พิมพ์หน้านี้
|
คนแปลกหน้าในดินแดนแปลกถิ่น ก่อนที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงในช่วงกลาง/ปลายชีวิตราชการ หรือสามารถย้ายไปประจำที่อินเดีย โดยทั่วไปแล้วเจ้าหน้าที่ ICS ฝึกหัดที่เริ่มมาปฏิบัติงานในพม่าต้องทำงานเป็นนายอำเภอ ราว15ถึง20ปีจึงจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง การที่การจัดเก็บรายได้ถูกจัดให้เป็นหน้าที่ที่สำคัญอย่างยิ่งอันเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลอาณานิคมที่มุ่งเน้นการรักษากฎและระเบียบโดยใช้ค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ทำให้เจ้าหน้าที่ ICS ที่เริ่มปฏิบัติงานในพม่ามักถูกมอบหมายให้ไปประจำอยู่ตามหัวเมืองหรือเขตชนบทที่ห่างไกลเพื่อทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูลทางด้านประชากรศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และข้อมูลด้านอื่นๆ เพื่อจัดเตรียมข้อมูลพื้นฐานการจัดเก็บรายได้ มากกว่าประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่ที่เมืองย่างกุ้ง ด้วยเหตุนี้ผู้สอบผ่านเข้าเป็น ICS ที่มีความมุ่งหวังสูงจึงมักเลือกไปปฏิบัติงานในอินเดียมากกว่าพม่า ตั้งแต่อังกฤษเข้ายึดครองดินแดนบางส่วนของพม่าตอนล่าง โดยตั้งแต่ค.ศ. 1832 นักบริหารอาณานิคมอังกฤษในพม่าถูกเรียกร้องให้ต้องชี้แจงเหตุผลในการกระทำของตนต่อผู้บริหารระดับสูงที่กัลกัตตา ตามระเบียบปฏิบัติทางราชการของจักรวรรดิอินเดียของอังกฤษ และแม้กระทั่งถึงค.ศ.1937 ซึ่งพม่าแยกตัวจากอินเดียแล้ว นักปกครองอังกฤษในพม่าก็ยังมองว่าพวกเป็นเพียงส่วนหนึ่งในสายการบังคับบัญชาอันยืดยาวซึ่งเริ่มต้นจากลอนดอน ผ่านกัลกัตตา ถึงย่างกุ้ง นักบริหารอาณานิคมชาวอังกฤษบางคนพบว่าชีวิตราชการที่พม่านั้นโดเดี่ยวอย่างยิ่ง ถูกตัดขาดจากผู้คนที่มีการศึกษาระดับเดียวกัน ทั้งยังถูกละเลยและถูกขัดขวางจากรัฐบาลที่อินเดีย ซึ่งมักไม่ฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับพม่าจากเจ้าหน้าที่ในพื้นเมืองอย่างที่อย่างพวกเขาทั้งที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับพม่าเลย กล่าวได้ว่าโดยภาพรวมนักปกครองอังกฤษ-พม่ารู้สึกว่าพวกเขาอยู่ ณ ชายขอบของอำนาจตราบเท่าที่รัฐบาลที่อินเดียได้เข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากความรู้สึกแปลกแยกที่มีต่อผู้ปกครองระดับสูงที่อินเดีย เจ้าหน้าที่ ICS ที่ปฏิบัติงานในพม่ายังต้องเผชิญกับความแปลกแยกจากคนพื้นเมืองที่พวกตนต้องปกครอง กล่าวคือ ภายใต้วัฒนาการปกครองแบบอุปถัมภ์ ระบบอาวุโส และปิตานิยม ที่แพร่หลายในสมัยวิกตอเรียน เจ้าหน้าที่ ICS ซึ่งส่วนใหญ่เติบโตและได้รับการศึกษาที่อังกฤษภายใต้หลักสูตรที่เน้นความรู้ทั่วไป การฝึกฝนทำงานเป็นกลุ่ม การเชื่อฟังคำสั่ง และให้ความสำคัญกับความเป็นชายอย่างยิ่ง รวมถึงการเป็นชาวคริสต์ที่ดีก่อนมาประจำการในอาณานิคม จึงพยายามรักษาระยะห่างจากคนพื้นเมืองชาวพม่าซึ่งเป็นชนชาติที่พวกเขามักมอง/กล่าวถึงว่าเป็นพวกที่มีอุปนิสัยและบุคลิกภาพขัดแย้งในตนเอง ด้วยการใช้ผู้นำท้องถิ่นที่เป็นคนพื้นเมืองเพื่อเป็นคนกลางในการปกครองหรือการติดต่ออื่นๆ อันมีที่มาจากความเชื่อของนักบริหารชาวอังกฤษที่ว่าแนวทางดังกล่าวมีประสิทธิภาพ ประหยัด และสะดวกที่สุดสำหรับการปกครองอาณานิคมในดินแดนตะวันออกที่ล้าหลัง เมื่อพิจารณาในด้านลักษณะชีวิตทางสังคม โดยปกติแล้วเจ้าหน้าที่ ICS ในอาณานิคมพม่ามิได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนพื้นเมืองเท่าไหร่นักอันเนื่องมาจากความแตกต่างของประเพณีทางสังคม ความสนใจ การศึกษา และโดยเฉพาะภาษา แต่ก็ปรากฏว่ามีนักบริหารอาณานิคมชาวอังกฤษน้อยมากที่ศึกษาภาษาพม่าอย่างจริงจัง จากสภาวการณ์เช่นนี้ นักบริหารอังกฤษในอาณานิคมพม่าจึงต้องเผชิญกับความแปลกแยกทั้งจากคนเชื้อชาติเดียวกันและคนต่างเชื้อชาติ แรงกดดันจากการทำงานและการใช้ชีวิตในดินแดนที่แตกต่างจากแผ่นดินแม่ รวมถึงความรู้สึกเบื้องลึกที่ว่าตนเองเป็นคนแปลกถิ่น ผลักดันให้ชีวิตทางสังคมหลังเลิกงานและวันพักผ่อนของนักบริหารอาณานิคมชาวอังกฤษและชาวอังกฤษกลุ่มอื่นในพม่ารวมศูนย์อยู่ที่สโมสรเพื่อทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆ เช่น เทนนิส กอล์ฟ เต้นรำ ดื่มวิสกี้ คุยซุบซิบ กล่าวได้ว่าสโมสรคือศูนย์กลางชีวิตทางสังคมของชาวอังกฤษในพม่าและเป็นสถานที่ซึ่งชาวอังกฤษสามารถรู้สึกว่าได้กลับไปอยู่ในที่ซึ่งพวกตนคุ้นเคย นั่นคือบ้านที่อังกฤษ ในความเห็นของ Collis ชาวอังกฤษและชาวยุโรปชาติอื่นที่สามารถเข้าเป็นสมาชิกของสโมสรอาจจำแนกได้เป็น 3กลุ่มคือ เจ้าหน้าที่พอเรือน เจ้าหน้าที่ทหาร และพ่อค้า เขากล่าวว่าพวกเจ้าหน้าที่พลเรือนซึ่งตัวเขาเองเป็นส่วนหนึ่งด้วยนั้นโดยส่วนใหญ่ยินดีที่จะให้มีการรับคนพื้นเมืองเข้าสู่สโมสร เนื่องจากโยรูปแบบการทำงานแล้ว เจ้าหน้าที่พลเรือนชาวอังกฤษจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับชาวตะวันออก เช่น ชาวอินเดียและชาวจีน ดังนั้นการได้เห็นชาวพม่าในสโมสรจึงเป็นเรื่องที่ดี ทว่า พวกนายทหารและพ่อค้ากลับไม่สนับสนุนความเห็นดังกล่าว Collis กล่าวว่าชาวอังกฤษที่เป็นพ่อค้าอาจมีเหตุผลทั้งในแง่ของอาชีพและอารมณ์ความรู้สึกอยู่บ้างที่จะผลักดันให้พวกเขายินดีต้อนรับชาวพม่า ในขณะที่พวกพ่อค้ามีแรงจูงใจน้อยที่จะเชิญชวนชาวพม่าเข้าสู่สมาคมหรือสโมสร พวกเจ้าหน้าที่ทหารนั้นกลับมีน้อยมากหรือไม่มีเลย ความที่เป็นกลุ่มคนซึ่งผ่านการฝึกฝนและดำเนินภารกิจเฉพาะทาง ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารอังกฤษไม่ได้สัมผัสกับชีวิตของชาวพม่า Collis กล่าวเชิงเสียดสีว่า ถ้าคนเหล่านี้ปฏิบัติงานในพม่าเกินเวลา 3 ปีโดยไม่พูดกับชาวพม่าแม้แต่คำเดียว นั่นก็ไม่ทำให้เกิดความแตกต่างแก่ประสิทธิภาพในงานที่ปฏิบัติ อาจกล่าวได้ว่าอคติที่มองว่าชาวพม่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่ต่ำต้อยส่งผลให้ชาวอังกฤษทั้งสองกลุ่มมีความเห็นว่าพวกตนไม่มีความจำเป็นต้องสร้างความคุ้นเคยกับคนพื้นเมือง และนำไปสู่ความรู้สึกไม่ยินดีที่จะรับคนพื้นเมืองเข้าสโมสรหรือสมาคมของชาวยุโรป ความรู้สึกแบ่งแยกทางชาติพันธุ์ยังเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมเกิดขึ้นคล้ายกันในอาณานิคมด้านตะวันออกของอังกฤษแห่งอื่นๆ นักบริหารชาวอังกฤษจำนวนหนึ่งจึงโน้มเอียงที่จะยอมรับชีวิตที่จืดชืดนี้ด้วยการยึดมั่นในความเชื่อเกี่ยวกับภาระหน้าที่ของพวกเขาที่มีต่อชาวตะวันออกอุดมการณ์ทางการเมืองและศาสนาที่ต้องการปลดปล่อยคนพื้นเมืองจากความทุกข์ยากและล้าหลังได้สร้างโลกทัศน์ใหม่ที่จะมีอิทธิพลสำคัญต่อการตีความประสบการณ์ที่ได้รับในอาณานิคมแก่คนเหล่านี้ ข้อมูลจาก เอกสารโลกทัศน์และความรู้สึกนึกคิดต่อพม่าและคนพื้นเมืองของนักบริหารอาณานิคมชาวอังกฤษในพม่า ปลายคริสต์ศตวรรษที่19ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่20 โดย ธนภาษ เดชพาวุฒิกุล |
| รูปลงชุมชน | ||
เหนือคำบรรยาย |
||
|
View All |
||
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |