• freeRider
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : iamfreerider@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-10-09
  • จำนวนเรื่อง : 22
  • จำนวนผู้ชม : 6145
  • จำนวนผู้โหวต : 28
  • ส่ง msg :
"There Ain't No Such Thing As A Free Lunch."
คำเศรษฐศาสตร์ . . . . . จากอดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์
Permalink : http://www.oknation.net/blog/No-free-lunch
วันอาทิตย์ ที่ 9 ธันวาคม 2550
- เจ็ดสิบสามปี . . . โดม เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์ -
Posted by freeRider , ผู้อ่าน : 134 , 14:02:29 น.   | หมวดหมู่ : rIcE  
พิมพ์หน้านี้


ปีนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ก่อตั้งนับครบเป็นปีที่ ๗๓

และวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นวันธรรมศาสตร์

ด้วยความระลึกถึงจึงขอลง . . . ข้อความเพียงบางส่วน จาก “ธรรมศาสตร์ประกาศนาม – หนังสือดีในวาระครบรอบ ๗๐ ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” โดย มารุต บุนนาค, วิษณุ เครืองาม, สมชาย กรุสวนสมบัติ, กล้านรงค์ จักทิก, ชวน หลีกภัย, นรนิติ เศรษฐบุตร, นริศ ชัยสูตร และมานิจ สุขสมจิตร. ปี ๒๕๔๗.

 

“ เจ็ดทศวรรษธรรมศาสตร์ . . . โดย “อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์” (เมษายน ๒๕๔๗)

จึ่งสถาปนาธรรมศาสตร์

ธรรมสิทธิ์แห่งราษฎรสยาม

ผู้ใคร่รู้ย่อมได้รู้อยู่ทุกยาม

บ่อเกิดความรู้แห่งมหาชน

กำเนิดนามธรรมศาสตร์และการเมือง

อร่ามเรื้องเหลืองแดง ณ แห่งหน

เจ้าพระยาท่าพระจันทร์บันดาลดล

ศาสตร์แห่งคนผู้รักความเป็นธรรม

มหาโพธิบัลลังก์ ตั้งตระหง่าน

กำหราบมารประจันสมัยประลัยย่ำ

ดินสอโดม รรรดมประโคมคำ

ประดังดาลขานย้ำส่ำสัตยา

ยังหยัดสู้ทุรยุดอยู่ทุกสมัย

คือมหาวิทยาลัยของคนกล้า

กล้าสู้กล้าพิทักษ์ยุติธรรมา

เชิดหน้าทระนง ณ ธรณี

เจ็ดทศวรรษศักดิ์ธรรมศาสตร์

ประกาศเป็นเกียรติศักดิ์ศรี

เหลืองแดงแรงโดมระดมทวี

ธรรมสิทธิเสรีเทิดพิทักษ์

ก้าวไปกับทัพแถวทิวธงธรรม

ยืนคำมั่นขานย้ำอย่างแน่นหนัก

ฉันแสนรักธรรมศาสตร์เป็นยิ่งนัก

เพราะธรรมศาสตร์สอนให้รักประชาชน ”

“สำนักไหนหมายชูประเทศชาติ

สู่บทบาทเสรีไทยหัวใจกล้า

เผด็จการครองงำกำชาตา

ร่วมจับมือมวลประชาขับอาธรรม์

อุบัติการณ์ผ่านทั้งดีและวิกฤต

ขยายฐานสู่รังสิตคิดรังสรรค์

เฉลิมฉลองเจ็ดสิบปีสถาบัน

สำนักนั้นธรรมศาสตร์ประกาศนาม”

. . . . . โดยคุณ “พิมพ์อมร”

สำนักไหนหมายชูประเทศชาติ : พ.ศ. ๒๔๗๖–๒๔๘๖ . . . . . ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค

“ . . . การสอนในมหาวิทยาลัยขณะนั้นเป็นการสอนในลักษณะตลอดวิชา ไม่ได้บังคับให้นักศึกษาต้องมาฟังคำบรรยายทุกชั่วโมง นักศึกษาที่ไม่มาฟังคำบรรยายอาจจะอ่านตำราเองและเข้ามาสอบได้ตามกำหนดที่มหาวิทยาลัยประกาศไว้ ด้วยเหตุนี้จึงมีนักศึกษาที่เป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักธุรกิจ พลเรือน และประชาชนทั่วไป เข้าเรียนอยู่เป็นจำนวนมาก ในทางข้อเท็จจริงก็ปรากฎว่าผู้สำเร็จการศึกษาธรรมศาสตร์บัณฑิตได้ทำประโยชน์ให้แก่สังคมส่วนรวมในสายต่างๆ อย่างเหลือที่จะคณานับ”

