศาสตร์กันอยู่ดี และมากเสียด้วย ดิฉันถามว่าพวกนี้มันเกลียดเลขกันหรือไง ก็ไม่หรอกเพราะท่านๆ ที่พร่ำบ่นกันอยู่นี้ไม่เห็นจะโง่เลขกันซักคน ก็ไอ ๓ ตัวที่เลือกเรียนจาก CALและSTAT คะแนนก็ไม่แสดงความโง่เลขให้เห็น พวกคิดต่างเหล่านี้ไม่ได้พร่ำบ่นเพราะตัวเลขดอกค่ะ แต่เป็นเสียงที่เรียกร้องว่า “แก่นแท้ของการเรียนเศรษฐศาสตร์คือสิ่งใด”

การนำเอา “คณิตศาสตร์” มาใช้ ในวิชาเศรษฐศาสตร์นั้น โดยส่วนตัวแล้ว เห็นว่ามันเป็นเครื่องมือหนึ่งที่มาช่วยใน “คำอธิบาย” เพื่อเข้าใจเศรษฐศาสตร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยพัฒนามาตั้งแต่การใช้กราฟ ตัวเลข จนกลายเป็นสมการ และในที่สุดก็กลายเป็นอภิมหาสมการ ดิฉันไม่ปฎิเสธว่าการเอากราฟ ตัวเลข หรือสมการมาอธิบายนั้นทำให้ดิฉันเข้าใจคำอธิบายของเศรษฐศาสตร์ได้ดีและเร็วขึ้น จำนวนหนึ่งหน้าของ “VARIAN" สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ดีและเร็วขึ้น แต่หากต้องนำมาอธิบายโดยข้อความล้วนๆ ที่ไม่มีกราฟ ไม่มีสมการ อาจทำให้หนึ่งหน้าของ VARIAN นั้น ต้องขยายความเป็นหลายๆ หน้ากระดาษจึงจะสามารถอธิบายความกันได้เข้าใจ ดิฉันไม่ปฏิเสธการพิสูจน์สมการคณิตศาสตร์ในวิธีการศึกษาเชิงประจักษ์ที่ทำให้ดิฉันสามารถสรุปและอธิบายผลของงานเขียนงานวิจัย ได้ง่ายขึ้น “คณิตเศรษฐศาสตร์คือเครื่องมือในการอธิบาย” สิ่งนี้คือประโยชน์ที่ดิฉันมองเห็น แต่การให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาอภิมหาสมการกันจนหลงเงาตน จนหลงลืมในประเด็นความขาดแคลนอันเป็นปัญหาหลักของเศรษฐศาสตร์ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องเรียกว่าได้ลืมแก่นแท้ของตนเองไปเสียแล้ว

[ เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว “VARIAN” เป็น Microeconomics เล่มสุดท้ายที่ดิฉันอ่านอย่างจริงจัง จากนั้นไม่ได้ติดตามความก้าวหน้าในเนื้อหาของ Microeconomics อีกเลย แต่ก็มั่นใจเป็นอันมากว่า “VARIAN” ไม่ใช่เล่มสุดท้ายที่ “อักโข” น่าจะต้องมีที่สาหัสสากรรจ์สำหรับนักเรียนเศรษฐศาสตร์ออกมาอีกหลายๆ เล่ม มันต้องสอดคล้องไปกับกระแสของ Nobel Prize ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้กับนักเรียนเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน]

