| shuttertd ลุยทุ่ง | ||
กลับบ้านที่อยุธยา ต้นข้าวกำลังออกรวง เขียวขจีเต็มท้องทุ่ง |
||
|
View All |
||
| ใครโยกเก้าอี้ | ||
เงาใครโยกเก้าอี้ |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |
พิมพ์หน้านี้
|
ไปเที่ยวทริปนี้แค่สามวัน สองคืน แต่สามารถนำมาเล่าเป็นคุ้งเป็นแควได้ตั้งสี่ตอน มาถึงตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายแล้ว ยังพอมีรูปภาพและเรื่องราวที่ยังเหลืออยู่ในช่วงสุดท้าย จากสามตอนที่แล้ว ใช้ชื่อเรื่องหลักว่า "หาดทราย ทะเล สายลม สองเรา และเงาฝนบนเกาะช้าง" หลายๆ คนก็คงคิดอยู่ในใจว่า "ไหนล่ะ เงาฝน ?" ไม่เห็นมีเลย เห็นมีแต่พระอาทิตย์ตกดิน กับท้องฟ้าใสปิ๊ง ช่วงนี้ล่ะครับจะได้เห็นกัน ไม่ได้มาแต่เพียงเงาฝน มาเป็นเม็ดฝนให้เปียกกันเลยทีเดียว เช้าวันนี้ (13-10-50 : 08.30 น.) ตอนแรกตั้งใจเอาไว้ว่า จะตื่นเช้ากว่านี้เพื่อลงไปเล่นน้ำทะเลเป็นการสั่งลา แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่สามารถฝืนความรู้สึกบังคับตัวเองให้ลุกจากที่นอนได้ พอตื่นขึ้นมาก็ทำเหมือนเมื่อวานคือเดินไปเปิดประตูระเบียงห้องพัก และสำรวจสภาพอากาศ คราวนี้เมฆฝนตั้งเค้ามาแต่เช้าตรู่ เหมือนจะรับรู้ว่าวันนี้ผมกำลังจะเดินทางกลับ คงไม่ต้องการท้องฟ้าใสๆ เอาไว้ถ่ายรูปอีกแล้ว แต่ที่น่าหวั่นใจกว่าสำหรับผม ก็คือเกรงว่าฝนจะตกหนักจนไม่สามารถออกจากเกาะได้
เราสองคนรีบทำธุระส่วนตัวแล้วลงไปรับประทานอาหารเช้าเหมือนเมื่อวาน ความรู้สึกเสียดายบรรยากาศดีๆ ของรีสอร์ทยังคงค้างคาอยู่ในใจ เวลาก็ยังพอมีเหลือก่อนที่จะคืนห้องพักในเวลาเที่ยงตรง แหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเมฆฝนก็ยังไม่หนา ยังไม่มีทีท่าว่าจะตก เห็นแต่เพียงในทะเลเท่านั้นที่ตอนนี้ฝนตกลงมาเป็นสายแล้ว เราใช้เวลาที่เหลือในช่วงนี้เดินเล่นริมหาดไปยังจุดที่ยังเดินไปไม่ถึง เดินออกห่างจากหน้ารีสอร์ทไปซักประมาณ 300 เมตร ทัศนียภาพกำลังดี มีต้นไม้ตายแห้งล้มอยู่ริมหาด ก็เลยปักหลักถ่ายรูปอยู่ตรงนี้ ถ่ายไปได้ยังไม่ทันไร ฝนเจ้ากรรมก็พลันตกลงมาแบบไม่ทันให้ตั้งตัวกันเลย ต้องหยุดถ่ายรูปเก็บกล้องลงกระเป๋าแล้ววิ่งไปหาที่หลบฝน บรรดานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่กำลังนอนอาบแดดอ่อนๆ อยู่ริมหาดต้องคว้าข้าวของวิ่งกลับเข้าที่พัก
ระหว่างที่รอให้ฝนหยุดตก เกรงว่าจะไม่มีใครเชื่อว่ายังมี "เงาฝนบนเกาะช้าง" ก็เลยเก็บภาพมาฝากเพื่อเป็นการยืนยัน จนเมื่อฝนซาเม็ดลงถึงได้วิ่งกลับไปที่ห้องพักเพื่อเก็บเสื้อผ้าเตรียมตัวเดินทางกลับ ระหว่างที่เก็บเสื้อผ้าอยู่ฝนที่ทำท่าว่าจะหยุด ก็ตกกระหน่ำลงมาอีกแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุด จนเวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง
เกือบเที่ยง ฝนหยุดตกแล้ว ท้องฟ้าเริ่มเปิดให้แสงแดดส่องลอดผ่านก้อนเมฆลงมาได้บ้าง เป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่จะเดินทางกลับ เราสองคนรีบคืนห้องพักแล้วขับรถมุ่งหน้าไปท่าเรือ ก่อนถึงท่าเรือแวะไหว้ศาลเจ้าพ่อเกาะช้างเพื่อเป็นสิริมงคลในการเดินทาง น่าแปลกแทนที่จะไหว้ตั้งแต่ตอนมาถึง ดันมาไหว้เอาเมื่อตอนจะกลับ
วันนี้ที่ท่าเรือเกาะช้างคาบาน่ามีรถที่จะเดินทางกลับหลายคัน และที่เพิ่งมาถึงก็อีกมากทางผู้ให้บริการนำเรือออกมาให้บริการหลายลำ มากกว่าเมื่อตอนขามา ก็เลยใช้เวลาในการรอเรือไม่นาน เรือที่ใช้โดยสารกลับขึ้นฝั่งลำนี้ใหญ่กว่าตอนขามา พอจอดรถเรียบร้อยก็เดินขึ้นไปนั่งเล่นบนชั้นสอง ถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อยเหมือนเมื่อตอนขามา
