• PATRIX
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : aphichaj@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-14
  • จำนวนเรื่อง : 13
  • จำนวนผู้ชม : 4365
  • จำนวนผู้โหวต : 69
  • ส่ง msg :
PATRIX
คิดเชิงกฎหมาย
Permalink : http://www.oknation.net/blog/PATRIX
วันพุธ ที่ 20 มิถุนายน 2550
ช่างทำหัวโขนคนสุดท้ายของชุมชนสะพานไม้
Posted by PATRIX , ผู้อ่าน : 451 , 11:11:18 น.  
พิมพ์หน้านี้


หัวโขนกุมภกรรณที่เพิ่งทำเสร็จ (ซ้าย) และหัวโขนหนุมานเก่าแก่อายุกว่า 20 ปีที่มีผู้นำมาให้ช่างประทีปซ่อม

เด็กชายอายุ 13 จากลุ่มน้ำแม่กลอง เดินทางสู่บางกอกกับน้าสาวเพื่อหัดโขน โดยไม่รู้โชคชะตาเลยว่านั่นจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเขาในภายภาคหน้า
       
       เมื่อพ้นวัยเล่นโขน เขาหันมาฝึกทำหัวโขนโดยเรียนวิชาจากผู้เป็นน้าเขย ผู้ซึ่งภายหลังคนทั้งประเทศรู้จักในนามศิลปินแห่งชาติและเจ้าของโรงละคร "โจหลุยส์" จากการถูกบังคับในเบื้องต้น ถึงวันนี้เขากลายเป็นช่างทำหัวโขนเพียงครอบครัวเดียวที่เหลืออยู่ในชุมชนที่เคยขึ้นชื่อด้านฝีมือโขนและละครแห่งนี้…
       
       ประทีป รอดภัย ช่างทำหัวโขนคนสุดท้ายของชุมชนสะพานไม้ (หัวโขน)
       

       -1-
       

       พ.ศ.2511 พระนครแถบบางซื่อ ยังคงเป็นเรือกสวน บ้านเรือนยังไม่หนาแน่นเหมือนทุกวันนี้ เด็กชายประทีปในตอนนั้นอาศัยอยู่ที่บ้านน้าในชุมชนที่เรียกว่า "ชุมชนสะพานไม้"
       
       ประทีปยังคงจำภาพห้องแถวไม้ที่เรียงรายเป็นตับ ขนาบด้วยสวนผลไม้และท้องร่องอุดมสมบูรณ์ ยามค่ำลง… เสียงร้องรำโขนละคร ดนตรีปี่พาทย์จะบรรเลงประสานกันแทบทุกหลังคาเรือน เรียกได้ว่าชุมชนแห่งนี้นับเป็นถิ่นศิลปินไม่ต่างจากลุ่มน้ำแม่กลองที่เขาจากมา ถึงขั้นหลายคนเรียกขานชุมชนแห่งนี้ว่า ชุมชนหัวโขน
       
       กว่า 3 ทศวรรษถัดมา นานพอที่เขามีโอกาสได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอันเป็นสัจธรรมของชีวิต จากยุคสมัยที่เคยรุ่งโรจน์กลับพลันร่วงโรย การแสดงที่เคยเป็นศิลปะชั้นสูง ความนิยมค่อยๆ เลือนหาย แทนที่ด้วยความทันสมัยจากฝรั่งตะวันตก แม้แต่ชาวบ้านร้านตลาดเองก็หันไปนิยมภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ มากกว่าจะดูละครร้อง ละครรำ
       
       เมื่อไม่มีผู้ชม ศิลปินและนักแสดงก็อยู่ไม่ได้ หลายครอบครัวต้องเลิกราหันไปยึดอาชีพอื่นเพื่อเลี้ยงชีพ เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด บ้านที่เคยคุ้มฝน เรือนที่เคยอาศัยพักผ่อน พร้อมเป็นโรงซ้อมร้องรำ แต่งชฎา ปั้นหัวโขนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ต้องพลอยโดนกระแสความเจริญมาเบียดเบียนให้ต้องกระจัดพรัดพรายกันไปด้วย
       
       ชุมชนหัวโขนจึงถึงวันต้องล่มสลายไป เช่นเดียวกับชะตากรรมของชุมชนช่างฝีมืออีกหลายแห่งในเมืองกรุงฯ
       
      


        -2-
       แสงแดดเดือนมกราคมทอดจับเป็นลำเหนือหมู่หลังคาบ้านเรือนในซอยประชาชื่น 18 เมื่อสิ้นสุดทางเดินพื้นคอนกรีตที่ท้ายซอย มีเพียงไม้กระดานทอดผ่านดินเลนเฉอะแฉะอันเนื่องมาจากสายฝนที่เทกระหน่ำในวันก่อนหน้า ก่อนทางเดินนั้นจะนำพาเรามาสิ้นสุดหน้าบ้านไม้หลังเล็กๆ สภาพค่อนข้างเก่าหลังหนึ่ง
       
       สิ่งที่โดดเด่นสะดุดตาขัดจากสภาพแวดล้อมตรงหน้า คือหัวโขนหลายหัวที่วางผึ่งแดดเรียงรายอยู่บริเวณที่ว่างหน้าบ้านหลังนั้น มีทั้งหัวโขนที่เพิ่งขึ้นรูปเสร็จใหม่ๆ และที่วาดลวดลายตกแต่งใกล้สำเร็จแล้ว
       
       ชายผู้กำลังนั่งขัดสมาธิบนพื้นไม้กระดาน ขะมักเขม้นกับการลงสีลวดลายหัวโขนตรงหน้า คงเป็นใครอื่นไปไม่ได้ นอกจาก ประทีป รอดภัย ช่างทำหัวโขนเพียงคนเดียวที่ยังอาศัยอยู่ในชุมชนสะพานไม้แห่งนี้
       
       "คือเขาโดนไล่ที่ ความเจริญเข้ามา เมื่อก่อนนี้เป็นสลัมหมดทั้งหมู่บ้านเลยตั้งแต่หน้าปากซอยมายันนี่เลย ทีนี้มาเกิดคอนโดฯ คนจนก็เลยต้องอพยพ…" ประทีปเล่าพลางหัวเราะ แต่ไม่มีแววขบขันในน้ำเสียงและแววตา "บางที่เขาก็ไปรวมกลุ่มกัน บางคนก็แยกไปทำคนเดียว ไปอยู่นนท์ก็เยอะ กลับแม่กลองก็มี บ้างก็ไปอ่างทอง แต่ผมไม่ย้าย ผมก็เช่าบ้านเจ้าของที่เขา ผมอยู่มา 38 ปีตรงนี้ แถวนี้แต่ก่อนเป็นสวน สมัยก่อนนี้ถนนประชาชื่นเป็นถนนเล็กๆ เอง" ประทีปย้อนรอยอดีตชุมชนให้ฟังต่อว่า
       
       "ผมมาอยู่กับน้าเขาตอนผมอายุประมาณ 13 ตอนนั้นจบป.7 ใหม่ๆ น้าก็ไปรับมาหัดโขนและทำหัวโขนไว้ใช้เองด้วย ตื่นเช้ามาก็ปิดหุ่น หัดทาสี ตีตัวกระจัง หัดฉลุไปจนกระทั่งปั้นหน้าเขียน น้าหลุยส์เขาจะทำไว้สำหรับเพื่อการแสดง ทำเองเล่นเอง และก็ทำไว้สำหรับขายพวกคนที่เขาแสดงอาชีพด้วย บ้านน้าเขาทำอยู่หลังแล้วเขาก็กระจายงานให้บ้านหลังอื่นๆ คือบ้านนี้ตัดกระจก บ้านนี้ติดหุ่น บ้านนี้ทำฉลุ แล้วก็เด็กๆ ในชุมชนนี้มันก็เป็น แล้วก็มาช่วยทำด้วย หัดโขนด้วย ก็เลยเป็นในตัวเลย ผมเป็นศิษย์รุ่นแรกของครูสาคร ยังเขียวสด เป็นทั้งศิษย์ เป็นทั้งหลาน"
       
       จากจุดเริ่มต้นทำไว้เพื่อการแสดง สู่การสร้างสรรค์เป็นของฝากของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยว
       
       "ลุงถี คนพากย์โขนในโรงละคร แกเอาไปเดินฝากขายตามร้านจิวเวลรี ร้านขายของฝากจากประเทศไทย พวกของโบราณๆ สมัยนั้นยังขายได้หัวสองหัว เพราะคนยังไม่รู้จัก จนกระทั่งมีร้านของทางโรงแรมโอเรียนเต็ลเขารับไว้ ตอนนั้นเขารับไว้ 2 หัวมั้ง เขาก็ขายได้ พอขายได้เขาก็สั่งใหม่ พอร้านข้างๆ เห็นว่าร้านนี้ขายหัวโขน ร้านข้างๆ เขาก็ลองซื้อบ้าง แล้วก็ค่อยๆ ขยาย จนมาขายดีพอที่จะตั้งตัวเป็นอาชีพได้เลยคือเมื่อพ.ศ.2525 เมื่อตอนฉลองกรุงเทพฯ 200 ปี"
       
       นับแต่บัดนั้นประทีปก็ยึดการทำหัวโขนเป็นอาชีพมาจนกระทั่งปัจจุบัน
       
       ห้างสรรพสินค้าและร้านขายของที่ระลึกในโรงแรมชั้นนำอย่าง สีลมวิลเลจ ริเวอร์ซิตี้ หรือนารายณ์ภัณฑ์ เป็นสถานที่ที่ประทีปทำหัวโขนส่งไปจำหน่าย รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวใหญ่ๆ อย่างเชียงใหม่ เกาะสมุยและภูเก็ต ราคาหัวโขนนั้นก็ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับขนาดและวัสดุที่ใช้ มีตั้งแต่หัวโขนปูนปลาสเตอร์ขนาดจิ๋วอันละ 99 บาท หัวโขนซีกใช้สวมใส่เป็นหน้ากากราคา 400-500 บาท ไปจนถึงหัวโขนที่ใช้สวมจริงปิดทองคำเปลวราคานับหมื่น
       
       ฟังดูเหมือนจะเป็นรายได้ที่ดี แต่ประทีปบอกว่าเป็นรายได้ที่ไม่แน่นอน
       
       "อาชีพนี้มันขึ้นอยู่กับนักท่องเที่ยว ถ้าเกิดมีสงคราม พวกก่อการร้ายมันจะลำบาก นักท่องเที่ยวเขาจะไม่มา อาชีพนี้ลำบากอยู่คือ หนึ่ง หน้าฝน ฤดูฝนทัวร์จะไม่มี สอง คือโรคติดต่อ อย่างเช่น ไข้หวัดนก โรคซาร์ส ก็จะลำบาก แล้วก็มีผู้ก่อการร้ายนี่ คือคู่แข่งของประเทศไทยก็จะมีพวกมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ที่เขาก็ทำอาชีพคล้ายๆ กับเรา คือขายของชาวต่างชาติเหมือนกัน แล้วฝรั่งที่ท่องเที่ยวก็เหมือนๆ กัน มันก็ขึ้นอยู่กับนักท่องเที่ยวด้วย"
       
       ความจำเป็นหนึ่งที่บีบคั้นให้คนโขนละครต้องหันมายึดการทำหัวโขนเป็นอาชีพเพื่อขายนักท่องเที่ยวคือ ความเชื่อเก่าๆ ในสังคมไทย
       
       "คือคนไทยด้วยกันไม่ค่อยกล้าสนับสนุน เขากลัวเรื่องจิตวิญญาณมากกว่า คือเขาจะไม่ค่อยกล้าจับ กล้าต้อง ไม่กล้าเอาไว้ในบ้าน คือในสมัยโบราณ รัชกาลที่ 1 ที่ 2 อาจจะเฉพาะอยู่ในวัง สมัยนั้นยังไม่ออกนอกวังเลย ก็เลยคิดว่าเป็นงานชั้นสูง ก็เลยไม่แตะต้อง แล้วก็มีคำพูดของช่างสมัยโบราณว่าห้ามจับ คือใจผมเองคิดว่าเขากลัวเลอะ อย่างหนุมานที่เขียนนี่ ถ้าเราลองเอามาตั้งแล้วเด็กวิ่งมาจับสิ มันก็จะเลอะปั๊บเลย เขาก็เลยต้องบอกว่าห้ามจับนะไอ้หนู เดี๋ยวจะจุก ความจริงที่จุกคือถูกเจ้าของคนทำเขาทำร้าย" เขาพูดขำๆ กระนั้นก็ใช่ว่าประทีปจะไม่เชื่อเรื่องการให้ความเคารพหัวโขน
       