คำอธิบายภาษาเศรษฐศาสตร์ ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้ Search ข้อมูลว่าสมัยเก่าๆ เค้าสอนเศรษฐศาสตร์กันอย่างไร แต่สมัยดิฉัน (๑๔ ปีที่แล้ว) ท่านอาจารย์สอนด้วยกราฟเป็นส่วนใหญ่ สมัยก่อน Power point ยังไม่ค่อยเห็น จึงใช้เครื่องฉายผ่านหัวเป็นหลัก (Overhead) ท่านอาจารย์ผู้เป็นเจ้าของ Economics joke เรื่องแรกในชีวิตของดิฉัน นำเสนอกราฟผ่านแผ่นใสในรูปแบบ Animation ได้อย่างเร้าใจ โดยหนึ่งกราฟของท่านต้องประกอบด้วยแผ่นใสไม่ต่ำกว่า ๑๐ แผ่น ที่นำมาตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วประกอบเข้ากันในแผ่นเดียวด้วยเทปกาว เวลา present ก็ค่อยๆ ปิดทบกัน ให้เส้นกราฟมีความต่อเนื่องตามคำอธิบาย ดิฉันเข้าใจในเนื้อหาได้ดีและรู้สึกซาบซึ้งในความพยายามอธิบายของท่าน ทำให้ตระหนักเลยว่าการสร้างเครื่องมือในการอธิบายภาษาเศรษฐศาสตร์นั้นทำให้เข้าใจง่ายขึ้น หากไม่ใช้เครื่องมือเลยมันยากเพียงใด ตรงนี้อดคิดไม่ได้ว่าหากมีผู้มีความรู้ดีในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้วสามารถอธิบายภาษาเศรษฐศาสตร์ให้คนเดินดินเข้าใจได้ โดยไม่ต้องใช้ลิฟท์หรือไต่กระไดขึ้นไปฟังก็น่าจะเป็นที่สนใจเพิ่มขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อกันมากที่สุด ประเด็นนี้ดิฉันคิดถึงอาจารย์ที่นับถือสองท่าน ที่นอกเหนือจากความสามารถและการปฏิบัติตนที่ดีของท่านแล้ว ยังนับถือและชื่นชมในคำอธิบายภาษาเศรษฐศาสตร์ที่ท่านใช้ คืออาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ และอาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ โดยส่วนตัวแล้วท่านทั้งสองเป็นต้นแบบสำหรับดิฉันในการใช้ภาษาเศรษฐศาสตร์ในระดับชาวบ้านจริงๆ (แต่ก็น่าเสียดายนิดหนึ่งที่อาจารย์วรากรณ์ พักงานเขียนในมติชนสุดสัปดาห์ไปชั่วคราว)

รู้สึก สดชื่นดีค่ะ สำหรับการ Blog นี้ สำหรับการอ่านเสียงพร่ำบ่นของนักศึกษาเศรษฐศาสตร์สองท่านนั้น สองท่านนี้เป็นเศรษฐศาสตร์บัณฑิตที่ตั้งคำถามได้ดี และได้ตอบโจทย์ให้กับใจของท่านเองได้ดีมากเช่นกัน เป็นเสียงบ่นที่แสดงให้เห็นว่ายังมีคนที่คิดต่างไม่ได้พร่ำแต่คิดตามอย่างเดียว และเป็นความคิดต่างของวัยที่กำลังก้าวออกมาสู่ความเป็นจริงของชีวิต เป็นมุมมองของคนรุ่นใหม่ และเป็นความไม่สิ้นหวังของสังคมไทย

 

และแล้วเนื้อเรื่องนี้ก็ยังผิดวัตถุประสงค์ของการเป็นคนข่าวเหมือนเช่นเดิม . . . . .

 

[ความเรียงนี้ ว่าด้วยอารมณ์ที่สดชื่นของดิฉันเป็นหลัก ไร้ซึ่งการค้นหาข้อมูลเพื่อเป็นการอ้างอิง เพราะฉะนั้น “อ่านเอาสาระไม่ได้ และไม่ควรค่าต่อการนำไปเพื่อการอ้างอิงใดๆ” เป็นเพียงความเรียงที่เน้นย้ำไว้ให้เป็นความทรงจำ ค่ะ]


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5
kilroy วันที่ : 09/11/2007 เวลา : 01.20 น.
http://www.oknation.net/blog/kilroy

แก้ไขข้อมูลของ Mankiw เล็กน้อยคือต้องเป็น New-Keynesian ครับ คือเปลี่ยนจาก Neo เป็น New

จ๊ากก....ก ! Mankiw หน้าตาดีกว่านักเศรษฐศาสตร์ด้วยกันเห็นตรงกัน แต่ดีกว่านักเรียนเศรษฐศาสตร์ด้วยนี่ขอให้คุณ freeRider รีบทำการศึกษาเชิงประจักษ์โดยเร่งด่วน ผมไม่เห็นด้วยอย่างแรง
ความคิดเห็นที่ 4
freeRider วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 23.14 น.
http://www.oknation.net/blog/No-free-lunch
Happiness   is  LIKING  what you get. 

เป็นความรักที่จะเขียน . . . . . เผื่อว่ามีผู้สนใจรู้สนใจอ่านบ้าง
แต่หลักใหญ่แล้ว เขียนเพื่อระลึกถึงสิ่งที่รัก เพื่อระลึกถึงช่วงเวลาที่นับว่าดีที่สุดของชีวิต . . . . . เศรษฐศาสตร์มีอิทธิพลอย่างมากต่อสำนึกส่วนดีของดิฉัน

การเข้ามาอ่าน หากเป็นผลดีต่อผู้อ่าน ก็นับว่าเป็นอนิสงค์ทางใจของดิฉันอย่างมาก ส่วนความเห็น ไม่ว่าคิดต่างหรือเห็นด้วย ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ประทับใจมากๆ . . . . . it's worth comments.

อืม . . . . "Mankiw" ดิฉันว่าเธอหล่อลดลงหน่อย เมื่อเทียบกับรูปใน "Macoreconomics 2ED 1994" แต่ต้องยอมรับว่าเธอหน้าตาดีเมื่อเทียบกับกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์หรือนักเรียนเศรษฐศาสตร์ . . . . . Oops . . .
ความคิดเห็นที่ 3
kilroy วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 16.31 น.
http://www.oknation.net/blog/kilroy

เอนทรีนี้ต้องพิมพ์ออกมาอ่านเพราะมีประเด็นที่เป็นที่สนใจเป็นยิ่งนัก ฮ่า ๆ ๆ

"จิตวิญญาณในการเขียนบล็อก" คำ ๆ นี้ดูเหมือนจะได้รับการปรุงแต่งให้ดูเลิศหรูเกินไปสักเล็กน้อย เอาเป็นว่าสำหรับผม การเขียน ไดอารี่ บทความ ข่าว เรื่องบันเทิง ฯลฯ ถ้าเจ้าของบล็อกเขียนด้วยความ "รัก" ในสิ่งที่ตัวเองเขียน ผมว่าคุณสมบัติตรงนี้ถือว่าผ่านนะ ไม่จำเป็นต้องมีจิตวิญญาณอะไรเลย ถ้าคุณมีความสุขที่ได้เขียน (ไม่รวมการตัดแปะนะ ประเภทนำเรื่องอะไรก็ได้มาปะในบล็อกแล้วไม่ได้ให้เครดิตเจ้าของเรื่องไว้) สำหรับผู้ที่เขียนในรูปแบบบทความ ไม่ว่าจะเป็นในหมวดใด เรื่องที่เขียนจะได้รับความสนใจจากผู้อ่านหรือไม่นั้น ตัวชี้วัดก็อยู่ในคอนเทนท์ที่เขียนนั่นล่ะ ถ้าผู้เขียนเป็นตัวจริงและมี point of view ที่ดีในเรื่องที่เขียน รับรองว่ากลุ่มเป้าหมายจะกลายมาเป็นแฟนประจำของผู้เขียน แต่การเขียนเรื่องที่เฉพาะเจาะจง การที่จะมีผู้อ่านนอกกลุ่มเข้ามาอ่านคงต้องอาศัยระยะเวลาสักเล็กน้อย

ใน Blog หมวดเศรษฐศาสตร์ต้นแบบท่านหนึ่งที่ผมคิดว่าดีมาก ๆ ก็คือ Gregory Mankiw แห่ง Harvard Mankiw เป็นนักเศรษฐศาสตร์สาย Neo-Keynesian ที่โด่งดังอยู่แล้ว เขามักจะหยิบเอาข่าวหรือบทความมาวิจารณ์ในเชิงเศรษฐศาสตร์ด้วยภาษาง่าย ๆ และเรื่องบางเรื่องของเขาก็สั้น ๆ กระชับ (อีกประเด็นหนึ่งคือผมว่าเขาเป็นนักศศ.ที่หน้าตาดีที่สุดเลยนะ ^-^) แต่ก็ยอมรับว่าเขาเป็นคนเก่งมาก ๆ คงมีไม่กี่คนในโลกที่หยิบเอาเรื่องใกล้ ๆ ตัว แล้วนำองค์ความรู้ในสาขานี้มาจับแล้วเปลี่ยนเป็นเรื่องเล่าง่าย ๆ สำหรับชาวไทยยังเห็น Blog ในหมวดนี้น้อยมาก ๆ (คุณ freeRider เริ่มเป็นความหวังของผมแล้ว)

