
พิมพ์หน้านี้
|
ในวงสนทนาที่กำลังเป็นไปอย่างออกรสออกชาติ จู่ๆ เพื่อนของผมคนหนึ่งก็ถามผมว่าออกมา "พี่ว่ารายการข่าวเนี่ย เขาจัดเรตอยู่ประเภทไหน" ผมก็ตอบเอาไปตามเรื่องตามราวว่า น่าจะเป็นเรต ท. แล้วเพื่อนผมก็พูดอีกว่า "แต่เพื่นผมคนหนึ่งเห็นว่าต้องจัดรายการข่าวบันเทิงช่องหนึ่งให้อยู่ใน เนต น." "ทำไม" ผมถามไปอย่างสั้นๆแต่ได้ความหมาย และแล้วเขาก็เริ่มเล่าเรื่อง *********** มีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งมีลูกอายุราว 5 ขวบ กำลังนั่งดูรายการข่าวทางช่อง 3 กับพ่อจบแล้วก็มีรายการสีสันบันเทิง ซึ่งเป็นข่าวบันเทิงแล้วออกอากาศไม่เกิน 2 ทุ่มครึ่ง เด็กสามารถนั่งดูอยู่ได้ ขณะที่ผู้ปกครองหลายๆบ้านก็เปิดเพื่อรอดูละครและไม่ได้คิดว่ารายการเหล่านี้จะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ แต่แล้วจู่พิธีกรสาวก็พูดขึ้นมาว่า "วันวาเลนไทน์นี้อย่าลืมพกเสื้อกันฝนนะคะ" ปัญหาเกิดขึ้นทันที เพราะลูกของเขาคนนั้นถามว่า ทำไมวาเลนไทน์ ต้องพกเสื้อกันฝน เขาตอบแบบหลีกประเด็นว่า อ๋อ สงสัยวันนั้นฝนจะตก เขาเลยเตือนให้ระวัง ลูกช่ายเลยบอกพ่อว่า "งั้นพรุ่งนี้ พ่อพาผมไปซื้อเสื้อกันฝนด้วยนะเพราะวันนั้นผมต้องไปโรงเรียน" ******************** เรื่องราวจบลงท่ามกลางความหดหู่ คนหลายคนอาจจำกับความไร้เดียงสาของเด็ก แต่คนที่เป็นพ่อในขณะนั้นขำไม่ออกแล้วกำลังตั้งคำถาม ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ****************** เรื่องของเรื่องคือ พิธีกร หรือผู้ประกาศข่าวในปัจจุบัน เริ่มไม่ระวังปาก และคะนองปากมากขึ้นทุกวัน การให้ความเห็นเชิงสองแง่สามง่าม เปรอะจอทีวีไปหมด และอาศัยความเป็นรายการสดทำให้แทบจะไม่มีการเซ็นเซอร์คำพูดที่ประหนึ่งไม่ออกมาจากสมองแต่อย่างใด ผู้ใหญ่เหล่านี้หลงไหล ในความมีชื่อเสียงและความมีอำนาจทางสื่อของตน โดยไม่ได้คำนึงถึงหลักพื้นฐานของนักการสื่อสารมวลชนที่ต้องมีความีรับผิดชอบต่อสังคม และที่แย่ไปกว่านั้นคือ ทางสถานี กลับหลงไหลได้ปลื้มไปกับ "มนุษย์นกแก้วปากเปราะ" พวกนี้ โดยไม่มีความพยายามตักเตือนแต่อย่างใด (หากมีการตักเตือน หรือพยายามกวดขัน เรื่องพรรค์นี้คงไม่เกิดบ่อยขาดนี้) การจัดเรต ก็คงเป็นเพียงหนึ่งมาตรการที่รัฐออกมาควบคุมเท่านั้น แต่ท้ายที่สุดเราก็คงต้องมานั่งคอยให้คำแนะนำกับบุตรหลานของเราเอง เพราะเรายังคงมีผู้ใหญ่ที่ไร้ปัญญาเป็นคนทำสื่ออยู่อย่างนี้นี่เอง /////////// |