พิมพ์หน้านี้
|
ลาแล้ว Time to Say Goodbye
วันสุดท้ายของการเป็น นักเรียนไกลบ้าน วันนี้แล้วสินะ ที่จะต้องเดินทางกลับไทย อย่างถาวร แบบที่ร่ำร้องมาแต่แรกวันเดินทางออกจากไทย เมื่อ ตุลาคม ๒๕๔๓ !!
จากมาตั้งแต่เพิ่งผ่านการสอบปลายภาคแรกของชั้นปี ที่ ๔ ไม่กี่วัน การจบชั้นปริญญาตรี สามปีครึ่ง ไม่ได้ทำให้มีเวลาพัก มากขึ้นแบบที่แอบหวังว่าจะได้ไถลบ้างตอนนั้น และกลับกลายเป็นว่าเป็นการเร่งเวลาไกลมากขึ้นด้วย ซ้ำในวันนั้น
การระหกระเหิน จากบ้านหลังหนึ่ง ไปอีกหลังหนึ่ง จากที่เรียนหนึ่ง ไปอีกที่หนึ่ง
จะสิ้นสุดลง นับจากพรุ่งนี้เป็นต้นไป
เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เพื่อน และทุกอย่างในชีวิตครั้ง แล้วครั้งเล่า
การเข้าเรียนเร็วตั้งแต่อายุน้อยมาก เรียนไม่เลิก และ ไม่เคยหยุดเรียนตลอดชีวิต ไม่ใช่ข้อยกเว้นแต่อย่างไรในการใช้เวลาเรียนนาน เมื่อต้องการ ดีกรีที่มีอยู่ในมือนี้
ในเมืองหนาว ในวิถีชีวิตที่..พลิกผัน พลิกผัน แบบที่ไม่เคยนึกฝันว่าชีวิตเด็กผู้หญิงธรรมดา คนหนึ่ง จะพลิก และ ผันไปได้
มีฝัน มีสิ่งที่หวัง ธรรมดาเท่ากับตัวเองเหมือนเด็ก ผู้หญิงอื่นๆ
พลิก และ คว่ำ ล้ม และ ต้องนอน..นาน กว่าจะยอมลุก กว่าจะแข็งใจฝืนลุกขึ้นใหม่
ต้องใช้มากกว่ากำลังใจ และ การมองโลกด้วยความ เข้าใจด้วยวัยที่มีตอนนั้นมากนัก ผู้หญิงวัย ๒๐ ที่..เพิ่งออกจากอกพ่อและแม่ มาอยู่ใน มือพี่ ผู้หญิงกึ่งเด็ก กึ่งผู้ใหญ่..ที่ไม่เคยก้าวข้ามรั้ว"บ้าน"เลย สักหน กับการเผชิญ ก้าวเปลี่ยนแปลงชีวิต เปลี่ยนแปลงตาที่ มองโลก เปลี่ยนแปลงความหวังทั้งหมด เปลี่ยนแปลง..แม้แต่หน้าตา รูปร่างที่คุ้นชินมาตลอด เวลาก่อนหน้านั้น
การล้ม และลุก ในวันวาน เคย.. มีบางกำลังใจ มีบางมือ บางสายตาที่ทอดมอง และ ห่วงใย ผูกพัน มีบางเส้นใยของความรู้สึก ที่ ใครอื่นต่างก็ยิ้มหยัน และ ทั้งเตือน ทั้งเยาะเย้ย ถากถาง ว่า ไม่เคยมีอยู่จริง
ในความเลือนราง กลับรู้สึกและรับได้เสมอ ว่า - - - มีอยู่จริง "ตัวตน" และ "ที่ทาง" ในหัวใจ จึงไม่เคยจางหาย สลายไปเหมือนลม ..อย่างที่..ใครบางคนเปรียบเปรย ตัวเองแบบนั้น
ในความเงียบ ในไร้การติดต่อตรงถึงกันที่เคยมี กลับยังรู้สึกเสมอว่า "ยังมี"
การอคอย และสายตาที่มีเพียง จึงมีเพียงและ เพื่อ คนๆเดียว คนที่มีสายตาคู่ที่เคยทอดมองมาอย่างห่วงใย ผูกพันคู่นั้น
มีเรื่องราวมากมาย ทิฐิมานะ ความคลาดเคลื่อน ความไม่หนักแน่น อารมณ์ ความคิดมาก ใจน้อย น้อยใจ วัย และเลยไป ถึงความคลุมเครือระหว่างกัน พาให้เส้นทางต้องแยกจาก เรื่องราวผลิกผัน ..หาก ต่างรู้ดีว่าเป็นความจงใจจากอีกใครที่ต้องการ
การนิ่งเงียบ เก็บตัว ซุกซ่อนอยู่ในโลกปิดตายของตัว เอง เริ่มต้นจากนั้น..นานเกือบเท่าจำนวนปีที่อยู่ "บ้าน"หลังนี้
บ้าน... ที่ใช้เป็นที่อาศัย ทั้งยามทุกข์ สุข ร้องไห้ เหงา เงียบ เก็บกลั้น กลืนทุกเสียงที่ร่ำร้องเรียกหา..