“ . . . สิ่งที่เป็นอนุสรณ์อย่างหนึ่งที่ท่านผู้ประศาสน์การ (ดร.ปรีดี พนมยงค์) ได้กระทำไว้ ได้แก่กรณีที่ท่านได้ยกโรงพิมพ์นิติศาสน์อันเป็นกิจการส่วนตัวของท่านให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย โดยเรียกชื่อว่า โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ใช้เป็นที่พิมพ์ตำรับตำรา คำบรรยายของอาจารย์ในคณะต่างๆ นับตั้งแต่นั้นมาจวบจนถึงปัจจุบันนี้ มีหลักฐานว่าท่านได้ยกโรงพิมพ์ให้ตั้งแต่ปี ๒๔๘๓“

สู่บทบาทเสรีไทยหัวใจกล้า : พ.ศ. ๒๔๘๗–๒๔๙๖ . . . . . ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ เครืองาม

“ . . . การชุมนุมคัดค้านเรียกร้องเอามหาวิทยาลัยคืน ได้เกิดขึ้นเวลาต่อมากและขยายตัวอย่างรวดเร็ว กองทัพบกออกมาแก้ปัญหาโดยเสนอขอซื้อที่ตั้งมหาวิทยาลัยในวงเงิน ๕ ล้านบาท แต่นักศึกษาก็ไม่ยอม ในเวลาเดียวกันวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๙๔ ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลถึงเรื่องนี้ โดยมีนักศึกษาไปชุมนุมฟังเต็มหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมซึ่งใช้เป็นที่ประชุมสภาในขณะนั้น จอมพล ป. พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรี ได้ลงมาพบกับนักศึกษาและสอบถามความประสงค์ เมื่อทราบก็รับปากว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้ โดยบอกด้วยว่า “พวกคุณก็ลูกหลานทั้งนั้น” ขณะนั้นเป็นเวลาปิดภาคการศึกษาแล้ว มีธรรมเนียมปฏิบัติว่า เมื่อปิดภาคการศึกษา สโมสรนักศึกษาจะจัดรายการพักผ่อน นำนักศึกษาไปทัศนศึกษาต่างจังหวัด ในปี ๒๔๙๔ ก็มีกิจกรรมอย่างเดิม โดยนำนักศึกษาขึ้นรถไฟไปทัศนาจรที่นครสวรรค์ พอถึงวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๔๙๔ ก็เดินทางกลับโดยรถไฟ พอมาถึงสถานีหัวลำโพง สโมสรได้จัดรถบัสเตรียมไว้กว่าสิบคัน บรรทุกนักศึกษากว่า ๓,๐๐๐ คน ขับตรงไปยังมหาวิทยาลัย กะว่าจะบุกเข้ายึดมหาวิทยาลัยคืน เพราะได้ให้เวลารัฐบาลแก้ปัญหานานพอแล้ว ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ๒๔๙๔ กะว่า “เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็เป็นไป” กองทหารที่ดูแลรักษาอยู่หน้ามหาวิทยาลัยได้รับคำสั่งไม่ให้ขัดขวาง จึงยอมให้นักศึกษาลงจากรถบัสเดินเข้าแถวร้องเพลงมอญดูดาวกระหึ่มกึกก้องเข้าสู่มหาวิทยาลัย”

“ . . . ปี ๒๔๙๕ เปลื้อง วรรณศรี เขียนบทกวี ‘โดม . . . ผู้พิทักษ์ธรรม’ ลงพิมพ์ในวารสารธรรมจักร ของสโมสรนักศึกษา ข้อความในบทกวีนี้ไพเราะนัก . . .

สิ่งเหล่านี้ที่โดมโหมจิตข้า

ให้แกร่งกล้าเดือนปีไม่มีหวั่น

ถ้าขาดโดม . . . เจ้าพระยา . . . ท่าพระจันทร์

ก็ขาดสัญลักษณ์พิทักษ์ธรรม!

