พิมพ์หน้านี้
|
BLOG คืออะไร มีจุดประสงค์หลักเพื่ออะไร? ? ? . . . . . จนบัดนี้ดิฉันยังไม่ได้ค้นหาคำตอบให้กับตนเสียที แม้ว่าจะมี Blog นานเป็นเดือนแล้วก็ตาม ได้ไปอ่านเจอเหมือนกันว่า จิตวิญญาณในการเขียน blog มันบิดเบือน มันผิดวัตถุประสงค์ ก็ยังคงไม่ได้หาคำตอบว่าจิตวิญญาณดั่งเดิมของการเขียน Blog นั้นคืออะไร แต่ก็พอจะรู้ตัวเหมือนกันว่า สิ่งที่เผยแพร่อยู่นี้ มันผิดวัตถุประสงค์ของ Oknation เพราะเค้าต้องการคนข่าว แต่ที่ผ่านมา entry ที่เผยแพร่ของ Blog นี้ก็ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเป็นคนข่าวซักเรื่องเดียว แม้ยังไม่รู้ชัดว่าจุดเริ่มต้นของ Blog เพื่ออะไร แต่ดิฉันก็ยังชอบอ่าน Blog เพราะให้กลิ่นของอารมณ์ผู้เขียนได้มากกว่าบทความทั่วไป มันมีอารมณ์ บางบทความอ่านแล้วยิ้ม บ้างก็อิ่ม บางครั้งขำ และบ่อยไปที่สะท้อนตน ดิฉันมักจะ Seach หาอ่านอยู่บ่อย โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ที่เรียนเศรษฐศาสตร์ หาอ่านโดยเชื่อมต่อไปใน Blogroll ตรงนี้ยอมรับว่ามีความสนใจอยู่ในขอบเขตที่แคบแค่รอบตนเอง วันก่อน . . . . . ดิฉันมีรอยยิ้มในใจเมื่อได้อ่านบทความใน หนึ่งWeb site ซึ่งให้ความรู้สึกเดียวกันกับเรื่องในอีกหนึ่ง Blog ที่ได้อ่านเมื่อเดือนที่แล้ว ทั้งสองบทความได้ดึงความทรงจำเมื่อเป็นนักเรียนเศรษฐศาสตร์ให้หวนกลับเข้ามาทำให้รู้สึกสดชื่นอีกครั้งหนึ่ง ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งข้อที่ดีมากๆ ในการอ่าน Blog หนึ่งบทความนั้นขึ้นต้นด้วยประโยคว่า เรียนเศรษฐศาสตร์แล้วได้อะไรขึ้นมา ส่วนอีกหนึ่ง ถามว่า นักเศรษฐศาสตร์คือใคร สำหรับดิฉันแล้วมันเป็นคำถามที่เต็มไปด้วยกลิ่นในสำนึกของเศรษฐศาสตร์ เป็นสำนึกของอดีตนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ ๒ คนที่ดิฉันไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว เมื่อลองนับนิ้วดู บทความแรกเป็นถ้อยคำความคิดของนักศึกษาเศรษฐศาสตร์รุ่นที่เรียนจบหลังดิฉัน ๑๐ ปี และบทความหลังเป็นของรุ่นที่จบหลังจากนั้นอีก ๒ ปี สำหรับดิฉัน แม้จะจบมาถึง ๑๔ ปีแล้ว แต่เสียงพร่ำบ่นนั้นยังคงมีอยู่ หนึ่งเสียงพร่ำบ่น ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนวิชาเศรษฐศาสตร์ให้เป็นคณิตศาสตร์ทางสังคม ส่วนอีกเสียง องค์ประกอบต่างๆ ในสังคมจำนวนมาก . . . . . ไม่สามารถตีค่าออกมาเป็นตัวเลขได้อย่างชัดเจน ทำให้ดิฉันหวนระลึกถึงวันในอดีตที่เดินออกจากห้องบรรยายพร้อมกับได้ยินเสียงพร่ำบ่นของเพื่อนร่วมวิชา ทำนองว่า ตกลงเรียนเศรษฐศาสตร์หรือเรียนเลขว่ะ หลงประเด็นอะไรกันรึป่าว ตอนนั้นเสียงที่ได้ยินมันช่างตรงกับใจเสียเหลือเกิน มีคนคิดกบฎเหมือนฉันด้วยสิ มันเป็นความคิดต่างภายในใจ เพื่อนนั้นส่งเสียงในความคิดต่างออกมา ส่วนรุ่นหลังสองท่านนี้คิดต่างเป็นความเรียงที่ค่อนข้างดี ไม่แค่นี้ดอก ก่อนรุ่นฉัน ก็มีรุ่นพี่ๆ ที่เคยพร่ำบ่นในทำนองนี้มาหลายต่อหลายรุ่นแล้ว การเรียนคณิต-เศรษฐศาสตร์ อย่างเข้มข้นนี้ เกิดจากเหตุที่กล่าวกันว่า เศรษฐศาสตร์เป็นสายสังคมศาสตร์ที่มีเหตุและผล จึงได้พยายามที่จะพิสูจน์ทฤษฎีหรือแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์จากข้อมูลจริงโดยผ่านตัวเลขและขั้นตอนการคำนวณในรูปของสมการต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ ให้เหมือนกับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และในด้านทฤษฎีได้เริ่มจากสำนัก Neoclassical ผู้เน้นให้งานเศรษฐศาสตร์เป็น positive และ mathematics เป็นหลัก ดิฉันคิดว่าความเข้มข้นของ คณิตเศรษฐศาสตร์ มีมากขึ้นเรื่อยๆ นักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่พยายามค้นหาวิธีการอธิบายเศรษฐศาสตร์ในรูปสมการทางคณิตศาสตร์กันมากขึ้น เห็นชัดจาก Nobel Prize นับตั้งแต่ Game Theory จนในปีล่าสุด Mechanism design และโดยส่วนตัวแล้วอดคิดไม่ได้ว่า เอาเข้าจริงความเข้มข้นของคณิตเศรษฐศาสตร์นั้น ล้วนแล้วแต่เกิดจากนักเศรษฐศาสตร์ที่มีพื้นฐานการศึกษาทางคณิตศาสตร์เป็นหลัก จึงต้องถามกันว่าท่านเหล่านั้นมุ่งเอา Mathematics Model ของเศรษฐศาสตร์ หรือมุ่งหาทฤษฎีการแก้ปัญหาทางเศรษฐศาสตร์เป็นหลัก ตอนเรียนนั้น ดิฉันพยายามคิดว่าทำไมเราต้องเรียนกันแนวนี้ มันเป็นหลักสูตรที่ถูกต้องแล้วรึ แม้จะมีเสียงพร่ำบ่นของนักศึกษาที่จำนวนไม่มากนักแต่ก็ดัง ท่านอาจารย์ก็คงได้ยิน แต่เราก็ยังต้องอ่าน Journal ที่เต็มไปด้วยการอธิบายด้วยสมการคณิตศาสตร์กันอยู่ดี และมากเสียด้วย ดิฉันถามว่าพวกนี้มันเกลียดเลขกันหรือไง ก็ไม่หรอกเพราะท่านๆ ที่พร่ำบ่นกันอยู่นี้ไม่เห็นจะโง่เลขกันซักคน ก็ไอ ๓ ตัวที่เลือกเรียนจาก CALและSTAT คะแนนก็ไม่แสดงความโง่เลขให้เห็น พวกคิดต่างเหล่านี้ไม่ได้พร่ำบ่นเพราะตัวเลขดอกค่ะ แต่เป็นเสียงที่เรียกร้องว่า แก่นแท้ของการเรียนเศรษฐศาสตร์คือสิ่งใด การนำเอา คณิตศาสตร์ มาใช้ ในวิชาเศรษฐศาสตร์นั้น โดยส่วนตัวแล้ว เห็นว่ามันเป็นเครื่องมือหนึ่งที่มาช่วยใน คำอธิบาย เพื่อเข้าใจเศรษฐศาสตร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยพัฒนามาตั้งแต่การใช้กราฟ ตัวเลข จนกลายเป็นสมการ และในที่สุดก็กลายเป็นอภิมหาสมการ ดิฉันไม่ปฎิเสธว่าการเอากราฟ ตัวเลข หรือสมการมาอธิบายนั้นทำให้ดิฉันเข้าใจคำอธิบายของเศรษฐศาสตร์ได้ดีและเร็วขึ้น จำนวนหนึ่งหน้าของ VARIAN" สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ดีและเร็วขึ้น แต่หากต้องนำมาอธิบายโดยข้อความล้วนๆ ที่ไม่มีกราฟ ไม่มีสมการ อาจทำให้หนึ่งหน้าของ VARIAN นั้น ต้องขยายความเป็นหลายๆ หน้ากระดาษจึงจะสามารถอธิบายความกันได้เข้าใจ ดิฉันไม่ปฏิเสธการพิสูจน์สมการคณิตศาสตร์ในวิธีการศึกษาเชิงประจักษ์ที่ทำให้ดิฉันสามารถสรุปและอธิบายผลของงานเขียนงานวิจัย ได้ง่ายขึ้น คณิตเศรษฐศาสตร์คือเครื่องมือในการอธิบาย สิ่งนี้คือประโยชน์ที่ดิฉันมองเห็น แต่การให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาอภิมหาสมการกันจนหลงเงาตน จนหลงลืมในประเด็นความขาดแคลนอันเป็นปัญหาหลักของเศรษฐศาสตร์ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องเรียกว่าได้ลืมแก่นแท้ของตนเองไปเสียแล้ว [ เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว VARIAN เป็น Microeconomics เล่มสุดท้ายที่ดิฉันอ่านอย่างจริงจัง