       "แต่ว่าหัวโขนมันต้องแยกประเภท อย่างรามเกียรติ์ของเรานี่มีหัวอยู่กลุ่มเทพก็มี อย่างพระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม อะไรพวกนี้ เราจะอยู่ไว้ชั้นครู หิ้งครู อีกกลุ่มก็เป็นตัวละครของรามเกียรติ์ เป็นกลุ่มยักษ์ แต่ใช่ว่าจะเป็นมารหรือไม่ดีนะ เพียงเป็นตัวละครที่เขาจินตนาการขึ้นมาเกี่ยวโยงกับพระศาสนาได้ยังไง มันเป็นสิ่งที่ว่าลึกซึ้งมาก ไม่ใช่เรื่องอาถรรพณ์อะไรหรอกครับ เพียงแต่ของที่เราบูชาเป็นกลุ่มเทพก็ต้องสูงหน่อย ของที่เรายกไว้สำหรับการแสดงก็ต้องต่ำหน่อย ไม่รู้นะใจผมอาจจะเป็นรุ่นใหม่สักหน่อย…"
       


       -3-
       

       วันนี้ของช่างทำหัวโขนเช่นประทีป นอกจากสร้างสรรค์ผลงานแล้ว เขายังรับเชิญไปเป็นวิทยากรสอนนักเรียนนักศึกษาตามสถาบันต่างๆ ซึ่งประทีปยอมรับว่าเป็นความภาคภูมิใจที่เด็กๆ เรียกเขาว่าครูอาจารย์
       
       ส่วนคนรุ่นใหม่ก็มีที่สนใจมาเรียนวิชาจากเขาอยู่เหมือนกัน แต่ทว่าฝึกหัดได้เพียง 2-3 วันก็หายหน้าไป อาจเป็นเพราะทนขั้นตอนในการทำที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความละเอียดประณีตไม่ไหว ถึงวันนี้จึงมีเพียงลูกมือที่ผลิตหัวโขนจิ๋วจากการหล่อตามแม่พิมพ์ แต่ไร้ซึ่งศิษย์สืบทอดงานฝีมือช่างทำหัวโขนโบราณอย่างแท้จริง
       
       "ลูกสาวผมเขาเห็นเราลำบาก กว่าเราจะได้ลูกค้า โห…มันทรมานมาก กว่าเราจะติดต่อร้านจิวเวลรีได้มันช้ามาก เมื่อก่อนนี้ผมไม่ได้ทำอาชีพนี้อย่างเดียว ต้องไปทำโรงงานทอผ้าบ้าง โรงเคลือบบ้าง เพราะมันยังอยู่ไม่รอด ทำงานโรงงานวันละ 8 ชั่วโมง พอกลับมาบ้านก็มารับจ้างทำหัวโขน ตอนนี้ผมอายุมากแล้ว สายตาเริ่มจะสั้นลง เริ่มทำงานช้าลง ปัญหาตอนนี้ก็คือเริ่มอายุมากก็เริ่มจะทำงานช้าลง รายได้ก็จะถอยหลัง สมัยที่เราหนุ่มๆ ก็ทำได้ทั้งวันทั้งคืน แต่พออายุมากเข้าก็ช้าลงไปตามอายุ"
       
       "เมื่อก่อนก็เคยคิดน้อยใจแม่เราทำไมส่งมาหัดโขนว้า…ทำอาชีพอย่างอื่นยิ่งแก่เงินเดือนยิ่งสูง ทำอาชีพนี้ยิ่งแก่ยิ่งทำได้น้อยลง แต่เดี๋ยวนี้เราได้สัมผัสกับนักเรียนนักศึกษามาเรียกเราครูบ้างอาจารย์บ้าง มันก็เป็นความภาคภูมิใจ มันก็เป็นเกียรติประวัติ แต่สมัยก่อนก็น้อยใจว่าจะไปรอดไหม ซื้อของเงินผ่อนยังไม่กล้าเลย เพราะเรากลัวหน้าฝนฝรั่งไม่มี จะถูกยึด เพื่อนโดนยึดไปหลายคนแล้ว" ประทีปหัวเราะขื่นๆ ต่อโชคชะตาช่างฝีมือไทย
       
       "สมัยก่อนไม่มีวงการราชการเข้ามาดูแลเลย เพิ่งมีตอนที่ฟองสบู่แตกหรืออะเมซิ่งนั่นล่ะครับ เมื่อ 7-8 ปีก่อนถึงเริ่มมี เริ่มจากเขตเข้ามาก่อน เริ่มเข้ามาดูแลว่าไปรอดได้ยังไง แล้วทำไมถึงเลี้ยงชีพได้ เขาก็สงสัย ที่กลุ่มพวกผมอยู่รอดได้ถึงทุกวันนี้ ก็เพราะมีกลุ่มชาวต่างชาติช่วยสนับสนุนซื้อไปเป็นของฝากจากประเทศไทย ฝรั่งยอมรับว่าหัวโขนจากประเทศไทยจะสวยคลาสสิกกว่าเพื่อนบ้าน อย่างเขมร พม่า
       