ธรรมจักร ๔ : ๒ พฤษภาคม ๒๔๙๕ “

“ . . . ในปี ๒๔๙๕ กุหลาบ สายประดิษฐ์ นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค ผู้ใช้นามปากกาว่า “ศรีบูรพา” เขียนถึงชาวธรรมศาสตร์ในบทความเรื่อง “ดูนักศึกษา ม.ธ.ก. ด้วยแว่นขาว” ตอนหนึ่งว่า

‘นักศึกษาและบัณฑิตของ ม.ธ.ก. มีความรักในมหาวิทยาลัยของเขา มิใช่เพราะเหตุแต่เพียงว่าเขาได้เรียนในมหาวิทยาลัยนี้ เขาได้วิชาความรู้ไปจากมหาวิทยาลัยนี้ เขารักมหาวิทยาลัยนี้ เพราะธาตุบางอย่างของมหาวิทยาลัยนี้ที่สอนให้เขารู้จักรักคนอื่น รู้จักคิดถึงความทุกข์ยากของคนอื่น เพราะว่ามหาวิทยาลัยนี้ไม่กักกันเขาไว้ในอุปาทานและความคิดที่จะเอาแต่ตัวรอดเท่านั้น ชาว ม.ธ.ก. รักมหาวิทยาลัยของเขา เพราะว่ามหาวิทยาลัยของเขารู้จักรักคนอื่นด้วย’

ข้อความนี้เองที่เป็นที่มาของประโยคอมตะว่า ‘ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน’ . . . “

 

เผด็จการครองงำกำชาตา : พ.ศ. ๒๔๙๗–๒๕๐๖ . . . . . นายสมชาย กรุสวนสมบัติ

“ . . . จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งอธิการบดีธรรมศาสตร์ถึง ๕ ปี (๒๔๙๕–๒๕๐๐) และตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งก็พยายามที่จะทำอะไรหลายอย่างเพื่อธรรมศาสตร์ แต่ความทรงจำของศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ที่มีต่อท่านกลับไม่ค่อยชัดเจนหรือโดดเด่นเหมือนที่มีต่ออธิการบดีท่านอื่นๆ

ม้ในช่วงที่ผมเข้ามาเรียนธรรมศาสตร์ก็แทบไม่มีใครพูดถึงท่านเลยว่ามีส่วนในการพัฒนาธรรมศาสตร์อย่างไรบ้าง รวมทั้งแทบไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าท่านเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการก่อสร้างหอประชุม (หอประชุมใหญ่)”

“ . . . ผลกระทบที่สำคัญสำหรับธรรมศาสตร์ก็คือการเปลี่ยนแปลงอธิการบดีคนใหม่จากจอมพล ป. เป็นหลวงจำรูญเนติศาสตร์ และจอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อ ๑๙ มกราคม ๒๕๐๓ ซึ่งในปีนี้เองที่สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีมติยกเลิกระบบ “ตลาดวิชา” มาสู่ระบบ “สอบเข้า” เป็นครั้งแรก โดยกำหนดให้ผู้ที่สอบได้คะแนนเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่จะมีสิทธิลงทะเบียนเป็นนักศึกษาใหม่

นับเป็นการสิ้นสุดตำนานแห่งการเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดกว้างให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าที่มีคุณสมบัติพร้อมและมีความประสงค์จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยสามารถเข้าเรียนได้ทุกคน อันเป็นวัตถุประสงค์สำคัญนับแต่วันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองเมื่อปี ๒๔๗๗ แต่เพียงเท่านี้”

“ . . . เหตุการณ์สำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่งที่นักศึกษาธรรมศาสตร์ภาคภูมิใจอย่างยิ่งก็คือการเสด็จฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นการส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อทรงดนตรีวง อ.ส. ร่วมกับวงของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ หอประชุมใหญ่ เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๖

ในวันดังกล่าวได้ทรงปลูกต้นหากนกยูงหรือยูงทอง รวม ๕ ต้น ตลอดแนวรั้วมหาวิทยาลัย ด้านหอประชุมใหญ่อีกด้วย

การทรงดนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังอยู่ในความทรงจำของนักศึกษาที่มีโอกาสเข้าเฝ้าตราบจนทุกวันนนี้ ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง และทรงใช้เวลาอยู่กับนักศึกษาธรรมศาสตร์จนถึงค่ำจึงได้เสด็จกลับ”

“ . . . การยอมรับตำแหน่งคณบดีของท่านอาจารย์ป๋วยจึงถือเป็นข่าวดีส่งท้ายทศวรรษที่ ๓ ของธรรมศาสตร์อย่างแท้จริง . . . ในฐานะศิษย์เก่าเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งผมขอกราบดวงวิญญาณของท่านอาจารย์เพื่อเป็นการขอบพระคุณย้อนหลังในการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ของท่าน เพื่อคณะเศรษฐศาสตร์และเพื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในภายหลัง พวกเราชาวธรรมศาสตร์จะไม่ลืมพระคุณอันยิ่งใหญ่ของท่านตราบชั่วกาลนิรันดร์”

ร่วมจับมือมวลประชาขับอาธรรม์ : พ.ศ. ๒๕๐๗–๒๕๑๖ . . . นายกล้านรงค์ จันทิก

“ . . . การนองเลือดเริ่มต้นเวลาเช้ามืดของวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เมื่อตำรวจคอมมานโดบุกเข้าสลายนักศึกษาขณะกำลังแยกย้ายกันกลับบ้าน ข่าวการทำร้ายนักศึกษาแพร่ไปทั่วกรุงเทพฯ นั่นเองเป็นเหตุให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนที่สลายตัวกลับบ้านไปแล้ว ทนไม่ไหวต้องกลับเข้ามารวมตัวต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาล เหตุการณ์รุนแรงถึงขีดสุดเมื่อพลังประชาชนที่มีมือเปล่า ท่อนไม้ ก้อนอิฐ หรือระเบิดขวด วิ่งเข้าหาลูกปืนจากตำรวจ-ทหารที่มีอาวุธครบมืออย่างไม่สะทกสะท้านและไม่คิดชีวิต การต่อสู้ลุกลามไปทั่วบริเวณหน้ากรมประชาสัมพันธ์ หน้าวัดชนะสงคราม สะพานผ่านฟ้า ถนนราชดำเนินกลาง และราชดำเนินนอก มีการเผาทำลายสถานที่ราชการและทรัพย์สินของทางราชการหลายแห่ง มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เพราะถูกยิงถูกทำร้ายดับดิ้นสิ้นลงกลางถนนและสูญหายประมาณ ๑๐๐ คน บาดเจ็บอีกประมาณ ๑,๐๐๐ คน เหตุการณ์สงบลงเมื่อสถานีวิทยุและโทรทัศน์ทั่วประเทศออกประกาศพร้อมกันเมื่อเวลา ๑๙.๐๐ น. ของวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๑๖ ซึ่งสามารถทำให้ยุติเหตุการณ์ที่รุนแรงได้อย่างฉับพลัน นั่นคือผู้นำรัฐบาลในขณะนั้นได้ลาออกจากตำแหน่งทุกตำแหน่งและเดินทางออกนอกประเทศไทยไปแล้ว

๓๘ ชั่วโมงแห่งการนองเลือดและสูญเสียได้สิ้นสุดไปแล้ว สิ่งที่ประชาชนได้เรียกร้องต้องการและเอาชีวิตเลือดเนื้อเข้าแลกก็ได้มาแล้ว

หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นช่วงที่กระแสประชาธิปไตยเบ่งบานที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดและจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในเวลาต่อมา

สิ่งที่ได้เกิด สิ่งที่เริ่มต้น สิ่งที่ได้เป็น และสิ่งที่เป็นผลสำเร็จนั้น มีจุดเริ่มต้นและดำเนินการต่อเนื่องมาจากสถานที่อันเป็นประวัติศาสตร์ของพวกเราชาวธรรมศาสตร์ นั่นคือ “ลานโพธิ์” ภายใต้ร่มเงาทะมึนที่ปกป้องคุ้มครองของ “แม่โดม”

พวกเราภูมิใจที่สุดที่ได้เป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์”

อุบัติการณ์ผ่านทั้งดีและวิกฤต : พ.ศ. ๒๕๑๗–๒๕๒๖ . . . นายชวน หลีกภัย

“ . . . ต่อมาในวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๑๙ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้บรรพชาเป็นสามเณรเดินทางจากประเทศสิงคโปร์เข้ามาในประเทศไทย กลุ่มนิสิตนักศึกษาชุมนุมคัดค้านการเดินทางกลับมาครั้งนี้ รัฐบาลโดยหม่อมราชวงค์เสนีย์ ปราโมช ได้เจรจาให้จอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางออกจากประเทศไทยเพื่อเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แม้ตามกฏหมายในฐานะคนไทยไม่มีใครบังคับให้ออกไปได้ก็ตาม แต่จอมพลถนอม กิตติขจร ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวและยืนยันจะไม่เดินทางออกไป ความจริงผู้บริหารของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าแล้วว่าเหตุการณ์นี้อาจจะมีผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยอีก และไม่ต้องการให้ธรรมศาสตร์เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ จึงพยายามป้องกันไว้ตั้งแต่ต้น โดย ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีได้ขอมติจากมหาวิทยาลัยไม่ให้มีการชุมนุมภายในธรรมศาสตร์ อย่างไรก็ตาม มติดังกล่าวไม่สามารถปกป้องมหาวิทยาลัยไว้ได้ เพราะในที่สุดนักศึกษาย้ายการชุมนุมจากสนามหลวงเข้ามาในธรรมศาสตร์ นับจากเวลานั้นธรรมศาสตร์จึงกลายเป็นศูนย์กลางของการชุมนุมอีกครั้งหนึ่ง และในระหว่างมีการชุมนุมกันนั้นได้มีการจัดแสดงละคร มีการแขวนคอล้อเลียน กรณีที่ช่างไฟฟ้าจังหวัดนครปฐม ๒ คนถูกฆ่าตายโดยการแขวนคอ การแสดงครั้งนี้กลายเป็นเชื้อไฟโหมไหม้ขึ้นทันที เมื่อเช้าของวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๑๙ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยบางฉบับพิมพ์ภาพประกอบการแสดงละครแขวนคอล้อเลียน โดยผู้แสดงที่ถูกแขวนคอมีใบหน้าละหม้ายคล้ายคลึงกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีการประโคมข่าวว่ากระบวนการนิสิตนักศึกษาจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นกระบวนการของคอมมิวนิสต์ วิทยุทหาร โดยเฉพาะวิทยุยานเกราะได้ปลุกระดมเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องทำให้ประชาชนทั่วไปไม่พอใจพฤติกรรมของนิสิตนักศึกษาเหล่านั้นอย่างมากและได้ก่อตัวกันเคลื่อนไหวร่วมกับฝ่ายกระทิงแดงและลูกเสือชาวบ้านเข้ามาล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในตอนเช้าตรู่วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมกับตำรวจตระเวนชายแดน และกลุ่มบุคคลบางกลุ่มเข้าไปกวาดล้างจับกุมนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เหตุการณ์นองเลือดได้เกิดขึ้น มีผู้พยายามหลบหนีออกมาจากมหาวิทยาลัย แต่ถูกกลุ่มคนที่ดักรออยู่ด้านนอกมหาวิทยาลัยเข้ารุมประชาทัณฑ์ บางคนถูกแขวนคอจนเสียชีวิตไปหลายคน ในวันที่เกิดเหตุนั้นเอง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยและเดินทางออกนอกประเทศ”

“ . . . หลัง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เกี่ยวกับนโยบายการศึกษานั้น อธิการบดีจะเน้นหนักในด้านวิชาการ การสอนและวิจัยอย่างจริงจัง โดยจะปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพสังคมไทยเพื่อให้บัณฑิตที่จบไปได้รับใช้ประเทศชาติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะนักศึกษาปีที่ ๑ จะต้องเรียนวิชาพื้นฐานต่างๆ อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น ต้องเรียนหนักตั้งแต่ปีที่ ๑ จะไม่ให้เหลือเวลาไปทำกิจกรรมนอกหลักสูตรให้มากนัก วิชาใดที่หมิ่นเหม่และเป็นทรรศนะด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว และที่มิใช่การสอนให้เกิดปัญญาโดยแท้จริงก็จะไม่มีปรากฎอีก นักวิชาการต้องเป็นนักวิชาการโดยแท้และจะต้องไม่แฝงด้วยการเมือง”

“ . . . โดยสรุป ในทศวรรษที่ ๕ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างปี ๒๕๑๗–๒๕๒๖ แม้ความเปลี่ยนแปลงพลิกผันของบ้านเมืองจะมีผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยสร้างความเจ็บปวดบอบช้ำอย่างรุนแรงที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ของธรรมศาสตร์ แต่ในช่วง ๑๐ ปีดังกล่าวนี้ เป็นช่วงที่ผู้บริหารและชาวธรรมศาสตร์ได้ร่วมกันทำงานหนักเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคและปัญหาทั้งหลาย เป็นที่ยอมรับกันว่าการแก้ปัญหาหลายเรื่องลุล่วงไปได้ก็ด้วยแรงสนับสนุนของศิษย์เก่า ซึ่งมีบทบาทอยู่ในองค์กรต่างๆ และมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับมหาวิทยาลัย ช่วงปลายของทศวรรษนี้ธรรมศาสตร์ได้เริ่มต้นวางพื้นฐานสำหรับการพัฒนามหาวิทยาลัยไปข้างหน้าเพื่อความเป็นเลิศในด้านต่างๆ ตามเป้าหมายและอุดมการณ์ของธรรมศาสตร์”

 

ขยายฐานสู่รังสิตคิดรังสรรค์ : พ.ศ. ๒๕๒๗–๒๕๓๖ . . . รองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร

“ . . . ศาสตราจารย์นงเยาว์ ชัยเสรี นั้นเป็นอธิการบดีหญิงคนแรกของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงวันนี้ท่านก็ทำสถิติว่าเป็นสตรีคนแรกที่เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอันว่า “แม่โดม” วันนั้นมีอธิการบดีเป็นเพศแม่ด้วยกัน และจะจัดงานฉลอง ๕๐ ปี ของการสถาปนามหาวิทยาลัยสำคัญของประเทศ ที่เรียกว่างานกึ่งศตวรรษธรรมศาสตร์

แต่ปี ๒๕๒๖ ก็เป็นปีของการสูญเสียที่สำคัญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่จริงในตอนต้นปี เมื่อเดือนมีนาคมหลังจัดงานวันคล้ายวันเกิดครูดีศรีธรรมศาสตร์คนหนึ่งคือท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในวันที่ ๙ มีนาคมแล้ว หลังจากนั้นประมาณสองสัปดาห์ ชาวธรรมศาสตร์ดีอกดีใจกันที่ได้มีโอกาสต้อนรับท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้กลับมาเยี่ยม “แม่โดม”

เราต้องไม่ลืมว่าอาจารย์ป๋วยนั้น หลังจากเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดใจที่เกิดขึ้นในธรรมศาสตร์ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ อาจารย์ก็มิได้พำนักพักพิงอยู่ในประเทศไทย หากแต่ไปอยู่ที่อังกฤษ และสุขภาพของท่านก็ไม่ดี การกลับมาเยี่ยมมหาวิทยาลัยจึงทำให้ลูกศิษย์ลูกหาของท่านดีใจกันมาก พวกเราจัดงานเล็กๆ แต่มีความหมายให้ท่านได้มาดูสถาบันที่ท่านรักมากแห่งหนึ่งและได้ทุ่มทั้งกายและใจทำงานให้มากมาแล้ว กับได้มาพบปะลูกศิษย์ที่ยังเคารพรักอาจารย์อยู่ตลอดกาล

กระนั้น ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ นี้ก็เป็นปีที่เราคาดไม่ถึงว่าเราจะสูญเสียคนสำคัญของมหาวิทยาลัย ที่จริงท่านก็คือคนสำคัญของแผ่นดินด้วย

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นมีอธิการบดีอยู่หลายคน แต่ผู้ที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดคนแรกของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเรียกกันเป็นพิเศษว่า “ผู้ประศาสน์การ” มีอยู่คนเดียวเท่านั้นคือ ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์

. . . ข่าวใหญ่ที่นำความโศกเศร้าเสียใจมาถึงคนธรรมศาสตร์และประชาชนไทยทั้งหลายก็คือการถึงแก่อสัญกรรมของศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ อดีตท่านผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตหัวหน้าเสรีไทย หัวหน้าคณะราษฎร์ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ และผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง”

“ ‘เพียงพระบาทยาตรย่างสว่างพื้น‘ 

ผมจำคำกลอนวรรคนี้ที่คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีเอกคนหนึ่งของรัตนโกสินทร์รจนาคำประพันธ์ของเขาในหนังสือที่ระลึกงานเปิดอาคารโดมบริหารของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๙

วันนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคารโดมบริหารที่ศูนย์รังสิต ตอนนั้นศาสตราจารย์ประภาศน์ อวยชัยเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี เป็นอธิการบดี

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งแก่ชาวธรรมศาสตร์

ก่อนหน้านี้ประมาณหนึ่งเทอม นักศึกษาธรรมศาสตร์รุ่นปีการศึกษา ๒๕๒๙ จำนวนประมาณ ๒,๐๐๐ คน ได้เข้ามาเรียนแล้วที่ศูนย์รังสิต นับได้ว่านักศึกษารุ่นนี้เป็นรุ่นบุกเบิกรุ่นแรกของธรรมศาสตร์ที่รังสิต”

“ . . . เพื่อให้คนที่ไม่ได้เห็นภาพศูนย์รังสิตของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นึกภาพได้ถูกต้อง ก็ขอให้ทราบว่าเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๙ คือเมื่อ ๑๘ ปีก่อนนั้น ที่ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีเพียงตึกโดมบริหารที่มีตัวยอดโดมแบบ “โปร่งใส” บางคนบอกว่าเป็น “โครงกระดูกโดม” ตั้งอยู่เป็นสง่าอยู่ริมสระน้ำ

ในดอนต้นมีอาคารบรรยายร่วมอยู่เพียง ๒ อาคาร มีอาคารห้องสมุด อาคารวิทยบริการ อาคารวิจัย ซึ่งมีรูปปั้นอาจารย์ป๋วยครึ่งตัวอยู่ในซุ้มกลางสวน มีหอพักนักศึกษาอยู่ ๓ หลัง สองหลังแรกสร้างคู่กันมีคูน้ำและทิวสนล้อมรอบคือหอพักหญิง และหอพักที่สามคือหอพักชายอยู่คนละฟากถนน ลึกเข้าไปอีกราวๆ ๕๐ เมตร ถัดไปอีก ๕๐๐ เมตรมีอาคารเรือนพักอาจารย์และเจ้าหน้าที่ ๓ หลัง และทาวน์เฮาส์ที่พักอาจารย์และผู้บริหารประจำ เรียกว่าทาวน์เฮาส์ แต่ที่จริงแล้วดูยังไงก็เหมือนห้องแถวธรรมดาที่เรียงกันอยู่ ๑๐ ห้อง

. . . มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ศูนย์รังสิตนั้นอยู่ในเขตจังหวัดปทุมธานี ดังนั้น จึงมีคนล้อคนที่ไปเรียนและไปทำงานที่นั้นว่าเป็น ‘คนบ้านนอก’ เพราะสภาพโดยทั่วไปของศูนย์รังสิตนั้นก็ยังเป็นทุ่งอยู่นั่นเองและมีงูชุม”

“ . . . ในที่สุดความรุนแรงเกิดขึ้นในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม รัฐบาลได้ใช้กำลังทหารบุกเข้าจับกุมผู้ประท้วง และมีการต่อสู้กันขึ้นด้วย ทำให้มีข่าวผู้เสียชีวิต การใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามไม่ได้เสร็จสิ้นในวันเดียว เพราะบริเวณถนนราชดำเนินกลางไม่เหมือนภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ที่มีกำแพงปิดกั้นด้านหนึ่ง มีแม่น้ำอีกด้านหนึ่ง จึงง่ายแก่การปิดล้อมและจับกุมตัว ในขณะที่ถนนราชดำเนินกลาง กองกำลังจะปิดล้อมอย่างไรโดยไม่ปิดล้อมอาคารบ้านเรือนหรือแม้แต่วัดวาอารามด้วย ดังนั้นผู้คนจึงหนีรอดการจับกุมได้มาก

ที่สำคัญก็คือพอตกตอนเย็นหลังเลิกงานก็ยังมาชุมนุมประท้วงอยู่อีก เป็นอย่างนี้อยู่ประมาณ ๓ คืน จนถึงคืนวันที่ ๑๙ พฤษภาคม”

เฉลิมฉลองเจ็ดสิบปีสถาบัน สำนักนั้นธรรมศาสตร์ประกาศนาม : พ.ศ. ๒๕๓๗–ปัจจุบัน(๒๕๔๗) . . . รองศาสตราจารย์ ดร. นริศ ชัยสูตร

“ . . . ต้องยอมรับว่าข่าวใหญ่ของธรรมศาสตร์อีกข่าวหนึ่งในช่วงทศวรรษที่ ๗ ของธรรมศาสตร์ คือ การประท้วงการขยายการเรียนการสอนไปที่ศูนย์รังสิต ที่จริงแล้วการขยายการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีทั้งหมดไปยังศูนย์รังสิตไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยปรึกษาหารือกันอย่างน้อง ๓๐ ปีก่อนที่ธรรมศาสตร์จะได้รับการตัดสินให้เป็นศูนย์แข่งขันกีฬาและเป็นหมู่บ้านนักกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ ๑๓ คือตั้งแต่สมัยที่ท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์เป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ เพียงแต่ว่าปัจจัยต่างๆ ก่อนหน้านั้นไม่เอื้ออำนวย”

“ . . . ปี ๒๕๔๐ นับเป็นปีมหามงคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีโอกาสรับเสด็จฯ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ในฐานะนักศึกษาใหม่ของคณะนิติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ “พระองค์ภา” ทรงสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วยการสมัครสอบผ่านทบวงมหาวิทยาลัย และเสด็จฯ ไปให้แพทย์ถวายการตรวจพระวรกายเหมือนนักศึกษาทั่วไป เมื่อเสด็จฯ ไปศึกษา ณ ศูนย์รังสิตในปีแรกก็ทรงปฏิบัติพระองค์เหมือนนักศึกษาอื่น”

“ อาจารย์ปรีดี อาจารย์สัญญา อาจารย์ป๋วย

คงไม่เป็นการกล่าวเกินความจริงถ้าจะบอกว่า ธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยที่โชคดีกว่าทุกมหาวิทยาลัยในแง่ที่ว่า ธรรมศาสตร์มีอธิการบดีถึงสามท่านที่ถือว่าเป็นปูชนียบุคคลไม่ใช่เฉพาะของประเทศไทย แต่เป็นปูชนียบุคคลสำคัญของโลกด้วยคือ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ โดยทั้งสามท่านเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติมากมาย ทุกท่านมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างสำหรับอนุชนรุ่นหลังจะได้เรียนรู้ และประพฤติปฏิบัติตาม เป็นผู้วางรากฐานสำคัญในหลายเรื่องทั้งในมหาวิทยาลัยและนอกมหาวิทยาลัย

“ . . . จะอบอุ่นใจเมื่อกลับมามหาวิทยาลัย แม้ว่าในบางครั้งด้วยภาระหน้าที่เราจะอยู่ไกลแสนไกลจากรั้วมหาวิทยาลัย แต่หัวใจของเราทุกคนก็อยู่กับธรรมศาสตร์ . . .”

 

อ้างอิงภาพ และข้อมูลเพิ่มเติม :

http://www.tu.ac.th/intro/about/swf/history1.htm


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
Giftyourlife วันที่ : 09/12/2007 เวลา : 22.01 น.
http://www.oknation.net/blog/giftyourlife

"ธรรมศาสตร์"
ดีตั้งแต่ชื่อแล้วครับ

และจะดีมากกว่านี้
หาก "ธรรมศาสตร์" มิใช่เป็นเพียงชื่อสถาบัน
แต่เป็น "ศาสตร์" อย่างหนึ่งเหมือนกับ
นิติศาสตร์ , รัฐศาสตร์

ถ้ามี
ปีหน้า
ผมจะไปสอบเข้าเรียน
ในวิชาเอก "ธรรมศาสตร์" ครับ
ความคิดเห็นที่ 2
feng_shui วันที่ : 09/12/2007 เวลา : 14.16 น.
http://www.oknation.net/blog/buzz
feng_shui

ลูกแม่โดม รักและขขอร่วมเฉลิมฉลองด้วยค่ะ
ความคิดเห็นที่ 1
Supawan วันที่ : 09/12/2007 เวลา : 14.09 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

คิดถึงตอนเรียนหนังสือค่ะ .. ธรรมศาสตร์มีประวัติที่ยาวนาน คู่กับกรุงเทพเลยทีเดียว...
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



เศรษฐศาสตร์
จานหลัก
5 คน
ของว่าง
2 คน
ของแปลก
0 คน
ยาขม
1 คน

  โหวต 8 คน