ใคร...ที่เพียงนั่งเป็นเพื่อน คอยแหย่ให้ยิ้ม ยั่วให้โมโห ปรามด้วยคำไม่กี่คำนิ่งๆ เสียงเรียบๆ ก็จะ"ฟัง" และ "เชื่อ" จนคนทั้งโลกพากันแปลกใจ
ใคร...ที่ยามเกรี้ยวกราด ยามเข้าใจอะไรในแง่มุมร้ายๆ ที่เจ้าตัวสามารถเสาะหามา ก็เกรี้ยวกราดจนแทบคน ฟังจะกระอักต่อหน้า
บ้าน ที่ต้องอยู่อย่างเข้มแข็งเกินกว่าใครจะนึกถึง เสียงทุกเสียง ทุกคำถาม ทุกสายตาที่มีต่อ ใครคนนั้น ..ที่ถูกเก็บ กลั้น ฝังไว้ที่นี่..
หากมองภาพที่เห็น ความร่าเริง ยิ้ม เป็นมิตร และ ความพร้อมของสิ่งรอบตัว บอกใครอื่นไม่ได้เลยว่า ต้องอาศัยความแกร่งแค่ไหน เหนื่อยหนักยังไง
การเรียนที่หนักหนาสาหัส กับภาระการดูแลบ้านหลังเท่านี้ ต้อนรับ"แขก"มากหน้า หลายวัย หลายโอกาสของ ผู้ใหญ่ที่ส่งมา ดูแลเด็กสองคน ...ที่หากรวมตัวเองว่าเป็นเด็กโข่ง อายุสมองไม่เจริญ จึงเท่ากับ สาม สลับกับ..การเวียนเข้า-ออก รพ. บ้าน ไทย-เมืองไกล กับพี่..ที่ไปทำงานประเทศอื่นตลอด วีคเดย์ พ่อ ที่วัย และสุขภาพไม่เอื้ออำนวยกับอากาศหนาว และการเดินทาง จนต้องกลับไทยไปก่อนหน้าแล้ว สองปี
โลกทั้งโลก จึงเหมือนโลกปิดตาย
หากในความเหงา ความเศร้า วันที่โลกเหมือนแตกดับ ครั้งหนึ่งไปแล้ว
ยังมีรอยยิ้ม ความทรงจำมากมายแทรกอยู่ในทุกที่
ห้องทำงาน ..ที่เคยใช้ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ และ มี เนื้อที่เหมาะกับกองหนังสือ เจอนัล เท็กซ์บุ๊กตั้งใหญ่ๆ
ห้อง.. ที่เคยนั่งตั้งแต่เช้า จน เช้าของอีกวัน วันแล้ววันเล่า
ห้อง.. ที่เคย เอากล้อง webcam หมุนออกไปที่ หน้าต่าง ให้ใครอีกฝั่งฟ้า ดูหิมะที่กระหน่ำลงมาไม่ ยอมหยุดเหมือน..จะตกลงบนหัวใจของเจ้าของกล้อง ยามเมื่อหันกล้องให้อีกคน.. ดูเพื่อที่จะคิดถึงใครอีกคน ที่เจ้าตัว"บอก"
ห้อง..ที่มีทุกอย่าง ใช้รับโทรศัพท์ ใช้นอน มีเก้าอี้พัก หลัง ที่นั่งซบนิ่งได้เป็นวันๆ ยาม.."ต้อง" รับฟัง รับรู้ บางเรื่อง
ห้อง...ที่ทั้งหัวเราะ ร้องไห้ร่วมกัน ห้อง...ที่เป็นที่บอกลา ไม่รู้กี่ครั้งกี่หน รวมถึงร้องไห้ เป็นเด็กยาม"ขอ" และอ้อนวอน "พี่" ไม่ให้ทิ้งไม่ให้ หายห่างไม่ให้ไปเพราะความจำใจแบบนั้น
ห้อง...ที่เคยได้รับคำมั่นสัญญา และ ..ห้อง ที่ได้ยินคำตัดรอนอย่างงุนงง และ ห้องที่ ได้ฟังคนๆเดิม ย้อนมาเพื่อจะถามอย่างจนใจว่า "...ร้ายด้วยขนาดนี้ ทำไมถึงยังอยู่?" คำถามที่บอก ทุกอย่าง บอกแน่แท้ ว่า ทุกอย่าง คือ "การแสดง"
ห้องที่..ไม่เคยกล้าเปิดเข้าไปเป็นปีๆ .. หลังจาก"ปิด โลก" คราวนั้น
สวนดอกไม้ ต้นกุหลาบเถาที่เลื้อยระ ไปจนถึงหน้าต่างห้องนอน หลากสี
กุหลาบเป็นร้อยๆดอก ที่ส่งกลิ่นหอมในเดือนมิถุนา กุหลาบเถาดอกดกจนคนเล่าไปให้อีกฝั่งฟังว่า ปีนี้ ดอกกุหลาบเยอะมาก ภูมิใจขนาดลงทุนยืนนับ
เพื่อจะมีเรื่องเล่า เรื่องคุย เรื่องยั่วแหย่ให้สายตาคู่ หมองๆคู่นั้นยิ้มเสียบ้าง
สวน..ที่คอยจ้อง จะถ่ายภาพ ดอกสโนว์ดรอปอวดคน อีกฝั่ง ดอกไม้แรกก่อนต้นสปริง ดอกไม้ที่บานแม้แต่ เวลาที่หิมะยังลงเกาะกลีบบาง ดอกไม้ที่กล้าหาญ และ แข็งแกร่ง จนยืนหยัดได้.. เหมือนที่บอกว่า ใครคนนั้น..เป็น
สวน..ที่คอยเฝ้า ดอกแดฟโฟดิล ..หรือพ่อเทพรูป งามที่หลงโฉมตัวเอง นาซิสซัสในฤดูใบไม้ผลิ บานอย่างใจจดใจจ่อ
นาซิสซัส...ชื่อที่เคยเอาไว้ล้อเลียนคนอีกฝั่งถึงความ หยิ่งทะนงหลงตัวเอง
สวน..ที่ลงทุนไปหาดอกทิวลิป ดอกไม้โปรดของอีก คนมาลงทะนุถนอมหลากสี เพื่อรอดูดอกในกลาง สปริงปีถัดไป..
ดอกไม้ทุกดอก ทุกต้น ผูกพันโยงใยไปได้ทุกความรู้สึก
จนเมื่อ.. ล้มอีกครั้ง
ห้องทำงาน ถูกปิด ไม่กล้า ไม่สามารถแม้แต่จะแตะ ต้องคอมพิวเตอร์ตัวเดิม
ห้องนั่งเล่นจึงใช้เป็นที่ทำงานแทน เพื่อจะได้อยู่ท่าม กลางเด็กอีกสองคน ที่เหมือนเพื่อนของชีวิต ฉุด รั้ง ให้เดินต่อได้ในเวลาแบบนั้น
เพราะต้องอยู่ท่ามกลางคนในครอบครัว ไม่..แม้แต่จะ สามารถนอนคนเดียว ทำงานคนเดียวได้ หวาด ผวา แหลกร้าวในความเชื่อมั่นความดีของคน และ ความเชื่อมั่น ต่อตัวเอง
สภาพจิตใจที่แตกสลาย กับร่างกายที่ทรุดหนัก ไม่ เคยยอมปล่อยให้มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาเพื่อส่งไป ถึงใครอีกเลย จากนั้น
ทะเลสาบหน้าบ้าน
เดินวนรอบ"บ้าน"ที่นี่วันนี้เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อถึงเวลาส่งมอบ และ ยอมรับคำตกลงต่างๆ ระหว่างผู้เช่าและผู้ให้เช่า
ความทรงจำต่างๆไหลย้อนทวนมา ..หึหึ ..ไม่ใช่แบบในหนังที่มีภาพสีซีเปีย อันที่จริง ไม่มี"ภาพ"ไหนจริงๆเลยด้วยซ้ำ นอกไปจากความรู้สึกที่ยังกรุ่นในอก ร้าวลงไปในใจ
ความหนาวของฤดูกลาลที่โอบล้อม กับลมแรงจัดตาม ชื่อเสียงของที่นี่ ทำให้หัวใจหนาว..แบบที่เคยหนาวหรือเปล่า ก็แยกไม่ ออกแล้วในวันนี้
การย้อนนึกเรื่องราวที่ไหลผ่าน และ เวียนวนในชีวิต ความฝัน ความหวัง ความรู้สึกลึกซึ้ง ผูกพัน อ่อนหวาน หัวใจดวงเดิมๆ
ตัวตน ที่ไม่อาจจับต้องได้ ความรู้สึกที่ใครต่างมองว่าไร้สาระ เหลวไหล เป็น ความไม่ฉลาดที่สุดเท่าที่เคยเห็นว่าใครจะมีได้ ไม่ใช่ และ ไม่เคยเป็นสาเหตุ ที่จะทำให้ ความรู้สึก และ วันแบบนี้เดินทางมาถึง
ในความเพ้อฝัน ในเรื่องราวที่ใครมองว่าคนรอ บ้าพอที่จะรอ และ กอด ไว้เพียงความเชื่อมั่นและความฝันของหัวใจ
มีเพียงความสุข ที่ได้ส่งความรู้สึกแสนดีลอยลม มีเพียงความปรารถนาดี จะให้อีกฝั่ง มีชีวิตที่ดี และ สงบงามตามที่ต้องการนั้น
แม้จะเหงา อ้างว้างเหลือแสนในบางหน
หากสายตา และ เนื้อที่ในใจ มีเพียงหนึ่งเดียวเสมอมา ยังคงมั่น และ ไม่อาจมีใครในโลกจริงมาแทนที่ ไม่ว่าใคร ที่เดินเวียนวน เข้า-ออกชีวิตมากมาย ไม่ว่าใครกี่คนที่เพียรทำ และ ให้มากกว่าที่เคยได้รับ
ในความสับสน ในหลายหลาก "เงา" ที่เวียนวน ค้นหา ตามก็หนี ห่าง หายก็กลับเวียนวนมาตาม เหมือนเล่นเกมกับหัวใจ เดินย่ำไปบนหัวใจดวงเดิม ดวงนี้ตลอดเวลาหลายปี
ยังคงมีรอยยิ้ม ยังคงมีสายตาเดิม ที่..แม้จะพร่ามัวด้วย เหนื่อยอ่อน แม้จะเต้นช้าลงเพราะไร้แรง และเหลือพื้นที่ดีๆน้อย กว่าน้อย
Cinquantanaire อนุสรณ์สถาน ระลึกการสถาปนาเมืองหลวงได้ ๕๐ ปี จากถนนใหญ่ หน้าบ้านตัดตรงเข้าใจกลางเมือง
หากทุกเส้นทาง ต้องมีจุดสิ้นสุด
ในทางเดินเคว้งคว้างจากนี้เป็นต้นไป เสียงร้องไห้ที่เคยอาจเล็ดลอด ถ้อยคำที่เขียนถ่ายทอดความทุกข์ออกจากใจ และสายตาที่เคยมองหา
จะถูกฝังลงที่นี่ ที่-ที่เกิดขึ้น และให้เป็นที่ฝังไว้ ไม่ให้ ออกไปถึงใครได้อีก
วันนี้แล้ว ที่ต้องก้าวเดินออกจากจุดเดิม ฝังทุกเรื่องราว หัวใจร้าวดวงนั้น ไว้ที่"บ้าน"หลังนี้
บริเวณจตุรัสกลางเมือง
เพราะ...ความไกล ที่เคยใช้บอกและหลอกตัวเองตลอดมา กำลังจะจบลง แต่ "ความไกล"...ในหัวใจกลับยิ่งห่างเหิน และเกินกว่าจะตามไขว่คว้า กอดเกี่ยวความรานร้าว เดิมๆไว้กับตัว
ระยะทาง ที่ไม่ใช่ข้ออ้างให้หัวใจอีกแล้ว บอกจุดจบ และ การเริ่มต้นก้าวใหม่ของชีวิต
ลาแล้ว....จากวันนี้ ฝังทุกสิ่ง ฝังหัวใจแหลกรานไว้ที่นี่
สวนสาธารณะบริเวณเดียวกัน
ในความร้าวราน ที่ไร้เนื้อที่ดีๆหลงเหลือจากใจดวงเดิม
มีบางความรู้สึกใหม่เติบโต แทนที่ด้วยกาลเวลา ดวงตาที่ยอมเปิด และ มองโลก
แม้..จะมีความหวาดหวั่น และเรื่องราวใหม่รออยู่ข้างหน้า มีโลกใบใหม่ ชีวิตใหม่ ที่ต้องเสี่ยงไม่แพ้กัน ... ต้องเผชิญและอาจเหนื่อย หนักหนา ไม่แพ้กัน รออยู่
หากก็ตัดสินใจจะฝังไว้ เพื่อที่จะกลับ"บ้านเรา"
กลับไปหาแสงแดดอุ่น
ชีวิตที่เริ่มใหม่ ก้าวเดิน ที่หวัง...ว่า จะมั่นคง
และโอบเอิ้อ ต่อหัวใจดวงร้าวที่เดินทางเพื่อ กลับมา หวังว่าจะ...พักพิง
รูปปั้นที่เชื่อว่าสัมผัสแล้วจะได้กลับมาอีก
แด่ ทุกความทรงจำ ทุกความอ่อนหวาน และ ร้าวราน ...ลาก่อน...
หมายเหตุภาพถ่ายจากหลายโอกาส ต่างเวลา
มาช่า วัฒนพานิช
|