       ก็อยากให้คนไทยกล้าซื้อ กล้าวางประดับบ้านไว้ คนต่างชาติเขามองอีกมุมหนึ่ง แต่คนไทยด้วยกันกลับมองอีกมุมหนึ่ง ซึ่งเขาอยู่ห่างไกลจากเราทำไมเขามองของเราดี เราซึ่งอยู่ใกล้กันกลับกลัวกันซะฉิบ…"
       
       ****************
       
ชุมชนสะพานไม้ (หัวโขน)
       
       เป็นชุมชนซึ่งเดิมมีหลายสิบครอบครัว ยึดอาชีพการทำหัวโขน รับจ้างทำหัวโขนทุกประเภท ชุมชนนี้มีที่มาจากบรรพบุรุษของครูสาคร ยังเขียวสด (โจหลุยส์) ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ละครเล็ก) เมื่อปี 2539 เดิมมีอาชีพเล่นโขนและหุ่นกระบอก เมื่อหัวโขนและหุ่นกระบอกชำรุดได้ทำการซ่อมแซมเองจนเกิดความชำนาญในการทำหัวโขน และมีการถ่ายทอดความรู้กันในครอบครัวมาตลอด ต่อมาการจ้างแสดงโขนมีน้อยลง จึงได้หันมาประดิษฐ์หัวโขนเพื่อจำหน่ายแทน นับเป็นเวลากว่า 30 ปี เนื่องจากมีกรรมวิธีในการประดิษฐ์ประณีตทุกขั้นตอน ต้องอาศัยความชำนาญและความอดทน ปัจจุบันเหลือเพียงครอบครัวประทีป รอดภัย เพียงครอบครัวเดียว นอกจากจะประดิษฐ์หัวโขนทั่วไปแล้ว ยังประดิษฐ์หัวโขนซีกสำหรับแขวนประดับตกแต่งบ้านและเป็นของที่ระลึกอีกด้วย


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7
วิตามินบี วันที่ : 06/04/2008 เวลา : 10.50 น.
http://www.oknation.net/blog/babymind
VitaMin B @ OK Nature  Save Nature Save Life  


ทำไมฝรั่งถึงให้ความสนใจหัวโขน
ในขณะที่เจ้าของแท้ๆอย่างคนไทย
กลับเมินเฉย
ความคิดเห็นที่ 6
chalee วันที่ : 26/03/2008 เวลา : 22.43 น.
http://www.oknation.net/blog/chalee
  This land taught me the value of life.   

ต้องเป็นคนใจเย็นและอารมณ์ดีมาก ๆ นะคะนี่ ถึงจะทำออกมาได้งดงามอย่างที่เห็น


"ชาลี"
ความคิดเห็นที่ 5
Freedomheart วันที่ : 27/07/2007 เวลา : 00.53 น.
http://www.oknation.net/blog/Freedomheart



ความคิดเห็นที่ 4
BlackandWhite วันที่ : 04/07/2007 เวลา : 21.57 น.
http://www.oknation.net/blog/blackandwhite



น่าเก็บ สะสมดีจัง ครับ
ความคิดเห็นที่ 3
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 04/07/2007 เวลา : 13.43 น.
http://www.oknation.net/blog/ruarob

เพื่อนผมคนหนึ่งเขากำลังไปเรียนทำหัวโขนที่วัดโพธิ์ทุกวันเสาร์ ตั้งแต่เช้ายันเย็น เขาว่าได้ประโยชน์มากครับ
ความคิดเห็นที่ 2
Freedomheart วันที่ : 20/06/2007 เวลา : 18.52 น.
http://www.oknation.net/blog/Freedomheart

...อืม..ทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงไป.....
ความคิดเห็นที่ 1
compile วันที่ : 20/06/2007 เวลา : 12.00 น.
http://www.oknation.net/blog/compile
.: Nobody_Perfect :.

แบบมินิที่บ้านก็มีอยู่หลายอัน เรียงไว้ในตู้โชว์ สวยงามอย่าบอกใครเชียว
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2007 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30