พิมพ์หน้านี้
|
....ผี...เรื่องที่มีคนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งมากที่สุด...คนที่ดูดีมีการศึกษาก็ ต้องบอกไว้ก่อนว่าไม่เชื่อ...เพราะเชื่อแล้วจะดูด้อยดูเสมือนว่า...โง่... งมงาย....พระเองก็พูดบิดไปบิดมาว่าผีก็คือความชั่วที่อยู่ในตัวเรา เช่น ผีสุรา ผีการพนัน...ไปโน้น...แต่ชาวบ้านชาวช่องระดับรากหญ้ารากแก้ว ก็พร้อมกันเชื่อ ว่ามันมีจริงๆ แถมยังตั้งชื่อให้อีกมากมายว่า ผีกระหัง ผีกระสือ ผีปอบ ชนกลางๆที่ไม่ใช่ชาวบ้านไม่ใช่ไฮโซ ก็เลยต้องเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง อยู่นี่แหละครับ....แล้วจริงๆมันเป็นอย่างไร....ผมเองก็ ไม่เคยเชื่อเรื่องผี...นับเป็นชนชั้นภูมิปัญญามาก่อนอยู่เหมือนกัน
ตราบจนวันหนึ่งที่ตัวเองอยากจะบวช...ซึ่งก็ตามประเพณีนั่นแหละ ชายไทยใจเข้มแข็ง รับใช้ชาติด้วยการเป็นทหารแล้ว ก็รับใช้ ศาสนาและแทนคุณบิดามารดาด้วยการบวช ผมบวชหนึ่งพรรษา หรือสามเดือนตามวาระ ที่ทางราชการเขาให้ได้เท่านั้น...หะแรกผมก็ คิดว่าคงจะบวชที่วัดเกาะแก้ว ที่ อ.เมือง จ.ชุมพร ซึ่งถือได้ว่า เป็นวัดประจำตระกูลของครอบครัวผม เพราะคุณปู่ผมท่าน อุทิศที่ดินที่ตรงนั้นสร้างวัดขึ้นมา และก็เป็นโยมอุปถัมภก จนกระทั่งสิ้น.....แต่แม่บอกว่าถ้าจะบวช ให้ไปบวชที่วัดถ้ำขวัญเมือง ที่ อ.สวี จ.ชุมพร ดีกว่า คือพ่อ-แม่ผมท่านทำงานอยู่ที่สวีเวลานั้น.... ด้วยความเป็นลูกที่ดีก็ไม่เถียงด้วยประการใดๆทั้งสิ้น.... สิ่งสำคัญที่แม่อยากให้ผมบวชที่นี่ก็เพราะที่นี่เป็นวัดธรรมยุตินิกาย ฉันมื้อเดียว ฉันในบาตร พระทุกรูปจะต้องนั่งกรรมฐานเป็น ต้องเรียนรู้เรื่องพระศาสนาอย่างคร่ำเคร่ง ต้องไม่คุยเรื่องไร้สาระ ละคร หนัง โทรทัศน์ดูไม่ได้ทั้งสิ้น เพราะแค่ศีล 8 ก็ผิดแล้ว เรียกว่าถ้าจะดูโทรทัศน์ข่าวจบก็ต้องปิดทีวีทันที... แต่วัดนี้ก็ไม่มีทีวีให้ดูหรอกครับ....มาว่าเรื่องผีต่อดีกว่าเดี๋ยว ผมจะไปไกลเรื่องบรรยายสรรพคุณวัด...ครั้งแรกที่ผมเรียน กรรมฐานหลังจากอาจารย์ (หลวงพ่อสรวง ปริสุทโธ) ท่าน สอนทฤษฎีให้แล้ว ท่านก็มอบหมายให้หลวงพี่สมใจ ซึ่ง ก็ถือว่าเป็นศิษย์เอกของท่านในสมัยนั้น ปัจจุบันนี้ท่านเป็น เจ้าอาวาสแทนอาจารย์ไปแล้ว หลังจากที่อาจารย์มรณภาพไป ขณะสอนฌานไปตามลำดับขั้น หลวงพี่สมใจก็พูดออกมา คำหนึ่งว่า"ระวังจะเห็นผีนะ"...