พิมพ์หน้านี้
|
ต่อไปคงไม่มีสาวน้อยหน้าใสแสนซน มาสะกิดใคร แล้วถลึงตากลมโต พลางถามว่า "คุณมาทำร้ายชั้นทำไม?" เพราะว่าหลังจากวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ศกนี้ เราจะไม่สามารถนั่งละเลียดควันในผับ บาร์ ได้อีกแล้ว.. ผมเห็นด้วยกับทางการว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับสุขภาพของคนส่วนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกวันนี้โรคภัยใข้เจ็บมันมีมากมายเหลือคณา ยิ่งถ้ามีบุหรี่เข้ามาช่วยซ้ำเติมแล้ว ปีหนึ่งๆ ก็คงมีคนจากไปมากขึ้น (นึกถึงโฆษณาบุหรี่พ่อตาย ที่เด็กชายนั่งดูโฮมวีดีโอคุณพ่อที่จากไป กำลังทำกิจกรรมต่างๆ แล้วน่าสะเทือนใจไม่น้อย) แต่จะจริงจังกันแค่ไหน จะรอดู.. สำหรับเพื่อนๆ ที่สูบบุหรี่ ถ้าท่านสูบบุหรี่แบบว่าติดงอมแงมมวนต่อมวน จนกลายเป็นนิ้วที่11 อย่างนี้ ผมคนหนึ่งคงต้องขอแนะนำให้ลดละเลิกบ้าง เพื่อว่าสุดท้ายแล้วท่านจะได้จากไปอย่างไม่ต้องเจ็บปวดและเดือดร้อนคนข้างๆ เคียงๆ รวมทั้งคุณหมอ ถ้าคุณรักโลกบ้างก็ลองนึกถึงทรัพยากรโลก รวมทั้งเงินทองที่แต่ละประเทศต้องเอามาใช้จ่ายในแต่ละปี แต่ละปี ก่อนที่จะส่งคุณไปสู่สุขคติ ส่วนตัวแล้ว..ในมุมของคนสูบบุหรี่ส่วนหนึ่งไม่ใด้ชื่นชอบควันขาวๆ รสขมๆ ทั้งหมดหรอกครับ บ้างก็เป็นทั้งความเคยชินและอุปทาน คงคล้ายๆ ที่โกวเล้งบอกว่า "ข้าพเจ้ามิได้ชื่นชอบในรสชาติของสูรา หากแต่ชื่นชอบบรรยากาศของการร่ำสูรา" เป็นประมาณ ผมแน่ใจด้วยว่า 100% ไม่มีใครไม่รู้หรอกว่ามันอันตราย ตายผ่อนส่ง แต่ไหนๆ ใครๆ ก็ต้องตายอยู่แล้ว การละเลียดควันวาดอากาศเขียนฟ้าคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย หรือ การแนมบุหรี่ในวงสังสันทน์ของการร่ำสูรา นั้น เป็นความสุขอย่างหนึ่ง ที่ใครไม่ได้สัมผัสอาจจะนึกไม่ออก ขอข้ามไปแล้วกันครับ...(อย่างผู้เขียนชอบบุหรี่รสฉุน RED แนมกาแฟดำขมๆ มันเข้ากั๊น เข้ากัน) พูดถึงในทางธรรมก็ถือว่าเป็นการดำเนินชีวิตอย่างประมาทก็ว่าได้ แต่พูดในอีกแง่นึง มันไกล้เคียงกับ ไลฟท์สไตล์ไม่น้อยเลยทีเดียว สิงอมควัน กับ น็อนสโมคเกอร์ (Non Smoker) ยังไง๊ ยังไง ต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง เถียงกันไม่จบแน่ๆ เอาเป็นว่าพยายามอย่าเดินมาเจอกันดีที่สุด ส่วนตัวผมยืนยันได้ว่าให้ความเคารพคนไม่สูบบุหรี่ค่อนข้างเข้มงวด ส่วนใหญ่จะละเลียดควันคนเดียวไกลผู้ไกลคน หรือ ในวงเหล้าซึ่งมีแต่คนสูบบุหรี่ทั้ง 99.99 % ไปเลย ยิ่งถ้าเกิดวันไหนเดินดูดบุหรี่แล้วดันไปเจอเด็กเล็กๆ ก็แทบจะอมบุหรี่ติดไฟแดงๆ ทั้งมวนเข้าไปในปากเลยหละ การที่ทางการให้สถานบันเทิง ผับ บาร์ เป็นที่ปลอดบุหรี่เป็นสิ่งที่ดีและคุ้มครองสุขภาพคนตรงที่ว่ารวบรัดตัดตอนไปเลย จะได้ไม่มีใครตายเพราะบุหรี่มือสอง แม้ว่าเป็นที่ชุมนุมของคนสูบบุหรี่เป็นส่วนใหญ่กว่าคนไม่สูบบุหรี่ก็ตาม เข้าใจว่าอย่างงั้น แต่มันน่ากลัวตรงที่ว่า ไลฟ์สไตล์แบบที่กลายเป็นอุปทาน เป็นสันดาน ในการใช้ชีวิตของคนไปแล้ว มันแก้ไม่ง่ายหรอก ผมเชื่อว่างั้น ในสังคมยุคหนึ่ง การสูบบุหรี่ไม่ถือเป็นเรื่องน่ารังเกียจ (ไม่ใช่ว่าการศึกษาโทษภัยของบุหรี่ยังไม่กว้างขวางหรือสถิติต่างๆ ทางสาธารณะสุขยังไม่แพร่หลาย) แต่เป็นเพราะว่าการสูบบุหรี่ใครๆ ก็สูบ เป็นเรื่องธรรมดาที่สนิทแนบแน่นกับชีวิตประจำวันตะหาก นักเรียนนอกก็ล่อไปท์(pipe) ยาเส้นหอมหวานไปเลย ทั้งในโรงหนัง บนรถราง แม้แต่ในห้องเลคเชอร์ในมหาวิทยาลัยเก่าแก่ ทราบว่าห้องเลคเขอร์สมัยนั้นเป็นเสตทเหมือนอัฒจันทน์ เปิดหน้าต่างโล่งไม่มีแอร์ ส่วนอาจารย์อยู่ข้างล่างท่านยังคาบไปท์พ่นควันขโมงสอนนิสิตไปด้วย ก็มี บนตึกใหญ่เรือนปั้นหยาบ้านผู้รากมากดีคหบดี การต้อนรับอาคันตุกะด้วยเครื่องดื่ม,น้ำชา, บุหรี่ เป็นมารยาทที่งดงาม แล้วให้ตายเถอะ!!! ขี้วัว(Bull Shit) มีหลายกองในโลกนี้ สาบานได้ว่าเคยเปิดหนังสือพิมพ์ "สยามนิกร" ย้อนหลังไปในรัฐบาลเผด็จการประชาธิปไตย "เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย" เหลือบไปเห็นสโลแกนสัปดน ลงตัวเบ้อเร่อว่า "สูบบุหรี่แก้ขวย ช่วยเศรษฐกิจชาติ" !!! 555555555555555555555555 พ.ศ.นี้ ส่วนตัวเห็นว่า ทางการควรทำหน้าที่ "คุ้มครอง" สุขภาพของประชาชนโดยรวมโดยเฉพาะสำหรับคนไม่สูบ ดีแล้ว เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และควรทำอย่างจริงจัง แต่ค่อยเป็นค่อยไป ให้มันมีมาตรฐาน แล้วแบบกระมิดกระเมี้ยนห้ามไป ผลิตไป ขายไป ก็ไม่เอา เพราะถ้าจะให้สูบน้อยหรือเลิกสูบ ก็หมายความว่าทางการก็ต้องผลิตบุหรี่ให้น้อยด้วย และที่ผมเสียวใส้ไม่น้อยก็คือ กฎหมายอย่างนี้มันก็อาจเป็นดาบหลายคม เป็นช่องทางให้ตำรวจหาเงินจากผู้ประกอบการได้ไม่น้อยแหละ บางทีถ้าผับ บาร์ มีค่าน้ำร้อนน้ำชา ขี้คร้านท่านๆ อาจจะเอาหูไปอลาสก้า เอาตาไปเที่ยวทะเลแคริบเบี้ยน ซะ เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นบ่อยและกลายเป็นธรรมดาไปแล้ว ถ้าทางการจะหักดิบแบบจริงจัง ก็ขอแนะนำให้รื้อโรงงานยาสูบคลองเตยให้เตียนเสีย แล้วเอาพื้นที่มาทำสวนสาธารณะ, ห้องสมุดแห่งชาติ, ลานธรรมมะ, เวทีคอนเสิร์ทวันอาทิตย์ รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปแห่งชาติด้วยจะโมทนาสาธุอย่างยิ่ง เพราะเนื้อที่สวยจะตายไป แต่อย่าลืมดูแลหางานให้คนงานในนั้นอย่างเป็นธรรมด้วย รูปถ่ายน่าเกลียดน่ากลัวข้างซองบุหรี่ ไม่เห็นช่วยให้คนซื้อบุหรี่น้อยลงเลย จริงๆ นะ ใครมีสถิติมายันช่วยบอกด้วยครับ.. มีเรื่องขำคือ โรงแรมหรูที่หัวหินแห่งหนึ่ง ขายบุหรี่ที่เอามาจากท้องตลาดบ้านเรานี่แหละ แต่เค้าเอาเทปดำมาคาดรูปน่าเกลียดเหล่านี้ซะ นัยว่าเอาใจแขก เดินทอดน่องไปในเมืองสวยงามคราคร่ำด้วยศิลปะวัฒนธรรม ปารีส ถนนฌองเอลิเซ่ต์ กาติเย่ลาแต็ง มงมาร์ท ฯลฯ การดูดบุหรี่ร้านกาแฟริมถนนนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ มองดูผู้คน อย่างที่เค้าทำมาเป็นร้อยๆ ปีในยุโรป สงสัยจังเค้าบังคับใช้กฎหมายกันยังไง ผู้คนเค้าคงไม่ชอบใจแน่แน่ แต่ฝาหรั่งมังค่าเค้าเคารพกฎหมายกันเป็นชีวิต ยิ่งได้ข่าวว่าที่ฝรั่งเศสกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ก็กำลังลามเป็นขี้กลากก็ให้คลางใจยิ่งนัก หลายวันก่อนได้คุยประเด็นนี้กับไอ้มิ้ม เพื่อนสุดสวยนักศึกษาปริญญาเอก Docteur en Droit เมืองนีซ Niece ฝรั่งเศส ซึ่งเข้าใจว่าเจ้าหล่อนก็คงแอบซื้อบุหรี่โกลลัวส์ มาจ๊าบบ้างเหมือนกัน 55555555 ได้ความว่า กฎหมายฝรั่งเศสใช้มานานแล้ว แต่เค้าค่อยๆ ปรับทีละส่วนทีละโซนโดยเจาะจง เช่นว่าร้านอาหาร ร้านกาแฟ บาร์ ไม่ได้ห้ามตู้มเดียว ซึ่งวันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมากำลังจะห้ามสูบในบาร์ (อืมย์..