| shuttertd ลุยทุ่ง | ||
กลับบ้านที่อยุธยา ต้นข้าวกำลังออกรวง เขียวขจีเต็มท้องทุ่ง |
||
|
View All |
||
| ใครโยกเก้าอี้ | ||
เงาใครโยกเก้าอี้ |
||
|
View All |
||
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
ผมไม่รู้ว่าครอบครัวอื่นจะเป็นเหมือนครอบครัวของผมหรือเปล่า แต่ครอบครัวของผม ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกชายดูจะห่างเหินกันเหลือเกิน เมื่อครั้งที่ยังเด็กอายุไม่ถึงเจ็ดขวบ จำได้ว่าพ่อของผมมักกอดรัดฟัดเหวี่ยงกอดและหอมด้วยความรัก แต่ผมกลับรู้สึกรำคาญเพราะพ่อมักเอาหนวดเคราที่แหลมคมทิ่มตำตามใบหน้า ด้วยเพราะว่ายังเด็กเล็กนักจึงสัมผัสไม่ได้กับความรักของพ่อที่มีให้
เพียงช่วงเวลาที่ผ่านไปเพียงไม่กี่ปี เมื่อแม่ของผมเสียชีวิตลง ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับผม ยิ่งห่างเหินกันมากขึ้น พ่อของผมต้องเอาผมไปฝากไว้กับป้าข้างบ้านซึ่งเปรียบเสมือนญาติสนิท ทั้งๆ ที่จริงๆ ตามฐานะแล้วไม่ได้เป็นญาติกันเลย เมื่อพ่อนำผมไปฝากไว้กับป้าแล้ว พ่อก็ย้ายตัวเองจากเชียงใหม่ กลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ ปล่อยผมให้อยู่กับป้าเป็นเวลาเกือบสองปี พ่อยังกลับไปเยี่ยมเยียนผมที่เชียงใหม่บ้าง ครั้งหรือสองครั้ง ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ ซื้อของเล่นให้ แต่ก็ยังไม่ทำให้ความรู้สึกห่างเหินนั้นหายไป แต่ผมก็เริ่มสัมผัสได้ว่าพ่อทั้งรักและเป็นห่วง
หลังจากที่พ่อรับผมมาอยู่ด้วยที่กรุงเทพฯ ความรู้สึกห่างเหินก็ยังคงอยู่ ด้วยเพราะว่าพ่อต้องทำงาน ด้วยวัยของผมที่เริ่มโตขึ้น จะให้พ่อมากอดรัดฟัดเหวี่ยงเหมือนเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ก็คงดูขัดเขินไม่เหมาะสม อีกอย่างพ่อของผมก็ไม่ใช่คนพูดเก่ง ไม่ใช่คนที่จะแสดงความรู้สึกอะไรออกมาง่ายๆ เหมือนเมื่อครั้งหนุ่มๆ แต่พ่อก็จะคอยตักเตือนผมบ้างในบางครั้ง อย่างเช่นให้ตั้งใจเรียน อย่าเกเร สิ่งที่พ่อพร่ำบอกอยู่เสมอๆ ก็คือ ให้ผมเรียนหนังสือให้ได้ระดับสูงๆ จะได้ไม่เหมือนพ่อที่เรียนมาน้อย และต้องมาทำงานหนัก ผมจำคำของพ่อได้ขึ้นใจ ถึงแม้บางครั้งบางช่วงเวลาผมจะออกนอกลู่นอกทางบ้างแต่ก็ไม่มากถึงกับเสียคนทิ้งการเรียน สามารถร่ำเรียนได้จนสำเร็จ
จนมาถึงเหตุการณ์ของเรื่องที่คิดถึงทีไรน้ำตาไหลทุกที เมื่อเข้าวัยหนุ่มอายุเลยวัยเบญจเพศได้หนึ่งปี ตามวัฒนธรรมประเพณีไทยที่ลูกผู้ชายจะต้องบวชพระทดแทนบุญคุณพ่อแม่ ผมก็ไม่ลืมที่จะปฏิบัติตามวัฒนธรรมประเพณีนั้น ผมเก็บเงินจากการทำงานได้จำนวนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการบวชทดแทนคุณ ถึงแม้ว่าจะมีบางวัดที่สามารถบวชได้แบบไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย งานบวชพระเป็นเรื่องปกติ และการบวชเป็นพระใช้ชีวิตในเพศสมณะก็เป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ตามมาหลังการบวช เมื่อได้รับคำแนะนำจากพระอุปัชฌา ท่านบอกว่าหลังจากที่ลาสิกขาบทกลับบ้านไปแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ กลับไปถึงบ้านให้ก้มลงกราบพ่อหนึ่งครั้ง แล้วขอพรจากท่าน สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด
อย่างที่กล่าวแล้วว่าพ่อของผมเป็นคนประเภท "รักนะแต่ไม่แสดงออก รักนะแต่พูดไม่ออก" ผมจินตนาการหลังจากที่ผมลาสิกขาแล้วกลับบ้าน ผมจะหาโอกาสไหนที่จะก้มลงกราบแทบเท้าของพ่อได้ จนผมกลับถึงบ้านผมก็ยังรู้สึกลังเลใจว่าผมจะทำอย่างที่ตั้งใจไว้ดีมั้ย จะทำได้หรือเปล่า พ่อของผมกำลังยืนเหม่อมองทอดอารมณ์อยู่ริมหน้าต่างคงยังไม่ทราบว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ ผมเดินเข้าไปหาพ่อจูงมือท่านแล้วบอกกับท่านว่า ช่วยนั่งลงตรงนี้หน่อยได้มั้ย พ่อทำท่าทาง งงๆ ไม่รู้ว่าผมจะทำอะไรแต่ก็ยอมนั่งลง แล้วผมก็ก้มลงกราบพ่อที่ตัก ณ เวลานั้น พ่อของผมคงอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก หรือว่า ด้วยความที่พ่อเป็นคน "รักนะ แต่พูดไม่ออก" พ่อก็ได้แต่เงียบไป จนผมต้องบอกกับพ่อว่า "พ่อจะไม่ให้ศีลให้พร หรืออวยพรอะไรหน่อยเหรอ?" พ่อผมถึงได้เอ่ยออกมาว่า "เออ...เอ็งน่ะเป็นคนดีนะ พ่อก็ดีใจที่มีลูกดีๆ อย่างเอ็ง" แล้วพ่อก็ลูบหัวผมแทนคำอวยพร เพียงเท่านั้น น้ำตาของผมก็หลั่งไหลออกมาอย่างพรั่งพรู ความรู้สึกห่างเหินที่มีมาหลายปีหายไปหมดสิ้น ผมโอบกอดพ่อแล้วร้องไห้อยู่อย่างนั้น จนพ่อต้องเอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่นเครือว่า "ไปล้างหน้าล้างตาเถอะ" ผมถึงได้ปล่อยเอวพ่อ แล้วพ่อก็เดินไปยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเดิม ผมไม่รู้ว่าพ่อผมคิดอะไรอยู่ แต่ ณ เวลานั้น ผมรู้สึกรักพ่อมากที่สุด จนถึงทุกวันนี้ผมก็ยังรักพ่อผมมากที่สุด คิดถึงเหตุการณ์นี้ทีไรความรู้สึกตื้นตันจนน้ำตาไหลก็เกิดขึ้นได้ทุกที
(ขอขอบคุณ เพลง "พ่อ" ศิลปิน : คุณปั่น ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว) |