พิมพ์หน้านี้
|
(เฮ้อ.....ขอถอนหายใจเป็นการแก้เซ็งชีวิตซักหน่อย เหน็ดเหนื่อยเหลือเกินทั้งการงาน และจิตใจ เบื่อเหลือเกินกับชีวิตความวุ่นวายในเมืองกรุง ทำไมคนเราต้องใช้เงินด้วยเนอะ...เงินนี่มันสำคัญต่อการดำรงชีวิตจริงๆ คิดๆ ไปถ้าหนีความวุ่นวายได้ ไปใช้ชีวิตอยู่ตามป่าตามเขา ปลูกผักปลูกหญ้า กินอยู่อย่างง่ายๆ ไม่ต้องดิ้นรนอะไรให้มันเหนื่อยใจ ทำอย่างนั้นได้ก็คงดี) ทั้งหมดนี้เป็นความคิดที่เกิดขึ้นมา ระหว่างการเดินทางติดตามกองถ่ายสกู๊ปรายการจมูกมด ในช่วงมดหลากสี ซึ่งในวันนั้นไปถ่ายทำกันที่ค่ายบางกุ้ง จ.สมุทรสงคราม ระหว่างทางก่อนจะถึงสถานที่ถ่ายทำต้องผ่านแนวสวนผลไม้สองข้างทาง ต้นลิ้นจี่ปลูกเรียงรายอยู่ตามคันดินที่ขุดขึ้นมา คั่นด้วยท้องร่องสวน ให้ความรู้สึกร่มรื่น สดชื่นขึ้นมาทันที นานแล้วที่ไม่ได้เห็นภาพแบบนี้ ความคิดในเบื้องต้นจึงบังเกิดขึ้นมา เห็นแล้วอยากไปเป็นชาวสวน
มาเข้าเรื่องที่จะนำเสนอกันดีกว่า ก็ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนมาก เพียงแค่อยากนำเสนอข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวที่หลายๆ คนคงรู้จักและเคยไปเที่ยวกันบ้างแล้ว ซึ่งที่นี่ถือเป็น UNSEEN IN THAILAND อีกสถานที่หนึ่ง ที่ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยม นั่นก็คือ "ค่ายบางกุ้ง" ถ้าใครมีโอกาสได้มาเที่ยวที่จังหวัดสุทรสงคราม มาเที่ยวอัมพวา ก็ไม่ควรพลาด ก่อนอื่นก็ต้องย้อนอดีตไปไกลซักหน่อยประมาณ 241 ปี ค่ายบางกุ้งแห่งนี้มีความสำคัญขนาดไหน โดยขอยกเอาวีรกรรมของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ ค่ายบางกุ้ง คัดลอกมาจากแผ่นพับที่ได้รับแจกมา เค้าบอกเอาไว้ว่า
เมื่อ พ.ศ.2310 หลังจากที่พม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตก แล้วค่ายบางกุ้งไม่มีทหารประจำการและรักษาค่าย กระทั่งพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้เอกราชกลับคืนมาได้ และทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี ในปีเดียวกันนี้เองพระองค์ได้โปรดให้คนจีนจากระยอง ชลบุรี และกาญจนบุรี รวบรวมผู้คนมาตั้งเป็นกองทหารรักษาค่าย จึงมีชื่อเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า "ค่ายจีนบางกุ้ง"
พ.ศ.2311 พระเจ้ากรุงอังวะ กษัตริย์พม่า ได้ให้แมงกี้มารหญ่า เจ้าเมืองทวายยกทัพมาสืบข่าวสภาพบ้านเมืองในสมัยกรุงธนบุรีว่าสงบราบคาบหรือจราจล เพราะเป็นช่ว่งระยะเวลาที่ไทยกำลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ เจ้าเมืองทวายได้ยกพลประมาณ 2 หมื่นคนเศษเดินทัพทางบกเข้ามาทางไทรโยค เมืองกาญจนบุรีและให้ยกทัพเรือเข้ามาที่ค่ายดอกกะออมแล้วเดินทัพล้อมค่ายจีนบางกุ้งไว้ ทหารภักดีอาสาได้สู้รบเป็นสามารถ ยกทัพหม่าโจมตีค่ายจีนบางกุ้งหลายครั้ง แต่ไม่สามารถยึดค่ายได้ ทางคณะกรรมการเมืองได้มีใบบอกเข้ามายังกรุงธนบุรี ขอกำลังมาช่วยรบพม่า
เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงทราบข่าวศึก ได้โปรดให้ พระมหามนตรี (บุญมา) จัดกองทัพเรือ 20 ลำ แล้วพระองค์ทรงเรือพระที่นั่งสุวรรณพิชัย นาวาเรือยาว 18 วา ปากเรือกว้าง 3 ศอกเศษ พลกรรเชียง 28 คน พร้อมศาสตราวุธ ยกทัพมาถึงค่ายบางกุ้งในเวลากลางคืน เวลาพลบค่ำ จึงมีบัญชาให้จอดเรอพักทัพที่ฝั่งตรงข้ามกับค่ายโดยมีทหารภักดีอาสา และทหารพม่าไม่มีใครทราบเนื่องจากเป็นช่วงข้างแรมเดือนมืด (บริเวณที่จอดเรือพักทัพมีชื่อเรียกว่า บ้านพักทัพ ปัจจุบัน คือ บ้านบางพลับ)