ดูไปบ้านเราก็ไม่ต่างมาก ต่างกันอยู่ที่ว่าเราจะใช้กฎหมายได้จริงจังแค่ไหน) แล้วก็ให้บังเอิญว่า วันรุ่งขึ้นให้หลังจากที่มิ้มได้คุยกับผมผ่านโพรแกรมเสวนาด้วยไฟฟ้า (MSN) เจ้าหล่อนได้มีโอกาสไปกินข้าวร้านหรูเลยแล้วเจอโป๊สสะการ์ดอันนี้ เลยส่งมาให้ดูเล่น ซึ่งเป็นโป๊สสะการ์ดรณรงค์ที่ออกแบบได้เจ๋งมีดีไซน์น่ามอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการของเค้ามีอารมณ์ขันที่น่ารักน่าเอ็นดูในการรณรงค์ ดีมาก ด้านนึง(ผมไม่ได้สแกนมา) มีข้อความว่า วันที่ 1 มกราฯ 2008 จะเพิ่มสถานที่ห้ามสูบบุหรี่คือ ในบาร์ แต่ก็มีกิจกรรมที่น่าทำอีกเยอะนะ.. ข้างล่างมีข้อความเล็กๆ ว่าทุกปีๆ มีสถิติคนตายจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และ 5000 คนเป็นเหยื่อจากบุหรี่มือสอง (tabagisme passif) ส่วนอีกด้านในการ์ดสีดำๆ ที่ท่านเห็น(อาจจะมีตัวหนังสือเล็กที่อ่านไม่ถนัด ขอโทษด้วยครับ) คร่าวๆ คือว่า ข้างหนึ่งทางซ้าย เขียนว่า "ในบาร์ ห้าม : สูบบุหรี่" (Fumer) ซึ่งจะเห็นว่าพื้นที่ด้านล่างของส่วนที่ห้าม มันโล่งมาก ผิดกับส่วนทางด้านขวาซึ่งแน่นขนัด ไปด้วยกิจกรรมร้อยแปดที่ทำได้ในบาร์อย่างมีความสุข อาทิ "ในบาร์, คุณสามารถ: กรี๊ด หลีสาว, นินทาแฟน, สอดส่ายสายตาแบบนักหนังสือพิมพ์, เมา, ตะโกนโหวกเหวก, คุยเรื่องลามก, พยายามคุยเรื่องฉลาดๆ, นินทาสาวๆ เช่นว่า สถิติของผู้หญิงผมน้ำตาลบรูเนท (Brune) ไม่เห็นมีใครดื่มไวน์เล่ะ..(อันนี้ในบ้านฝรั่งเค้าอาจจะขำก็ได้มั้ง? ), มาคนเดียวเตรียมคอนเนคสาวๆ ก็ได้ (อันนี้เป็นรูปปลั๊กไฟที่ยังไม่ได้เสียบ) ฯลฯ ...." การบังคับใช้กฎหมายในเรื่องนี้ให้ได้ผล มันต้องทำอย่างจริงจังและใช้ความคิดแบบที่คิดมาแล้วด้วย ไม่ใช่พูดแบบแผ่นเสียงตกร่องแล้วเห็นว่าทำแค่นั้นพอแล้ว (ผู้หญิงที่บอกว่า "คุณมาทำร้ายชั้นทำไม" ถ้าไม่สวยน่ารักพอ อย่าพูดอย่างนั้นครับ คุณผู้ชายบางคนอาจจะสวนก็ได้ว่า "เดี๋ยวโบก") การเลือกสูบบุหรี่หรือไม่ อยู่ที่สมองมากกว่าเสียงเรียกของปอด เพราะฉนั้นการยัดความคิดแบบให้เปลี่ยนข้ามวันมันทำยากยิ่ง แต่การพูดคุยกับคนสูบบุหรี่อย่างเข้าอกเข้าใจ ประกอบกับมีที่ยืนในสังคมให้พวกเค้าบ้างก่อนที่เค้าจะกระโดดออกมาจากมุนนั้น ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ฯพณฯ รมต.สาธารณะสุข เอาไอเดียน่ารักขำๆ มาใช้บ้างสิครับ ขอขอบคุณ : แพทย์หญิงกรวิภา แห่งโรงพยาบาลศิริราช ที่คลานตามกันมา และด่าทุกครั้งที่ได้กลิ่นบุหรี่จากตัวพี่ชายชุ่ยๆ |
| "นิทานก่อนนอน" | ||
ความรักของคุณ คือ นิทานของใคร? หรือเปล่า? |
||
|
View All |
||
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |