วันพุธ ที่ 23 พฤษภาคม 2550
การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ภาค 2
Posted by
PATRIX
,
ผู้อ่าน : 156
, 09:12:39 น.
พิมพ์หน้านี้
- การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยใช้ คุก ในสังคมไทย
การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยใช้คุกในสังคมไทยปัจจุบันดำเนินการโดยมีพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479 รวมทั้งกฎ ระเบียบต่างๆรองรับอำนาจหน้าที่ในการคุมขัง คน ไว้ใน คุก โดยมีการพัฒนาระบบ รูปแบบ วิธีการตามแบบมาตรฐานสากล การลงโทษจำคุกในสังคมไทยมีระบุไว้ในกฎหมายตราสามดวง โดยใช้คำตามแบบอย่างในสมัยกรุงศรีอยุธยาทั้งหมด คือ คุก ตะราง และเรือนจำ (วิวิทย์ จาตุปาริสุทธิ์, 2540, 82-86) และแม้ว่าจะมีการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไทยครั้งใหญ่ เมื่อ พ.ศ. 2435 การจัดการคุมขังนักโทษก็ยังคงปรากฏในสังคมขณะนั้นโดยมีการแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น และในสมัยรัชกาลที่ 6 มีการประกาศจัดตั้ง กรมราชทัณฑ์ ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2458 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยใช้คุกในสังคมเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักแม้ว่าในช่วงเวลา 20 ปีที่แล้วนี้วิธีการคุมประพฤติจะช่วยแบ่งเบาผู้กระทำผิดคดีเล็กๆน้อยๆบางส่วนออกไปจากคุกในสัดส่วนที่เท่าๆกับที่ยังอยู่ในคุกแล้วก็ตาม แต่ภาพของ คดีล้นศาล คนล้นคุก ยังเป็น ความจริง ที่รอการแก้ไขอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัดส่วนผู้ต้องขังก่อนพิพากษาและอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ฎีกาที่มีจำนวนมากเกือบจะครึ่งหนึ่งของจำนวนนักโทษทั้งหมด หรือสัดส่วนของคดีเสพและครอบครองยาเสพติดที่ควรเบี่ยงเบนออกไปสู่กระบวนการบำบัดรักษามากกว่าเก็บไว้ในคุกและคดีกักขังแทนค่าปรับที่เพิ่งได้รับการเบี่ยงเบนใช้วิธีการทำงานบริการสังคมแทน ก็ตาม ล้วนแต่เพิ่มความแออัดให้คุกจนทำให้ อาชญากร กลุ่มที่สมควรอยู่ในคุกอย่างแท้จริงเพื่อประโยชน์สูงสุดของสังคมนั้นไม่ได้รับการบำบัดเยียวยาและปรับปรุงพฤฒินิสัยเท่าที่ควร ด้วยเหตุนี้ ความนิยมใช้คุก และการไม่มีทางเลือกอื่นที่หลากหลายเพียงพอในบริการของกระบวนการยุติธรรมไทยเพื่อปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดหลากประเภทจึงเป็นปัจจัยดูดให้คนเข้าไปอยู่ในคุกเพิ่มมากขึ้นอย่างเป็นระบบ เช่นเดียวกับที่หลายประเทศประสบปัญหาเช่นเดียวกันนี้วิธีการปฏิบัติต่อ คน โดยไม่ใช้ คุก - แนวคิดและข้อสังเกต
ประเด็นข้อสังเกตที่น่าสนใจสำหรับเรื่องนี้ คือ ประการแรก วิธีการนี้เป็นการสร้างสมดุลในการลงโทษ (sanctions) การบำบัดฟื้นฟู (treatment) และการสอดส่องดูแล (supervision) ต่อผู้กระทำผิดพร้อมๆกันโดยสามารถแก้ไขฟื้ฟูเป็นรายบุคคล (individual offender treatment) ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นทำให้ชุมชนและสังคมส่วนรวมรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น กลับคืนสู่ชุมชนได้แนบเนียนยิ่งขึ้นและลดอัตราการกระทำผิดซ้ำได้มากขึ้น แต่วิธีการนี้ยังถูกจำกัดการใช้เฉพาะคดีที่ไม่ร้ายแรง หรือคดีที่มีโทษจำคุกระยะสั้นเท่านั้น ส่วนคดีอาชญากรรมที่มีความรุนแรงบางลักษณะสังคมยังเห็นว่าควรรับโทษจำคุกระยะหนึ่งก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการพักการลงโทษโดยใช้การควบคุมสอดส่องในชุมชนภายหลังจากที่สังคมเห็นว่าน่าจะปลอดภัยแล้ว ประการที่สอง วิธีการนี้ยังคงดำเนินการเบ็ดเสร็จทุกขั้นตอนโดยรัฐ (กระบวนการยุติธรรม) จนกระทั่งนำผู้กระทำผิดไปสู่กระบวนการควบคุมและสอดส่องและการบำบัดฟื้นฟูพฤติกรรมเฉพาะเรื่อง ซึ่งชุมชนอาจเข้ามาเกี่ยวข้องบางส่วนบางรายตามที่รัฐเปิดโอกาสให้ โดยเฉพาะในเรื่องของการคุมประพฤติที่สามารถมองเห็นการมีส่วนร่วมของชุมชนได้อย่างชัดเจน ประการที่สาม แม้วิธีการปฏิบัติต่อ คน โดยใช้ ชุมชน จะเป็นวิธีการที่มีมนุษยธรรมยิ่งขึ้น คือโยงยึด ผู้กระทำผิด กลับคืนสู่ สังคมและชุมชน ของตนมากขึ้นและช่วยลดความแออัดคับคั่งในเรือนจำไปพร้อมๆกัน แต่ก็ยังเป็นวิธีการปฏิบัติที่เน้นการให้บริการต่อ ผู้กระทำผิด อยู่ดี ส่วน อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า วิธีการปฏิบัติต่อ คน โดย ไม่ใช้คุก เป็นวิธีการที่รัฐเป็น ผู้จัดบริการด้านงานยุติธรรมที่เน้นการให้ความสำคัญในการให้บริการแก่ ผู้กระทำผิด เป็นสำคัญด้วยการสร้างสมดุลระหว่าง การลงโทษ-บำบัดฟื้นฟู-สอดส่อง เพื่อช่วยผู้กระทำผิดให้สามารถพัฒนาทักษะการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างเหมาะสมต่อไป ดังนั้น การใช้กระบวนการยุติธรรมตามธรรมเนียมในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดด้วยวิธีการแก้ไขฟื้นฟูจึงมีพื้นที่ดำเนินการปรากฏอยู่ในอีกเสี้ยวหนึ่งของการจัดการกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมในสังคม วิธีการปฏิบัติต่อ คน โดยไม่ใช้ คุก รู้จักกันในนามที่เป็นทางการว่า วิธีการปฏิบัติต่อ ผู้กระทำผิดโดยไม่ใช้ระบบเรือนจำ (non-custodial treatment) หรือวิธีการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยใช้ชุมชน (community-based correction) เกิดขึ้นอย่างจริงจังเมื่อมีการเคลื่อนไหวในปีคริสต์ทศวรรษ 1960s ในสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะมีการใช้วิธีการคุมประพฤติมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1841 แล้วก็ตาม โดยการเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเมื่อแนวคิดการใช้คุกเริ่มประสบปัญหา คนล้นคุก และความนิยมในการใช้คุกลดลงในประเทศตะวันตก บรรดานักอาชญาและงานยุติธรรมทั้งหลายเริ่มคิดถึงทางเลือกที่คุ้มค่าในการลงทุนนำวิธีการแก้ไขฟื้นฟูมาใช้แทนโทษจำคุกและเป็นแนวคิดที่มีมนุษยธรรมมากกว่า โดยมีการเสนอความคิดที่ว่า ถ้าสังคมไม่พยายามปรับเปลี่ยน ผู้กระทำผิด ให้กลายเป็น ผู้ไม่กระทำผิด หรือ พลเมืองดี สังคมเองก็จะกลายเป็นผู้ผลิตประชากร ผู้กระทำผิด ให้ทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้นโดยอัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้จึงมีการปฏิรูประบบงานราชทัณฑ์ครั้งใหญ่เพื่อผ่องถ่ายคนบางกลุ่มออกมารับการบำบัดรักษาอาการเสพติด อาการเจ็บป่วยกายจิต รวมถึงคิดค้นมาตรการในการป้องกันไม่ให้คนที่ไม่สมควรเข้าคุกมีช่องทางที่เหมาะสมในการแก้ไขฟื้นฟูในชุมชนโดยไม่ต้องเข้าไปอยู่ในคุกเพียงช่องทางเดียวเช่นที่เป็นมา มาตรการต่างๆเหล่านี้จัดกลุ่มได้ 3 ลักษณะคือ การบำบัดทางจิตใจและพฤติกรรม การให้ความรู้พื้นฐานในการครองตนในสังคม และการฝึกทักษะวิชาชีพ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงนิสัยความประพฤติและไม่กระทำผิดซ้ำเป็นเป้าหมายสำคัญ ซึ่งรูปแบบการแก้ไขฟื้นฟูพฤติกรรมผู้กระทำผิดมีความหลากหลายสามารถใช้ได้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ การใช้ศูนย์ฟื้นฟูบำบัดรักษายาเสพติด การคุมประพฤติ การพักการลงโทษ การทำงานบริการสังคม เป็นต้นเหยื่ออาชญากรรม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญแห่งวงจรการเกิดอาชญากรรมนั้นยังคงเป็นส่วนที่ขาดหายไปหรือถูกลืมเลือนไปจากวิธีการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยใช้ชุมชนดังกล่าวนี้เช่นเดียวกับที่เหยื่อขาดหายไปจากวิธีการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยใช้เรือนจำ ดังจะเห็นได้ว่าในทางปฏิบัติไม่มีการกำหนดเงื่อนไขใดๆต่อผู้กระทำผิดที่เน้นหรือให้ความสำคัญกับการชดใช้ค่าเสียหายแก่เหยื่อที่ตนล่วงละเมิดแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนชำระค่าเสียหาย หรือทำงานชดใช้ค่าเสียหาย หรือทำงานบริการสังคมที่มุ่งซ่อมแซมหรือชดใช้ค่าเสียหายแก่ทรัพย์สินของเหยื่อ ฯลฯ- การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยไม่ใช้ คุก ในสังคมไทย
การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยไม่ใช้คุกของไทยมีการใช้มาตรการต่างๆที่กฎหมายกำหนดไว้ซึ่งสอดคล้องกับการจัดระบบมาตรการตามขั้นตอนต่างๆของกระบวนการยุติธรรม ดังนี้ (Chaneles Sol, 1983 p.89; จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย, 2540, น.85-88) 1) มาตรการหันเหคดีอาชญากรรมไม่มีผู้เสียหายออกจากอาชญากรรมอื่นๆ (Decriminalization of victimless crimes) เป็นความพยายามที่จะให้สังคมจำแนกพฤติกรรมเบี่ยงเบนออกจากพฤติกรรมอาชญากร เช่น เล่นการพนัน เสพยาเสพติด เป็นต้น และเมื่อสังคมมองว่าเป็นคนเจ็บป่วย หรือผู้มีความบกพร่องทางนิสัยความประพฤติ ควรแก่การเยียวยารักษามากกว่าเป็นอาชญากร จึงควรใช้มาตรการบำบัดรักษาและแก้ไขฟื้นฟูมากกว่านำตัวเข้าสู่การดำเนินกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีในศาล 2) มาตรการในขั้นตอนก่อนการจับกุม- การใช้ศูนย์ไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาท
- ศูนย์บำบัดรักษาการติดยาเสพติดและการติดสุรา
- การให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเบื้องต้นและสิทธิเสรีภาพของบุคคล
(mediation/arbitration centers) เช่น ศาลหมู่บ้าน/ศาลประนอมข้อพิพาท/ กระบวนการยุติธรรมคู่ขนาน เพื่อไกล่เกลี่ยคดีที่ยอมความกันได้หรือยุติความขัดแย้งในระดับหนึ่ง อันจะช่วยลดปริมาณคดีที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ระดับหนึ่ง สำหรับสังคมไทย มีการดำเนินการเรื่องนี้โดยนายเชาวน์วัศ สุดลาภา ได้ริเริ่มจัดตั้ง ศาลาประนอมข้อพิพาท หรือ ศาลหมู่บ้าน ที่จังหวัดกำแพงเพชรและจังหวัดเพชรบุรีเมื่อ พ.ศ. 2526 และ 2527 ตามลำดับ ต่อมาสำนักอัยการสูงสุดได้จัดทำ โครงการประนอมข้อพิพาทระดับหมู่บ้าน และ โครงการสนับสนุนการระงับข้อพิพาททางแพ่งในระดับท้องถิ่นโดยอนุญาโตตุลาการ รวมทั้ง กระทรวงยุติธรรมเมื่อครั้งที่ยังอยู่กับศาลยุติธรรมได้จัดให้มี ศูนย์ระงับข้อพิพาท ขึ้น โดยมีอาสาสมัครปฏิบัติหน้าที่นี้ในส่วนภูมิภาค (drug and alcohol centers) เพื่อให้ผู้สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาแทนการถูกจับกุมดำเนินคดีและถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากร ในกรุงเทพมหานครมีการจัดตั้งศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขึ้นตามเขตต่างๆโดยเป็นการให้บริการแบบสมัครใจ และปรากฏตามโรงพยาบาลต่างๆในส่วนภูมิภาคเช่นกัน (citizens right education) การมีสิทธิที่จะรู้ถึงสิทธิเบื้องต้นตามกฎหมายของตนจะช่วยลดความไม่ถูกต้องเหมาะสมของการจับกุมคุมขังอันเป็นด่านแรกที่เขาสู่กระบวนการยุติธรรมลงได้บางส่วน เรื่องนี้ก่อนการปฏิรูประบบราชการกระทรวงยุติธรรมโดยกรมคุมประพฤติได้จัดให้มี การให้ความรู้เกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและการให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมแก่ประชาชน ซึ่งต่อมาภารหน้าที่นี้เป็นของกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน กระทรวงยุติธรรมดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน 3) มาตรการในขั้นตอนก่อนดำเนินกระบวนพิจารณา- การไกล่เกลี่ยคดีที่ยอมความกันได้โดยเจ้าพนักงานศาล
- การเจรจาต่อรองหลังบัลลังก์
- การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดโดยวิธีการบังคับรักษา
หากการไกล่เกลี่ยในระดับหมู่บ้านไม่ได้ผล หรือไม่สามารถยุติลงได้ในช่วงเวลาหนึ่ง ก็ยังสามารถที่จะไกล่เกลี่ยเจรจากันได้ในระดับชั้นที่สูงขึ้น โดยเจ้าพนักงานศาลที่มีหน้าที่โดยตรง หากตกลงกันได้ทั้งหมด หรือเพียงบางประเด็น ก็สามารถช่วยลดภาระงานศาลได้ในระดับหนึ่ง ปัจจุบันศาลยุติธรรมมีการดำเนินการเรื่องนี้โดยเจ้าพนักงานศาล อาสาสมัคร หรือผู้พิพากษา โดยดำเนินการเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรมแล้ว (plea bargaining) เป็นการตกลง ต่อรองกันสามฝ่าย ระหว่างทนายจำเลย อัยการ และศาล เพื่อลดการสืบพยาน และให้ได้วิธีการที่เหมาะสมที่สุดสำหรับลงโทษจำเลยในคดีดังกล่าว สำหรับประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายโดยสำนักงานอัยกรสูงสุด (compulsory treatment) เป็นการสร้างองค์การใหม่โดยกำหนดให้มีภารกิจโดยตรงในการรองรับผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดรักษาแบบบังคับตั้งแต่ขั้นตอนการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหันเหกลุ่มผู้ป่วยดังกล่าวออกจากกระบวนการยุติธรรมเข้าสู่ ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หากหายขาดจากอาการเสพติดก็ให้ปล่อยตัวไป โดยไม่ต้องย้อนกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอีก สำหรับประเทศไทยขณะนี้มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดที่ว่า ผู้เสพคือผู้ป่วย ทำให้กระบวนการยุติธรรมกำหนดวิธีการสำหรับผู้เสพยาเสพติดที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คือเบี่ยงเบนผู้เสพออกจากระบบการพิจารณาคดีและระบบเรือนจำ ปรากฏตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2545 และเริ่มมีการบัคับใช้กฎหมายนี้เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2546 เป็นต้นมา - การชะลอการฟ้อง
- มาตรการทางกฎหมาย: คดีอาญาเลิกกันได้
(suspended in prosecution) เป็นการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการที่จะสั่งชะลอการฟ้องคดีที่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อลดคดีบางประเภทที่จะขึ้นสู่ศาลลงได้ สำหรับประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการเสนอร่างพรบ.ชะลอการฟ้องโดยมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเมื่อวันที่ 29-30 มีนาคม 2546 นี้ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทยได้เปิดช่องทางให้เจ้าพนักงานใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยไม่ใช้คุกไว้หลายมาตรา ดังเช่น กรณีของคดีอาญาเลิกกันได้ตามมาตรา 37 ซึ่งได้แก่ ความผิดลหุโทษ และความผิดที่เปรียบเทียบปรับได้ตามกฎหมายอื่นสามารถใช้วิธีการเปรียบเทียบปรับได้มีผลทำให้สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปได้อีกทางหนึ่งตามมาตรา 39 คดีความจึงยุติลงโดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนพิจารณา
4) มาตรการในขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดี- การเปิดทำการศาลในวันหยุดและภาคค่ำ
- การเร่งรัดพิจารณาพิพากษาคดีบางประเภท
(weekend and night courts) เป็นการเพิ่มเวลาในการทำงานสำหรับหน่วยงานศาล เพื่อให้มีช่วงเวลาที่เหมาะสม และเพิ่มขึ้นในการให้บริการแก่ประชาชน (short determinate sentences) เป็นแนวคิดเชิงบริหารจัดการที่ช่วยให้คดีความบางประเภทที่สมควรได้รับการพิจรณาคดีให้แล้วเสร็จโดยเร็วสามารถดำเนินการได้เพื่อไม่ก่อให้เกิดผลกระทบในทางเสียหายขึ้น 5) มาตรการในขั้นตอนภายหลังการพิจารณาพิพากษาคดี (มีโทษจำคุกสถานเบา) - การชดใช้ค่าเสียหายและการปรับ
(restitution and fines) เป็นการชดเชยความเสียหายที่ได้กระทำการล่วงละเมิดต่อเหยื่อและต่อสังคม ซึ่งควรใช้มาตรการสถานเบาต่างๆ ก่อนจะ
พิจารณาใช้การลงโทษจำคุกเป็นมาตรการสุดท้าย เพราะเกิดผลข้างเคียงตามมามากมาย ในสังคมไทยมีการใช้โทษปรับอย่างแพร่หลายเช่นกัน แต่ในเรื่องของการชดใช้ค่าเสียหายแล้วจากรายงานการวิจัยหลายฉบับพบข้อมูลสอดคล้องกันว่ากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมยังไม่มีการกำหนดมาตรการเพื่อให้ผู้กระทำผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่เหยื่อโดยตรงแต่อย่างใด และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมเองก็ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่ากับที่มุ่งพิจารณาทษทัณฑ์ของผู้กระทำผิด - การคุมประพฤติ
- การใช้ศูนย์บริการกลางวัน
- การทำงานบริการสังคมหรือบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์
- การให้ที่พักอาศัยระหว่างการคุมประพฤติ
- การใช้อาสาสมัครคุมประพฤติ
(probation/suspended with conditions) เป็นมาตรการควบคุมผู้กระทำผิดในคดีที่ไม่ร้ายแรงนักไว้ในชุมชนโดยกำหนดเงื่อนไขให้ปฏิบัติ หรือกำหนดข้อห้ามบางประการไว้ภายใต้การสอดส่องดูแลของพนักงานคุมประพฤติ ซึ่งมีโทษจำคุกเป็นข้อต่อรอง และใช้วิธีการสำคัญ 2 ประการ คือ การสืบเสาะและพินิจ (Pre sentences investigation) และการควบคุมและสอดส่อง (Supervision) มาตรการดังกล่าวมีใช้ในสังคมไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา โดยมีการรวมงานคุมประพฤติเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ (probationer) และผู้รับการพักการลงโทษ (parolee) เข้าด้วยกันภายหลังการปฏิรูประบบราชการ พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา (Community-based programs/Day centers) เป็นเงื่อนไขประการหนึ่งที่ศาลกำหนดเพื่อควบคุมผู้กระทำผิดไว้ในชุมชนแบบเคร่งครัด โดยให้เข้ารับการอบรมเพื่อแก้ไขฟื้นฟูความประพฤติตามหลักสูตร และ ช่วงเวลาที่ศูนย์บริการกลางวันจัดให้ อย่างไรก็ตามกรมคุมประพฤติได้จัดให้มีบริการดังกล่าวในรูปของโครงการบำบัดฟื้นฟูหลายลักษณะ (Community service) เป็นการทำงานตามคำสั่งศาล และตามที่ผู้กระทำผิดยินยอม ซึ่งทำงานให้แก่สังคมโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน เป็นการชดเชยความผิดที่ได้กระทำการล่วงละเมิดแก่สังคมที่มีผลงานเป็นรูปธรรมวิธีหนึ่ง แทนการลงโทษจำคุก และเป็นเงื่อนไขคุมประพฤติข้อหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 (1) และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 15) พ.ศ. 2546 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2546 เป็นต้นไป กำหนดให้ผู้ต้องกักขังแทนค่าปรับไม่เกินแปดหมื่นบาทร้องขอต่อศาลเพื่อขอทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณะประโยชน์แทนค่าปรับได้ (Probation hostel/Bail hostel) เป็นการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำให้แก่ผู้กระทำผิดที่อยู่ระหว่างการคุมประพฤติกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง หากกลับไปพักอาศัยอยู่บ้าน หรือแหล่งพักอาศัยที่เอื้ออำนวยต่อการประกอบอาชญากรรม เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จอย่างสูงในประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีชุมชนเข้มแข็งช่วยภาครัฐดำเนินการเรื่องนี้ (Volunteer probation officers/Community-based correction) เป็นการนำชุมชนเข้ามีส่วนร่วมในการป้องกันตนเองและสังคมจากอาชญากรรม และการกระทำผิดซ้ำ ร่วมกับภาครัฐผ่านทางหน่วยงานคุมประพฤติในขั้นตอนต่างๆ ได้แก่ เด็กเยาวชน ผู้ใหญ่ และผู้ได้รับการพักการลงโทษ ในสังคมไทยมีการดำเนินการเกี่ยวกับอาสาสมัครคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรมทั่วประเทศเช่นกัน รวมทั้งมีการจัดตั้งเป็นสมาคมเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้
6) มาตรการในขั้นตอนภายหลังการพิจารณาพิพากษาคดี (ที่มีโทษจำคุก) - การพักการลงโทษ
- การใช้บ้านกึ่งวิถี
- การอภัยโทษ
(parole) เป็นการให้รางวัลแก่พฤติกรรมดีของนักโทษ โดยปล่อยออกจากคุกก่อนกำหนดเวลาและควบคุมไว้ในชุมชนภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดซึ่งช่วยลดความแออัดในเรือนจำลงได้ระดับหนึ่ง ปัจจุบันเป็นภารกิจหนึ่งของกรมคุมประพฤติ (halfway houses/pre-release guidance centers) เป็นมาตรการหนึ่งซึ่งช่วยให้ผู้กระทำผิดที่พ้นโทษในระยะแรกได้เข้าพักอาศัยเพื่อปรับตัว ก่อนกลับคืนสู่สังคมต่อไป (Pardon) เป็นการปล่อยนักโทษชั้นดี และดีเยี่ยมที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ ออกสู่สังคมในโอกาสพิเศษ เพื่อลดความแออัดในเรือนจำลง ซึ่งในประเทศไทยมีการดำเนินการในโอกาสพิเศษgxHole8yP
7) มาตรการในขั้นตอนภายหลังโทษจำคุก - การให้การสงเคราะห์ภายหลังปล่อย
(Post prison support services/Aftercare services) เป็นการช่วยเหลือสงเคราะห์ตามความเหมาะสม แก่ผู้พ้นโทษ หรือ ผู้พ้นจากสถานฝึกและอบรม เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้าสู่สังคมได้ในเบื้องต้น ในประเทศไทยมีการใช้มาตรการอื่นแทนการลงโทษจำคุก (Alternatives to Prison: A Thoughtful Approach to Crime and Punishment) ในขั้นตอนต่างๆของการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้ ผู้กระทำผิด ส่วนหนึ่งมีช่องทางเบี่ยงเบนออกไปจากกระบวนการยุติธรรม แต่ทั้งนี้ช่องทางทั้งหมดเป็นช่องทางที่จำเป็นต้องมี กฎหมาย รองรับ และเป็นเรื่องเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่จะใช้ดุลพินิจอย่างหนึ่งอย่างใดกับ ผู้กระทำผิด ทั้งสิ้น โดย เหยื่อ อาจเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือเหยื่อจะมีส่วนร่วมหรือไม่ รู้สึกอย่างไร กฎหมายและกระบวนการจัดการของพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ได้ถูกกำหนดให้ต้องให้ความสนใจหรือเห็นอกเห็นใจแต่อย่างใด ความสำคัญของวิธีการปฏิบัติต่อคนโดยไม่ใช้คุกจึงยังคงเป็นวิธีการที่เน้นและให้ความสำคัญกับ พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ กับ ผู้กระทำผิด เช่นเดียวกับวิธีการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยใช้คุก เพียงแต่กระทำกันนอกกำแพงคุกเท่านั้น
|