ครั้นเวลายามสามได้ทรงนำกำลังทหารเข้าตีพม่าด้านท้ายค่าย (ที่ตั้งศาลเจ้าไท้เพ่งอ๊วงกง ในปัจจุบัน) ตามพงศาวดารกรุงธนบุรีกล่าวว่า ในตอนเรียกประชุมนายทัพนายกองเพื่องปลุกใจและบงการเข้าตีนั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้เน้นว่า
"ถ้าช้าไปอีกวันเดียว ค่ายบางกุ้งจะแตก แล้วขวัญทหารไทยจะไม่มีวันฟื้นคืนได้ การรบทุกครั้งการแพ้/ชนะ อยู่ที่ขวัญและกำลังใจ ถ้าไทยแพ้อีกครั้งพม่าจะฮึกเหิม พวกไทยจะครั่นคร้ามและกู้ชาติไม่สำเร็จ การรักษาค่ายบางกุ้งไว้ให้ได้ในครั้งนี้ ได้ชื่อว่าท่านทั้งหลายได้ช่วยขวัญของไทยในการรบครั้งต่อไป"
การรบครั้งนี้ตะลุมบอนกันด้วยอาวุธสั้น เมื่อทหารจีนในค่ายทราบว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินทหาราชเสด็จมาบัญชาทัพด้วยพระองค์เองก็เกิดกำลังใจ เปิดประตูค่าตี กระหนาบพม่าอีกทางหนึ่ง แมงกี้มารหญ่าเจ้าเมืองทวายเห็นเหลือกำลังที่จะต่อสู้ จึงถอนทัพกลับไปเมืองทวายทางค่ายเจ้าขว้าง (เป็นด่านเมืองราชบุรี อยู่ริมแม่น้ำพาชี) จากชัยชนะในการรบที่ค่ายบางกุ้งมีผลดีต่อชาติไทยหลายประการ ที่สำคัญยิ่งคือ ขวัญและกำลังใจของคนไทยที่เกือบจะสูญสิ้นไปกับการเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่าในปี พ.ศ.2310 การรบชนะพม่าที่ค่ายบางกุ้งในปี พ.ศ.2311 (เป็นสงครามครั้งแรกที่ไทยทำกับพม่าภายหลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี) ทำให้ขวัญและกำลังใจองคนไทยกลับคืนมา
โบราณสถานที่สำคัญ ที่ถือเป็นจุดเด่นของค่ายบางกุ้ง ได้แก่ โบสถ์ปรกโพธิ์ เป็นอุโบสถหลังเดิมที่สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จะถูกปกคลุมด้วยรากไม้ใหญ่ทั้งโพธิ์ ไทร ไกร และกร่าง มองจากภายนอกคิดว่าเป็นกลุ่มต้นไม้ใหญ่ มากกว่ามีโบสถ์อยู่ข้างใน รากไม้เหล่านี้ช่วยให้โบสถ์คงรูปอยู่ได้ ทั้งยังให้ความขรึมขลังอีกด้วย
ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐาน ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อโบสถ์น้อย (หลวงพ่อนิลมณี) และเรียกโบสถ์ว่า "โบสถ์ปรกโพธิ์" และมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง สมัยปลายกรุศรีอยุธยาเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ
ขอแทรกเรื่องเร้นลับของศาลนางไม้เจ้าจอมที่ตั้งอยู่ด้านหลังโบสถ์ปรกโพธิ์ไว้ซักหน่อย อาจจะต้องใช้วิจารณญาณในการรับชมและควรให้คำแนะนำแก่บุตรหลานด้วย จากคำบอกเล่าของผู้ที่คลุกคลีเข้าออกค่ายบางกุ้งอยู่เสมอๆ เค้าบอกว่า เวลากลางคืนจะมีนางไม้ออกมาเดินอยู่รอบๆ โบสถ์ปรกโพธิ์ เพื่อดูแลปกปักรักษาโบสถ์แห่งนี้ ที่มาที่ไปผมก็ไม่ได้ถาม แต่ถ้าหากใครอยากมีโชคมีลาภ อยากได้เลขเด็ดเพื่อเสี่ยงโชค ให้มาขอท่านได้ แต่ต้องมาหลังเที่ยงคืน ท่านจะมาบอกด้วยตัวท่านเอง แม่นมาก เห็นว่าถูกหวยกันไปหลายรายแล้ว ถ้าใครใจกล้าพอไปทดลองทำแล้วได้ผลเป็นยังไง มาบอกกล่าวกันด้วยนะครับ แล้วถ้าได้เลขเด็ดมาถูกหวยจริงๆ ก็อย่าลืมทำบุญ หาของไปเซ่นท่านนางไม้บ้างนะครับ
เส้นทางไปแหล่งประวัติศาสตร์ ค่ายบางกุ้ง
|