ผมตกใจออกจากฌาน มาถามหลวงพี่ว่า "ผีมีจริงๆหรือครับ" หลวงพี่คงจะเพิ่งนึกออกว่า ไอ้หนุ่มนี่มันมาจากกรุงเทพฯ คงไม่เชื่อเรื่องอย่างนี้ ก็เลยบอกว่า เออ..ก็นั่งไปก่อนก็แล้วกัน...แต่ผมก็ไม่เห็นอะไร.... การนั่งฌานทำกรรมฐานของวัดนี้ จะสอนให้นั่งเพียงฌาน 4 ทั้งๆที่จริงๆ มีถึงฌาน 8 คือมีรูปฌาน 4 + อรูปฌาน 4 ก็เป็นฌาน 8 ที่อาจารย์บอกว่าให้ทำเพียงฌาน 4 เพราะว่า อรูปฌาน 4 นั้น ใครทำแล้วมักติดใจติดกิเลส หลงเอาไปใช้ผิดๆ เช่น ให้หวย ดูดวง ปลุกเสก เลี้ยงผี เพราะเพียงรูปฌาน 4 ก็มีกำลังกล้าแข็งพอที่จะไปทำวิปัสสนาในชั้นต่อไปได้แล้ว อนึ่งการทำกรรมฐานเป็นเพียงการทำสมาธิให้จิตรวมกันเป็นหนึ่ง เท่านั้น ยังไม่ใช่ขั้นการลดละกิเลส ฉะนั้น กิเลสยังพร้อมที่จะ ลุกขึ้นมาก่อกวนอยู่เสมอ ไม่ให้เราได้ทำธรรมในขั้นสูงขึ้นไปได้
ผมก็นั่งทำฌานไป เริ่มตั้งแต่ฌาน 1 มีวิตก-วิจารณ์ ใจก็ยัง วอกแวกอยู่บ้าง ก็ภาวนาไปเรื่อย เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ แล้วก็ปฏิโลมกลับมาเป็น ตะโจ ทันตา นะขาโลมา เกศา พอสมาธิเริ่มนิ่งดีแล้วก็สั่งจิตไปที่ฌาณ 2 ปิติ ฌาน 2 นี้ เป็นกำลังเพราะฉะนั้นผู้ฝึกใหม่ๆต้องทำให้มีกำลังเพื่อไว้ เสริมฌานขั้นสูงๆต่อไป วิธีทำผู้ฝึกใหม่ๆอาจจะ ไม่เด่นชัดปรากฏช้า ก็ต้องล่อให้ปิติเข้ามาด้วยการสั่น จะสั่นกายหรือสั่นคอ หรือสั่นเพียงมือก็ได้ สักครู่จะรู้สึกถึงปิติ ที่เข้ามา ให้สั่งว่าหยุดแล้วกำกับจิตให้ขึ้นฌาน 3 ทันที ฌาน 3 เป็นฌานแห่งสุขผู้นั่งจะรู้สึกสุขสบายไม่อยากออก อาจารย์สอนไว้ว่าอย่ายึดติด มันเป็นกิเลส ให้ละความรู้สึก หรืออารมณ์แห่งสุขออกเสีย แล้วสั่งจิตให้เข้าสู่ ฌาน 4 อุเบกขา ฌานนี้จะตรงกันข้ามกับฌาน 2 ตรงที่ฌาน 2 จะเกิดปิติ เกิดกิริยามากมาย บางคนสั่น บางคนอาจจะรู้สึกหนาว รู้สึกร้อน รู้สึกร่างกายใหญ่โตขึ้น รู้สึกร่างกายย่อเล็กลง รู้สึกเหมือนมดกัด สารพัดจะรู้สึก นั่นเป็นปิติ แต่ฌาน 4 จะแข็งจะรู้สึกเหมือนชาเริ่มตั้งแต่ ปลายนิ้วปลายเท้าชาแข็งขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงคอและจะ รู้สึกเหมือนไม่รู้สึก คือตัวเองนั่งอยู่ท่าไหน นั่งตรงไหน ก็จำไม่ได้ แม้คำอุบายที่ให้ท่องเพื่อรวมจิต เกศา โลมา ก็อาจจะลืมไปได้ เสมือนสัญญาหายไปชั่วคราว ตรงนี้ แหละที่อาจารย์บอกว่าอาจจะเห็นอะไรๆ ขึ้นมารวม ทั้ง....ผี....