จากนั้นไม่ได้ติดตามความก้าวหน้าในเนื้อหาของ Microeconomics อีกเลย แต่ก็มั่นใจเป็นอันมากว่า VARIAN ไม่ใช่เล่มสุดท้ายที่ อักโข น่าจะต้องมีที่สาหัสสากรรจ์สำหรับนักเรียนเศรษฐศาสตร์ออกมาอีกหลายๆ เล่ม มันต้องสอดคล้องไปกับกระแสของ Nobel Prize ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้กับนักเรียนเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน] คำอธิบายภาษาเศรษฐศาสตร์ ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้ Search ข้อมูลว่าสมัยเก่าๆ เค้าสอนเศรษฐศาสตร์กันอย่างไร แต่สมัยดิฉัน (๑๔ ปีที่แล้ว) ท่านอาจารย์สอนด้วยกราฟเป็นส่วนใหญ่ สมัยก่อน Power point ยังไม่ค่อยเห็น จึงใช้เครื่องฉายผ่านหัวเป็นหลัก (Overhead) ท่านอาจารย์ผู้เป็นเจ้าของ Economics joke เรื่องแรกในชีวิตของดิฉัน นำเสนอกราฟผ่านแผ่นใสในรูปแบบ Animation ได้อย่างเร้าใจ โดยหนึ่งกราฟของท่านต้องประกอบด้วยแผ่นใสไม่ต่ำกว่า ๑๐ แผ่น ที่นำมาตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วประกอบเข้ากันในแผ่นเดียวด้วยเทปกาว เวลา present ก็ค่อยๆ ปิดทบกัน ให้เส้นกราฟมีความต่อเนื่องตามคำอธิบาย ดิฉันเข้าใจในเนื้อหาได้ดีและรู้สึกซาบซึ้งในความพยายามอธิบายของท่าน ทำให้ตระหนักเลยว่าการสร้างเครื่องมือในการอธิบายภาษาเศรษฐศาสตร์นั้นทำให้เข้าใจง่ายขึ้น หากไม่ใช้เครื่องมือเลยมันยากเพียงใด ตรงนี้อดคิดไม่ได้ว่าหากมีผู้มีความรู้ดีในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้วสามารถอธิบายภาษาเศรษฐศาสตร์ให้คนเดินดินเข้าใจได้ โดยไม่ต้องใช้ลิฟท์หรือไต่กระไดขึ้นไปฟังก็น่าจะเป็นที่สนใจเพิ่มขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อกันมากที่สุด ประเด็นนี้ดิฉันคิดถึงอาจารย์ที่นับถือสองท่าน ที่นอกเหนือจากความสามารถและการปฏิบัติตนที่ดีของท่านแล้ว ยังนับถือและชื่นชมในคำอธิบายภาษาเศรษฐศาสตร์ที่ท่านใช้ คืออาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ และอาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ โดยส่วนตัวแล้วท่านทั้งสองเป็นต้นแบบสำหรับดิฉันในการใช้ภาษาเศรษฐศาสตร์ในระดับชาวบ้านจริงๆ (แต่ก็น่าเสียดายนิดหนึ่งที่อาจารย์วรากรณ์ พักงานเขียนในมติชนสุดสัปดาห์ไปชั่วคราว) รู้สึก สดชื่นดีค่ะ สำหรับการ Blog นี้ สำหรับการอ่านเสียงพร่ำบ่นของนักศึกษาเศรษฐศาสตร์สองท่านนั้น สองท่านนี้เป็นเศรษฐศาสตร์บัณฑิตที่ตั้งคำถามได้ดี และได้ตอบโจทย์ให้กับใจของท่านเองได้ดีมากเช่นกัน เป็นเสียงบ่นที่แสดงให้เห็นว่ายังมีคนที่คิดต่างไม่ได้พร่ำแต่คิดตามอย่างเดียว และเป็นความคิดต่างของวัยที่กำลังก้าวออกมาสู่ความเป็นจริงของชีวิต เป็นมุมมองของคนรุ่นใหม่ และเป็นความไม่สิ้นหวังของสังคมไทย และแล้วเนื้อเรื่องนี้ก็ยังผิดวัตถุประสงค์ของการเป็นคนข่าวเหมือนเช่นเดิม . . . . . [ความเรียงนี้ ว่าด้วยอารมณ์ที่สดชื่นของดิฉันเป็นหลัก ไร้ซึ่งการค้นหาข้อมูลเพื่อเป็นการอ้างอิง เพราะฉะนั้น อ่านเอาสาระไม่ได้ และไม่ควรค่าต่อการนำไปเพื่อการอ้างอิงใดๆ เป็นเพียงความเรียงที่เน้นย้ำไว้ให้เป็นความทรงจำ ค่ะ] |
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |