วันพุธ ที่ 20 มิถุนายน 2550
ช่างทำหัวโขนคนสุดท้ายของชุมชนสะพานไม้
Posted by
PATRIX
,
ผู้อ่าน : 388
, 11:11:18 น.
พิมพ์หน้านี้
|
เด็กชายอายุ 13 จากลุ่มน้ำแม่กลอง เดินทางสู่บางกอกกับน้าสาวเพื่อหัดโขน โดยไม่รู้โชคชะตาเลยว่านั่นจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเขาในภายภาคหน้า เมื่อพ้นวัยเล่นโขน เขาหันมาฝึกทำหัวโขนโดยเรียนวิชาจากผู้เป็นน้าเขย ผู้ซึ่งภายหลังคนทั้งประเทศรู้จักในนามศิลปินแห่งชาติและเจ้าของโรงละคร "โจหลุยส์" จากการถูกบังคับในเบื้องต้น ถึงวันนี้เขากลายเป็นช่างทำหัวโขนเพียงครอบครัวเดียวที่เหลืออยู่ในชุมชนที่เคยขึ้นชื่อด้านฝีมือโขนและละครแห่งนี้
ประทีป รอดภัย ช่างทำหัวโขนคนสุดท้ายของชุมชนสะพานไม้ (หัวโขน) 
-1- พ.ศ.2511 พระนครแถบบางซื่อ ยังคงเป็นเรือกสวน บ้านเรือนยังไม่หนาแน่นเหมือนทุกวันนี้ เด็กชายประทีปในตอนนั้นอาศัยอยู่ที่บ้านน้าในชุมชนที่เรียกว่า "ชุมชนสะพานไม้" ประทีปยังคงจำภาพห้องแถวไม้ที่เรียงรายเป็นตับ ขนาบด้วยสวนผลไม้และท้องร่องอุดมสมบูรณ์ ยามค่ำลง
เสียงร้องรำโขนละคร ดนตรีปี่พาทย์จะบรรเลงประสานกันแทบทุกหลังคาเรือน เรียกได้ว่าชุมชนแห่งนี้นับเป็นถิ่นศิลปินไม่ต่างจากลุ่มน้ำแม่กลองที่เขาจากมา ถึงขั้นหลายคนเรียกขานชุมชนแห่งนี้ว่า ชุมชนหัวโขน กว่า 3 ทศวรรษถัดมา นานพอที่เขามีโอกาสได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอันเป็นสัจธรรมของชีวิต จากยุคสมัยที่เคยรุ่งโรจน์กลับพลันร่วงโรย การแสดงที่เคยเป็นศิลปะชั้นสูง ความนิยมค่อยๆ เลือนหาย แทนที่ด้วยความทันสมัยจากฝรั่งตะวันตก แม้แต่ชาวบ้านร้านตลาดเองก็หันไปนิยมภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ มากกว่าจะดูละครร้อง ละครรำ เมื่อไม่มีผู้ชม ศิลปินและนักแสดงก็อยู่ไม่ได้ หลายครอบครัวต้องเลิกราหันไปยึดอาชีพอื่นเพื่อเลี้ยงชีพ เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด บ้านที่เคยคุ้มฝน เรือนที่เคยอาศัยพักผ่อน พร้อมเป็นโรงซ้อมร้องรำ แต่งชฎา ปั้นหัวโขนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ต้องพลอยโดนกระแสความเจริญมาเบียดเบียนให้ต้องกระจัดพรัดพรายกันไปด้วย ชุมชนหัวโขนจึงถึงวันต้องล่มสลายไป เช่นเดียวกับชะตากรรมของชุมชนช่างฝีมืออีกหลายแห่งในเมืองกรุงฯ 
-2- แสงแดดเดือนมกราคมทอดจับเป็นลำเหนือหมู่หลังคาบ้านเรือนในซอยประชาชื่น 18 เมื่อสิ้นสุดทางเดินพื้นคอนกรีตที่ท้ายซอย มีเพียงไม้กระดานทอดผ่านดินเลนเฉอะแฉะอันเนื่องมาจากสายฝนที่เทกระหน่ำในวันก่อนหน้า ก่อนทางเดินนั้นจะนำพาเรามาสิ้นสุดหน้าบ้านไม้หลังเล็กๆ สภาพค่อนข้างเก่าหลังหนึ่ง สิ่งที่โดดเด่นสะดุดตาขัดจากสภาพแวดล้อมตรงหน้า คือหัวโขนหลายหัวที่วางผึ่งแดดเรียงรายอยู่บริเวณที่ว่างหน้าบ้านหลังนั้น มีทั้งหัวโขนที่เพิ่งขึ้นรูปเสร็จใหม่ๆ และที่วาดลวดลายตกแต่งใกล้สำเร็จแล้ว ชายผู้กำลังนั่งขัดสมาธิบนพื้นไม้กระดาน ขะมักเขม้นกับการลงสีลวดลายหัวโขนตรงหน้า คงเป็นใครอื่นไปไม่ได้ นอกจาก ประทีป รอดภัย ช่างทำหัวโขนเพียงคนเดียวที่ยังอาศัยอยู่ในชุมชนสะพานไม้แห่งนี้ "คือเขาโดนไล่ที่ ความเจริญเข้ามา เมื่อก่อนนี้เป็นสลัมหมดทั้งหมู่บ้านเลยตั้งแต่หน้าปากซอยมายันนี่เลย ทีนี้มาเกิดคอนโดฯ คนจนก็เลยต้องอพยพ
" ประทีปเล่าพลางหัวเราะ แต่ไม่มีแววขบขันในน้ำเสียงและแววตา "บางที่เขาก็ไปรวมกลุ่มกัน บางคนก็แยกไปทำคนเดียว ไปอยู่นนท์ก็เยอะ กลับแม่กลองก็มี บ้างก็ไปอ่างทอง แต่ผมไม่ย้าย ผมก็เช่าบ้านเจ้าของที่เขา ผมอยู่มา 38 ปีตรงนี้ แถวนี้แต่ก่อนเป็นสวน สมัยก่อนนี้ถนนประชาชื่นเป็นถนนเล็กๆ เอง" ประทีปย้อนรอยอดีตชุมชนให้ฟังต่อว่า "ผมมาอยู่กับน้าเขาตอนผมอายุประมาณ 13 ตอนนั้นจบป.7 ใหม่ๆ น้าก็ไปรับมาหัดโขนและทำหัวโขนไว้ใช้เองด้วย ตื่นเช้ามาก็ปิดหุ่น หัดทาสี ตีตัวกระจัง หัดฉลุไปจนกระทั่งปั้นหน้าเขียน น้าหลุยส์เขาจะทำไว้สำหรับเพื่อการแสดง ทำเองเล่นเอง และก็ทำไว้สำหรับขายพวกคนที่เขาแสดงอาชีพด้วย บ้านน้าเขาทำอยู่หลังแล้วเขาก็กระจายงานให้บ้านหลังอื่นๆ คือบ้านนี้ตัดกระจก บ้านนี้ติดหุ่น บ้านนี้ทำฉลุ แล้วก็เด็กๆ ในชุมชนนี้มันก็เป็น แล้วก็มาช่วยทำด้วย หัดโขนด้วย ก็เลยเป็นในตัวเลย ผมเป็นศิษย์รุ่นแรกของครูสาคร ยังเขียวสด เป็นทั้งศิษย์ เป็นทั้งหลาน" จากจุดเริ่มต้นทำไว้เพื่อการแสดง สู่การสร้างสรรค์เป็นของฝากของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยว "ลุงถี คนพากย์โขนในโรงละคร แกเอาไปเดินฝากขายตามร้านจิวเวลรี ร้านขายของฝากจากประเทศไทย พวกของโบราณๆ สมัยนั้นยังขายได้หัวสองหัว เพราะคนยังไม่รู้จัก จนกระทั่งมีร้านของทางโรงแรมโอเรียนเต็ลเขารับไว้ ตอนนั้นเขารับไว้ 2 หัวมั้ง เขาก็ขายได้ พอขายได้เขาก็สั่งใหม่ พอร้านข้างๆ เห็นว่าร้านนี้ขายหัวโขน ร้านข้างๆ เขาก็ลองซื้อบ้าง แล้วก็ค่อยๆ ขยาย จนมาขายดีพอที่จะตั้งตัวเป็นอาชีพได้เลยคือเมื่อพ.ศ.2525 เมื่อตอนฉลองกรุงเทพฯ 200 ปี" นับแต่บัดนั้นประทีปก็ยึดการทำหัวโขนเป็นอาชีพมาจนกระทั่งปัจจุบัน ห้างสรรพสินค้าและร้านขายของที่ระลึกในโรงแรมชั้นนำอย่าง สีลมวิลเลจ ริเวอร์ซิตี้ หรือนารายณ์ภัณฑ์ เป็นสถานที่ที่ประทีปทำหัวโขนส่งไปจำหน่าย รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวใหญ่ๆ อย่างเชียงใหม่ เกาะสมุยและภูเก็ต ราคาหัวโขนนั้นก็ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับขนาดและวัสดุที่ใช้ มีตั้งแต่หัวโขนปูนปลาสเตอร์ขนาดจิ๋วอันละ 99 บาท หัวโขนซีกใช้สวมใส่เป็นหน้ากากราคา 400-500 บาท ไปจนถึงหัวโขนที่ใช้สวมจริงปิดทองคำเปลวราคานับหมื่น ฟังดูเหมือนจะเป็นรายได้ที่ดี แต่ประทีปบอกว่าเป็นรายได้ที่ไม่แน่นอน "อาชีพนี้มันขึ้นอยู่กับนักท่องเที่ยว ถ้าเกิดมีสงคราม พวกก่อการร้ายมันจะลำบาก นักท่องเที่ยวเขาจะไม่มา อาชีพนี้ลำบากอยู่คือ หนึ่ง หน้าฝน ฤดูฝนทัวร์จะไม่มี สอง คือโรคติดต่อ อย่างเช่น ไข้หวัดนก โรคซาร์ส ก็จะลำบาก แล้วก็มีผู้ก่อการร้ายนี่ คือคู่แข่งของประเทศไทยก็จะมีพวกมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ที่เขาก็ทำอาชีพคล้ายๆ กับเรา คือขายของชาวต่างชาติเหมือนกัน แล้วฝรั่งที่ท่องเที่ยวก็เหมือนๆ กัน มันก็ขึ้นอยู่กับนักท่องเที่ยวด้วย" ความจำเป็นหนึ่งที่บีบคั้นให้คนโขนละครต้องหันมายึดการทำหัวโขนเป็นอาชีพเพื่อขายนักท่องเที่ยวคือ ความเชื่อเก่าๆ ในสังคมไทย "คือคนไทยด้วยกันไม่ค่อยกล้าสนับสนุน เขากลัวเรื่องจิตวิญญาณมากกว่า คือเขาจะไม่ค่อยกล้าจับ กล้าต้อง ไม่กล้าเอาไว้ในบ้าน คือในสมัยโบราณ รัชกาลที่ 1 ที่ 2 อาจจะเฉพาะอยู่ในวัง สมัยนั้นยังไม่ออกนอกวังเลย ก็เลยคิดว่าเป็นงานชั้นสูง ก็เลยไม่แตะต้อง แล้วก็มีคำพูดของช่างสมัยโบราณว่าห้ามจับ คือใจผมเองคิดว่าเขากลัวเลอะ อย่างหนุมานที่เขียนนี่ ถ้าเราลองเอามาตั้งแล้วเด็กวิ่งมาจับสิ มันก็จะเลอะปั๊บเลย เขาก็เลยต้องบอกว่าห้ามจับนะไอ้หนู เดี๋ยวจะจุก ความจริงที่จุกคือถูกเจ้าของคนทำเขาทำร้าย" เขาพูดขำๆ กระนั้นก็ใช่ว่าประทีปจะไม่เชื่อเรื่องการให้ความเคารพหัวโขน "แต่ว่าหัวโขนมันต้องแยกประเภท อย่างรามเกียรติ์ของเรานี่มีหัวอยู่กลุ่มเทพก็มี อย่างพระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม อะไรพวกนี้ เราจะอยู่ไว้ชั้นครู หิ้งครู อีกกลุ่มก็เป็นตัวละครของรามเกียรติ์ เป็นกลุ่มยักษ์ แต่ใช่ว่าจะเป็นมารหรือไม่ดีนะ เพียงเป็นตัวละครที่เขาจินตนาการขึ้นมาเกี่ยวโยงกับพระศาสนาได้ยังไง มันเป็นสิ่งที่ว่าลึกซึ้งมาก ไม่ใช่เรื่องอาถรรพณ์อะไรหรอกครับ เพียงแต่ของที่เราบูชาเป็นกลุ่มเทพก็ต้องสูงหน่อย ของที่เรายกไว้สำหรับการแสดงก็ต้องต่ำหน่อย ไม่รู้นะใจผมอาจจะเป็นรุ่นใหม่สักหน่อย
"

-3- วันนี้ของช่างทำหัวโขนเช่นประทีป นอกจากสร้างสรรค์ผลงานแล้ว เขายังรับเชิญไปเป็นวิทยากรสอนนักเรียนนักศึกษาตามสถาบันต่างๆ ซึ่งประทีปยอมรับว่าเป็นความภาคภูมิใจที่เด็กๆ เรียกเขาว่าครูอาจารย์ ส่วนคนรุ่นใหม่ก็มีที่สนใจมาเรียนวิชาจากเขาอยู่เหมือนกัน แต่ทว่าฝึกหัดได้เพียง 2-3 วันก็หายหน้าไป อาจเป็นเพราะทนขั้นตอนในการทำที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความละเอียดประณีตไม่ไหว ถึงวันนี้จึงมีเพียงลูกมือที่ผลิตหัวโขนจิ๋วจากการหล่อตามแม่พิมพ์ แต่ไร้ซึ่งศิษย์สืบทอดงานฝีมือช่างทำหัวโขนโบราณอย่างแท้จริง "ลูกสาวผมเขาเห็นเราลำบาก กว่าเราจะได้ลูกค้า โห