ที่หลวงพี่กล่าวแต่ก็มีข้อแม้อย่างหนึ่งว่าผู้ฝึกสมาธิใหม่ๆ ยังควบคุมฌานได้ไม่ดี หากอยากเห็นมักไม่ได้เห็น เพราะความอยากเป็น"ตัณหา"อย่างหนึ่ง ต้องละวางตัณหาให้ได้ ผู้ที่ทำได้ถึงฌาน 4 จะเห็นแสงสว่างขาวโพลน จิตเป็นสมาธิ เป็นหนึ่งเดียว ไม่ต้องท่องเกศา โลมาอีก เพียงประคองจิตให้นิ่ง อยู่เป็นพอ.....เหตุที่ผมไม่เห็นอะไรเลยภายในหนึ่งเดือน ก็เป็นเพราะ"ตัณหา"...ตัวความอยากเห็นนั่นเอง..จนเมื่อจิตปล่อย วาง...ผมก็ได้ยินเสียงคนคุยกันรอบๆตัวผม... แปลกใจเพราะผมนั่งทำสมาธิอยู่คนเดียวในกุฏิ...และกุฏิผม ก็อยู่ห่างไกลจากกุฏิของพระรูปอื่นอยู่พอสมควร...ผมเพ่งสมาธิ ไปตามเสียงนั้นก็เห็นคนนั่งคุยกันอยู่ 3 - 4 คน คุยกันว่าอย่างไร จิตผมก็ไม่ได้ไปรับรู้ด้วย...เพียงแต่จิตบอกผมเองว่า...นั่นคือ.. ..สัมภเวสี...ก็...ผี...นั่นแหละ...รูปร่างของผีที่ ผมเห็นก็คือคนนี่แหละหน้าตาท่าทางเสื้อผ้าที่สวมใส่ ก็เป็นคนทั่วๆไปที่เราพบเห็นและหลังจากนั้นผมก็พบเห็น อยู่บ่อยๆ...จนเป็นเรื่องธรรมดา....ผมจึงเริ่มรู้จักผี เข้าใจผี...เสียใหม่ว่า...ผีไม่ได้น่ากลัวเหมือนที่เราคิด.. ...ผีไม่ได้กลัวพระอย่างที่เราเข้าใจ...เหตุที่ผีมีมากในวัด ไม่ได้เป็นเพราะ...เขาเอาคนตายมาสวดที่วัดหรือมา เผาที่วัด...แต่เป็นเพราะที่วัดมีการสวดมนต์ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น...ในบทสวดทำวัตรเช้าทำวัตรเย็นนั้น...มีบทที่มี การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับบรรดาสรรพสัตว์ ทั้งหลายในโลกนี้...ซึ่งรวมถึง...สัมภเวสี...ด้วย แถมใน บทสวด"ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร" ก็ยังมีบทที่กล่าวถึงสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น..และก็รวมทั้งสัมภเวสี.. .หรือผีของคุณๆท่านๆทั้งหลายด้วย. ..เหตุใดผีจึงเหมือนคนธรรมดาล่ะ?...ผมก็สงสัย.. .สงสัยก็ต้องค้นคว้า...หาคำตอบแบบกบนอกกะลา.. ....คำตอบที่ได้ก็คือตัวเรานั้นประกอบด้วยขันธ์ 5 ใช่ ไหมครับ...อันนี้อยู่ในพระไตรปิฎกไม่มีใครค้านแน่นอน. ..ขันธ์ 5 ไม่เกี่ยวอะไรกับมหา 5 ขันคนนั้นแน่นอน. ..ขันธ์ 5 ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รูป คือ รูปร่างของเรารวมถึงเลือดเนื้อร่างกายของเราทุกอย่าง, เวทนา ก็คืออารมณ์ความรู้สึกสุข ทุกข์หรือเฉยๆ, สัญญา ก็คือ ความจำได้หมายรู้ หมายถึงฮาร์ดดิสในสมองของเรานี่แหละ, สังขาร คือ จิตที่ปรุงแต่ง ปรุงแต่งไม่ได้หมายความว่า จะทำอะไรกิน แต่หมายถึงจิตที่คิดโน่นคิดนี่ เกิดเมตตา กรุณา สงสาร โลภ หลงยินดี พอใจ ไม่พอใจ หงุดหงิด อะไรประมาณนั้น แล้วก็สุดท้ายก็คือวิญญาณ วิญญาณก็คือจิตตัวรับรู้ขันธ์ทั้งสี่ข้างต้นนั่นแหละ.. .ทีนี้เมื่อคนเราตายขันธ์ 5 ไม่ได้ดับไปด้วย ส่วนที่ดับมีเพียงรูปร่างกายส่วนที่จับต้องได้ แต่รูปที่เป็นตัวเราที่เราจำไว้เป็นสัญญายังคงอยู่ในจิต. ..พูดง่ายๆก่อนเราถูกรถชนตาย เราย่อมจำได้แต่ภาพตอน ที่ยังไม่ตาย...ถูกไหม...แต่ตอนตายแล้วถูกสิบล้อบดหน้าเละ.. .เราย่อมจำไม่ได้ไม่รู้จัก...ใช่ไหม. ..ถ้าเป็นเกมแฟนพันธ์แท้ ช่วงยกรูปให้ทาย 5 วิ. ..ถ้าเขายกรูปของเราตอนเป็นๆขึ้นมา...เราต้องบอกว่าใช่. ..รูปเรา...แต่ถ้ายกรูปเราตอนเราหน้าเละเราก็ต้องตอบว่า.. .ไม่ใช่รูปเรา...เข้าใจไหมครับ
ที่นี้ก็เช่นเดียวกัน....เมื่อเราจำภาพแต่ตอนเรายังไม่ตายไว้ได้.. .จิตเราก็จะรับรู้รูปนั้นไว้เป็นรูปของเรา...ฉะนั้น เมื่อมีใครเห็นเรา ในสภาพวิญญาณ..จิตหรือวิญญาณก็ต้องส่งรูปนั้นไปให้เราเห็น. ..มันไม่สามารถแหกอกล้วงไส้ห้อยหัว.. .ทำตาถลน ออกมาให้เราดูได้หรอกครับ....เพราะไม่ใช่ตัวมัน ไม่ใช่สิ่งที่จิตหรือวิญญาณรับรู้มา.. ..อ้าว...แล้วไอ้ผีหน้าตาน่ากลัว มันมาจากไหน มันก็มาจากจิตใต้สำนึกของเรานี่แหละครับ.. .มันสร้างขึ้นมา...สร้างขึ้นมาจากไหน ก็สร้างขึ้นมาจากคำบอกเล่าสืบต่อกันมา ถึงคำว่าผี...น่ากลัว...จิตใต้สำนึกก็สร้างขึ้นไว้ นอกจากนี้ก็จากสื่อต่างๆรูปภาพ, หนัง, ละคร, สร้างภาพน่ากลัวสืบต่อทับถมกันมา นมนาน...จิตใต้สำนึกก็เก็บมันเอาไว้ แล้วผุดขึ้นมา ให้เราเห็นยามจิตเราหวาดระแวง จะเห็นได้ว่าทุกชาติ..ต่างมีผีแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง.. .ผีฝรั่งโหดร้ายชอบมีเลือดและความรุนแรง ...ผีจีนนี่ตลกกระโดดต๊กๆไปได้ด้วย.. ..ผีไทยก็จะบีบคอท่าเดียว... .ก็นี่แหละครับ...ผีในความเชื่อของผม เป็นอย่างนี้ ผีมีจริง...แต่ไม่น่ากลัว แถมน่าสงสาร...ต้องไปอยู่ตามวัด รับส่วนบุญส่วนกุศลจากบทสวด ทำให้รู้สึกอิ่ม ไม่หิวโหยไปได้ชั่วครั้งชั่วยาม.. .วันหลังจะว่าเรื่องกำเนิดผี...หรือใครบ้างที่เป็นผี ให้ฟังบ้าง...หรือจะเอาเรื่องเทวดา.. ..ก็ลองซาวเสียงมาดู...เอาเป็นว่าถ้า Comment สัก 80 ผมจะเล่าต่อ...เอ้า!!!!
ขอขอบคุณรูปจาก Internet นะครับ
|