จนมาถึงฝั่งจังหวัดตราด ตั้งใจเอาไว้ว่าจะขับรถเข้าไปในตัวจังหวัดหาซื้อของฝาก ระหว่างทางแวะเข้าไปที่อนุสรณ์สถานยุทธนาวีเกาะช้าง ทางเข้าดูเปลี่ยวไร้ยวดยานพาหนะ จนไม่แน่ใจว่าจะเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถาน พอไปถึงลานจอดรถดูว่างเปล่า ร้านค้าที่ปลูกไว้เป็นเพิงเริ่มทรุดโทรมไร้ซึ่งพ่อค้าแม่ค้า ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า ทำไมถึงไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเลย ทั้งๆ ที่อนุสรณ์สถานแห่งนี้ก็ตั้งอยู่ริมทะเล บรรยากาศก็เหมาะแก่การพักผ่อน ทางจังหวัดไม่มีการประชาสัมพันธ์หรือพัฒนาให้ดีกว่านี้หรืออย่างไร
ออกจากอนุสรณ์สถานฯ เราสองคนมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวจังหวัด พอไปถึงพยายามมองหาร้านค้าขายของฝาก จินตนาการเอาไว้ว่าน่าจะเหมือนบ้านเพ ขับรถวนไปวนมาซักพักเห็นท่าไม่ดี ทำไมเมืองนี้ถึงได้เงียบสงบดีเหลือเกินไม่พลุกพล่าน คงจะไม่มีร้านขายของฝากอย่างที่จินตนาการไว้ หรือว่ามีแต่หาไม่เจอ ก็เลยตัดสินใจขับรถกลับ เผื่อจะได้แวะที่บ้านเพซื้อของฝาก ก่อนจะพ้นเขตจังหวัดตราดแวะเก็บภาพสถาปัตยกรรมแปลกตา ที่สะดุดตาตั้งแต่ตอนขามาแล้ว จะว่าเป็นประตูเมืองก็ไม่เชิง แต่เห็นเค้าติดป้ายเอาไว้ว่า ศูนย์จำหน่ายสินค้า
ระหว่างทางพอมาถึง จ.จันทบุรี อีก 19 กิโลเมตร จะถึง อ.นายายอาม เห็นต้นไม้ต้นหนึ่งสูงใหญ่อยู่โดดเดี่ยวริมถนน ผมก็พูดกับแฟนผมว่า "ดูต้นไม้ต้นนั้นสิ ไม่น่ารอดมาได้เลยเนอะ น่าจะโดนตัดตอนทำถนน" พอพูดจบ ไม่อยากจะคิดว่าเป็นเรื่องไสยศาสตร์ ก็เกิดเสียงผิดปกติขึ้นที่กระโปรงหน้ารถ เป็นเสียงเหมือนอุปกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่อยู่ในห้องเครื่องหลุดแล้วฟาดเอากับกระโปรงรถ ไฟเตือนให้หยุดรถติดขึ้น ด้วยความตกใจรีบเอารถเข้าข้างทาง พอเปิดฝากระโปรงรถดูปรากฏว่าสายพานไดร์ชาร์ตขาดกระจุย พอดีจุดที่จอดรถอยู่ใกล้กับศูนย์ตรวจสภาพรถ ก็เลยเดินเข้าไปถามหาซื้อสายพานปรากฏว่าไม่มีขาย แต่มีน้องชายใจดีสามคนเดินเข้ามาดูที่รถและให้คำแนะนำว่าต้องขับรถเข้าไปซื้อในแหล่งชุมชนที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 4-5 กม. และอาสาขี่มอเตอร์ไซค์ไปซื้อมาให้ ผมเองก็ซ้อนท้ายไปด้วย
จนหาซื้อมาได้แต่ขนาดไม่ตรงตามคู่มือที่บอกไว้ ก็ต้องลุ้นกันอีกว่าจะใช้ได้หรือเปล่า ตอนนั้นเกือบห้าโมงเย็นแล้ว น้องชายทั้ง 3 คนปลุกปล้ำกับสายพานหน้ารถอยู่นานจนสามารถเปลี่ยนใส่จนใช้งานได้เป็นปกติ ความรู้สึกตอนนั้นดีใจมากๆ รีบถามว่าน้องเค้าว่าจะคิดค่าแรงเท่าไหร่ น้องชายทั้ง 3 คนบอกว่า "ไม่ต้อง ไม่เป็นไร" ดูสิครับน้ำใจ ผมพยายามคะยั้นคะยอให้รับไว้ เป็นสินน้ำใจ แต่สุดท้ายน้องเค้ารับไว้แค่ 100 บาท โถ...พ่อคุณ..ช่างมีน้ำใจซะเหลือเกิน น่าเสียดายที่เวลานั้นผมไม่ได้อยู่ในอาการที่อยากจะถ่ายรูป เลยไม่ได้เก็บภาพพลเมืองดีทั้งสามคนไว้ แต่นึกแค้นศูนย์บริการโตโยต้า เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางไปเกาะช้างไม่ถึงอาทิตย์ ผมเอารถเข้าไปตรวจสภาพก็ไม่เห็นพนักงานเค้าจะทักท้วงหรือบอกกล่าวว่ามีปัญหา จะต้องเปลี่ยนอะไหล่อะไรบ้าง ผมเองก็ไว้ใจถึงได้เอารถออกต่างจังหวัด แค้นใจจริงๆ
|