มันทรมานมาก กว่าเราจะติดต่อร้านจิวเวลรีได้มันช้ามาก เมื่อก่อนนี้ผมไม่ได้ทำอาชีพนี้อย่างเดียว ต้องไปทำโรงงานทอผ้าบ้าง โรงเคลือบบ้าง เพราะมันยังอยู่ไม่รอด ทำงานโรงงานวันละ 8 ชั่วโมง พอกลับมาบ้านก็มารับจ้างทำหัวโขน ตอนนี้ผมอายุมากแล้ว สายตาเริ่มจะสั้นลง เริ่มทำงานช้าลง ปัญหาตอนนี้ก็คือเริ่มอายุมากก็เริ่มจะทำงานช้าลง รายได้ก็จะถอยหลัง สมัยที่เราหนุ่มๆ ก็ทำได้ทั้งวันทั้งคืน แต่พออายุมากเข้าก็ช้าลงไปตามอายุ" "เมื่อก่อนก็เคยคิดน้อยใจแม่เราทำไมส่งมาหัดโขนว้า
ทำอาชีพอย่างอื่นยิ่งแก่เงินเดือนยิ่งสูง ทำอาชีพนี้ยิ่งแก่ยิ่งทำได้น้อยลง แต่เดี๋ยวนี้เราได้สัมผัสกับนักเรียนนักศึกษามาเรียกเราครูบ้างอาจารย์บ้าง มันก็เป็นความภาคภูมิใจ มันก็เป็นเกียรติประวัติ แต่สมัยก่อนก็น้อยใจว่าจะไปรอดไหม ซื้อของเงินผ่อนยังไม่กล้าเลย เพราะเรากลัวหน้าฝนฝรั่งไม่มี จะถูกยึด เพื่อนโดนยึดไปหลายคนแล้ว" ประทีปหัวเราะขื่นๆ ต่อโชคชะตาช่างฝีมือไทย "สมัยก่อนไม่มีวงการราชการเข้ามาดูแลเลย เพิ่งมีตอนที่ฟองสบู่แตกหรืออะเมซิ่งนั่นล่ะครับ เมื่อ 7-8 ปีก่อนถึงเริ่มมี เริ่มจากเขตเข้ามาก่อน เริ่มเข้ามาดูแลว่าไปรอดได้ยังไง แล้วทำไมถึงเลี้ยงชีพได้ เขาก็สงสัย ที่กลุ่มพวกผมอยู่รอดได้ถึงทุกวันนี้ ก็เพราะมีกลุ่มชาวต่างชาติช่วยสนับสนุนซื้อไปเป็นของฝากจากประเทศไทย ฝรั่งยอมรับว่าหัวโขนจากประเทศไทยจะสวยคลาสสิกกว่าเพื่อนบ้าน อย่างเขมร พม่า ก็อยากให้คนไทยกล้าซื้อ กล้าวางประดับบ้านไว้ คนต่างชาติเขามองอีกมุมหนึ่ง แต่คนไทยด้วยกันกลับมองอีกมุมหนึ่ง ซึ่งเขาอยู่ห่างไกลจากเราทำไมเขามองของเราดี เราซึ่งอยู่ใกล้กันกลับกลัวกันซะฉิบ
" **************** ชุมชนสะพานไม้ (หัวโขน) เป็นชุมชนซึ่งเดิมมีหลายสิบครอบครัว ยึดอาชีพการทำหัวโขน รับจ้างทำหัวโขนทุกประเภท ชุมชนนี้มีที่มาจากบรรพบุรุษของครูสาคร ยังเขียวสด (โจหลุยส์) ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ละครเล็ก) เมื่อปี 2539 เดิมมีอาชีพเล่นโขนและหุ่นกระบอก เมื่อหัวโขนและหุ่นกระบอกชำรุดได้ทำการซ่อมแซมเองจนเกิดความชำนาญในการทำหัวโขน และมีการถ่ายทอดความรู้กันในครอบครัวมาตลอด ต่อมาการจ้างแสดงโขนมีน้อยลง จึงได้หันมาประดิษฐ์หัวโขนเพื่อจำหน่ายแทน นับเป็นเวลากว่า 30 ปี เนื่องจากมีกรรมวิธีในการประดิษฐ์ประณีตทุกขั้นตอน ต้องอาศัยความชำนาญและความอดทน ปัจจุบันเหลือเพียงครอบครัวประทีป รอดภัย เพียงครอบครัวเดียว นอกจากจะประดิษฐ์หัวโขนทั่วไปแล้ว ยังประดิษฐ์หัวโขนซีกสำหรับแขวนประดับตกแต่งบ้านและเป็นของที่ระลึกอีกด้วย
|