พิมพ์หน้านี้
|
เหตุใดวงการภาพยนตร์ไทยจึงได้มีปัญหากันนักกับการตั้งชื่อเรื่อง หากถามว่าชื่อเรื่องสำคัญไหมที่คนจะซื้อตั๋วเข้าไปดูหนังหนึ่งเรื่องนั้นได้ มันก็มีส่วน เพราะมันคือภาพรวมของหนังเรื่องนั้น ชื่อเรื่องที่เป็นที่สะดุด ติดหู มากที่สุด คนก็จะนึกถึง แต่ที่สำคัญที่สุดที่จะดึงคนเข้าไปได้คือ เนื้อหาที่น่าติดตาม มากกว่า
อย่างกรณี ของ ผีกระชากหัว ไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่มีปัญหาในเรื่องของการตั้งชื่อ ก่อนหน้านี้มี คนบาปพรหมพิราม ที่ภายหลัง เปลี่ยนเป็น คืนบาปพรหมพิราม เพราะถูกกลุ่มชาวบ้านร้องเรียน และก็มีเรื่อง อาจารย์ใหญ่ อันนี้ถูกแพทยสภาท้วงติงมาว่าไม่เหมาะสมอาจเกิดความเข้าใจผิด กันได้ ผู้สร้างเลยต้องแก้ไขเนื้อหาบางส่วน พร้อมทั้ง เปลี่ยนชื่อเป็น ศพ อีกเรื่องที่พอจะนึกออก คือภาพยนตร์เรื่อง โกยเถอะโยม ตอนนั้นมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันมากจนโกยรายได้ไปถึง 70 ล้านบาท เรื่องนี้ สภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ไม่เห็นด้วยกับชื่อเรื่อง รวมทั้งเนื้อหาบางส่วนบางตอนที่ พฤติกรรมของพระไม่เหมาะสม ทำให้ภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาออกมาไม่ดี ด้วยเหตุนี้โกยเถอะโยมจึงได้แรงโปรโมตโดยไม่ต้องลงทุน แถมกวาดรายได้ไปพอสมควร
*ผีกระชากหัว* ดูกันดีๆก็คิดไม่ถึง ดิฉันเองยังคิดไม่ถึงว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะคิดได้ กับการผวนชื่อเรื่อง จนเปลี่ยนความหมายไปจนได้ หากไม่เกิดการโต้แย้งขึ้นก็คงไม่เกิดการจุดประเด็นให้เด็กๆ หรือ คนในสังคมอีกมากมาย มองเห็นว่ามันคือคำที่ผวนได้ และ ผวนออกมาไม่สุภาพ
จะว่าไปแล้ว ด้วยความที่โครงสร้างภาษาไทย เป็นภาษาที่ซับซ้อน หากผู้คิดสร้างสรรค์ มองตามประเด็นที่อยากนำเสนอ ก็น่าเห็นใจ แต่ถ้ามองว่ามันคือคำที่ พลิกแพลงได้ คนน่าจะจดจำได้กับชื่อเรื่องนี้ หวังสร้างเรตติ้งจากชื่อหนัง ก็ไม่น่าอภัยกัน แต่เชื่อว่าหนังเรื่องนี้อาจมีหลายคนเข้าไปดูเพราะกระทรวงวัฒธรรมเค้าช่วยโปรโมตให้
นี่แหละหนาวงการหนังไทย ทำอะไรก็อาภัพ ทำหนังตั้งนานไม่มีคนเข้ามาดูแล พอหนังจะออกฉายโปรโมตกันไปแล้ว เพิ่งจะโดนท้วงติงจากองค์กร นู้นบ้าง นี่บ้าง สุดแต่จะไปกระทบหูองค์กรไหนที่สุด อยากให้มีการแต่งตั้งองค์กรขึ้นมาซักองค์กร เพื่อดูแลกิจการหนังไทยโดยเฉพาะ จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์อย่างเช่นทุกวันนี้ |