นอกเรื่องอยู่นานมาที่ "เสียงพร่ำบ่น" กันบ้าง

ผมเป็นผู้ที่เรียนคณิตศาสตร์ได้อ่อนมาก ๆ ถึงมากที่สุดและต้องมาเรียนทั้งปริญญาตรี และ โท ในสาขานี้ เคยตั้งคำถามในลักษณะเดียวกับเจ้าของบล็อกเช่นกัน แต่ด้วยความที่หลงรักวิชานี้เข้าให้แล้ว ทำให้เห็นตรรกะถึงความจำเป็นที่ต้องสร้าง quantitative tool เพื่อนำมาซึ่งข้อสรุปบางประการ คณิตศาสตร์เป็นภาษาที่ดิ้นไม่ได้ จริงอยู่ที่ผมว่าคนนอกสาขาคงขำกลิ้งที่ นักศศ.พยายามจะวัด utility ออกมาเป็นหน่วยให้ได้ แต่คิดไปคิดมามากลับช่วยเสริมให้เรามีความคิดเชิงระบบที่ดีขึ้นนะ หรือแม้แต่การวัด consumer surplus คิดไปคิดมาผมว่าเข้าท่าและเท่มาก ๆ เลย เคยอ่านเจอและค่อนข้างเห็นด้วยว่า ถ้าจะเป็น นักเศรษฐศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบ คงต้องถึงพร้อมด้วยมโนทัศน์ที่เป็นแก่นของวิชานี้และถ่ายทอดออกมาทั้งในแบบ verbal, graphical และ mathematical ได้สมดุลทั้งสามด้าน ถึงจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ดีได้ ส่วนการเรียนในระดับปริญญาตรีขอแค่เราจับคอนเซ็พท์และประยุกต์ใช้ได้ดีก็น่าจะเพียงพอแล้ว

ใน General Theory ของ Keynes ถ้าเขาเขียนเล่มนี้โดยใช้คณิตศาสตร์เป็นตัวนำ สานุศิษย์ของเคนส์คงไม่ต้องมานั่งปวดหัวตีความกันให้เมื่อยว่าเคนส์ต้องการสื่ออะไร ส่วนที่ว่าเคนส์ทำไมไม่นำเสนอในแบบ ฮาร์ดคอร์ ไปเลย บ้างก็ว่าเคนส์ไม่เก่งเลข (ไม่คอยเชื่อนะ) แต่ส่วนใหญ่มองกันว่าความคิดของเคนส์ยังไม่ตกผลึกมากกว่า ยกเคนส์ขึ้นมาเพราะเป็นตัวอย่างที่ชัดอันหนึ่งของการที่ไม่มีข้อสรุปเชิงคณิตศาสตร์ทำให้เกิดการโต้เถียงใน สารัตถะ ที่เคนส์ต้องการนำเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำควรทำอย่างไรแน่

ส่วน Game Theory และ Mechanism Design (ที่ฮ็อทสุด ๆ) นั้นผมมองว่าเป็นส่วนขยายของการแก้ปัญหาในระบบเศรษฐกิจที่เราไม่มี ตลาดแข่งขันสมบูรณ์,ไม่มี invisible hand เป็นการต่อยอดจากองค์ความรู้ในกระบวนทัศน์หลัก ไม่ใช่กระบวนทัศน์ใหม่ ถ้าเราไม่เข้าใจมัน มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราแย่ลง สำหรับผมพรมแดนความรู้ในสาขานี้ยังไม่จบสิ้นและคงยังต้องเกี่ยวเนื่องกับสมการหน้าตาแปลก ๆ แต่ท้ายที่สุดผมว่านี่คือเสน่ห์ของมันล่ะ

ปล.นอกจาก Varian แล้ว ที่หินพอ ๆ กันหรืออาจหนักข้อกว่าก็เป็นของ Kreps (Stanford) และ W-G-H (Harvard) ทั้งสามเล่มผมเอาไว้สักการะบูชา เอาไว้ลูบ ๆ คลำ ๆ กับสุดยอดคัมภีร์ ส่วนการอ่านนั้นหลาย ๆ บทเกินสติปัญญาของกระผมขอรับ

ความคิดเห็นที่ 2
ตะเกียงเจ้าพายุ วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 00.47 น.
http://www.oknation.net/blog/ilikejazzmusic

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดถึงจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์และอาจารย์รังสรรค์ ผมว่าคณิตศาสตร์จำเป็นมากนะครับสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ แต่ระดับปริญญาตรีคงยังไม่เห็นภาพว่าจะเอาสมการเหล่านี้ไปใช้ทำอะไรได้บ้าง
ความคิดเห็นที่ 1
กิต วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 00.21 น.
http://www.oknation.net/blog/kit2550
สิ่งที่ยังไม่รู้........ยังมีอีกเยอะขอบคุณทุกท่าน....ที่นำเรื่องที่ยังไม่รู้...แบ่งปันกันรู้

อืม...........
ครับ

แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  



เศรษฐศาสตร์
จานหลัก
5 คน
ของว่าง
2 คน
ของแปลก
0 คน
ยาขม
1 คน

  โหวต 8 คน