วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม 2551
เคล็ดไม่ลับการลงทุนตลาดหุ้น : ตอน 1
Posted by
นักเลงหุ้น
,
ผู้อ่าน : 66
, 09:49:49 น.
| หมวดหมู่ :
มือใหม่หัดลงทุน(หุ้น)
พิมพ์หน้านี้
| เคล็ดไม่ลับการลงทุนตลาดหุ้น : ตอน 1 | |
เมื่อพูดถึงตลาดหุ้นแล้วคนส่วนใหญ่จะรู้จักหรือคุ้นเคยกับตลาดหุ้นเป็นอย่างดี แต่คนที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนอย่างผู้รู้หรือกูรู ที่ได้รับยกย่องเป็นตำนานอย่าง นายวอเรน บัฟเฟต์ นั้นหาได้ยาก
โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่เรียกกันว่าเป็นตลาดประเทศกำลังพัฒนา ที่มีขนาดของมูลค่าตลาด ซึ่งหมายถึงราคาของหุ้นคูณด้วยจำนวนหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด ซึ่งขนาดของตลาดหุ้นไทยนั้นมีมูลค่า 6.9 ล้านล้านบาท (ประมาณ 200 พันล้านเหรียญ) คือคิดเป็นเพียง 75% ของจีดีพี ซึ่งในตลาดที่พัฒนาแล้วเช่น ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย เช่น สิงคโปร์ หรือฮ่องกง จะมีขนาดใหญ่กว่าผลิตมวลรวมในประเทศ การที่มีตลาดหุ้นมีมูลค่าขนาดเล็ก จึงจะถูกการบริหารจัดการ หรือพูดง่าย ๆ ว่าถูกปั่นให้สูงขึ้น หรือลดลงได้ง่าย ดังนั้นเมื่อมีเงินลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นเงินกองทุนต่าง ๆ หรือแม้แต่กองทุนส่วนบุคคลของมหาเศรษฐีคนหนึ่งคนใดจำนวนมูลค่าเพียงหลักนับพันล้านบาท/วัน ก็สามารถมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดหุ้นไทยได้ ดังจะเห็นได้ว่าในวันหนึ่งวันใดถ้านักลงทุนต่างชาติถอนการลงทุนจากตลาดหุ้นไทยก็จะทำให้ดัชนีตลาดหุ้นติดลบ และหากวันใดมีเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาซื้อในตลาดหุ้นไทยจำนวนมาก ๆ ก็จะทำให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น การที่ตลาดหุ้นถูกปรับเปลี่ยนได้โดยง่ายดายจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง ความผันผวนสูงวัดจากการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงไปจากค่าเฉลี่ยได้สูง เช่นผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีของตลาดหุ้นไทยจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10.3 ต่อปี แต่จะมีค่าความผันผวน 35.1% หากเทียบกับตลาดหุ้นโลกที่มีขนาดใหญ่นั้นที่มีค่าผลตอบแทนเฉลี่ยระดับเดียวกัน แต่มีค่าความผันผวนต่ำกว่าตลาดหุ้นไทยประมาณเท่าตัวที่ระดับ 17.5% (ข้อมูลดัชนี SET เทียบกับ ดัชนีหุ้นโลก MSCI ในช่วงปี 1989-2005) ทั้งนี้เนื่องจากเป็นตลาดหุ้นโลกจะมีขนาดของมูลค่าตลาดใหญ่มากจนไม่มีนักลงทุนราย หนึ่งรายใดมีอิทธิพลในการขับเคลื่อนทิศทางของตลาดได้ ด้วยความผันผวนสูงในลักษณะของตลาดหุ้นเกิดใหม่นี้ จึงทำให้คนส่วนหนึ่งมองว่าตลาดหุ้นเหมือนกับบ่อนการพนัน ในช่วงระยะเวลาหนึ่งตลาดหุ้นไต้หวันถูกขนานนามเป็นบ่อนกาสิโน และอาจจะมีความรู้สึกเช่นเดียวกันนี้สำหรับตลาดหุ้นไทย ทำให้คนไทยส่วนหนึ่งไม่กล้าที่จะลงทุนในตลาดหุ้นไทย และแม้แต่นักลงทุนที่กล้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยเองแล้ว ก็จะมีเพียงส่วนหนึ่งและเป็นจำนวนน้อยที่ประสบความสำเร็จ
ซึ่งพอจะประมวลได้ว่าความล้มเหลวของการลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั้นเกิดจากปัจจัยดังต่อไปนี้ (1) ขาดวัตถุประสงค์ในการลงทุนที่ถูกต้อง คนลงทุนในตลาดหุ้นส่วนใหญ่จะหวัง ว่าหุ้นที่ตนเองซื้อจะมีราคาสูงขึ้นและหวังผลตอบแทนการลงทุนในระยะสั้น ดังนั้นจึงซื้อหุ้นตามคำแนะนำ (ของนายหน้า broker หรือตามคำแนะนำของญาติพี่น้อง หรือเพื่อนฝูง ตลอดจนการแห่ซื้อตามคนอื่น) หรือซื้อตามข่าววงใน (inside trading) ว่าหุ้นของบริษัทนั้นบริษัทนี้จะมีราคาสูงขึ้น
โดยไม่ได้มีการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับบริษัทที่ตนเองจะลงทุนอย่างจริงจัง ซึ่งหลักการลงทุนของนายวอเรน บัฟเฟต์ คือลงทุนในธุรกิจที่ตนเองมีความรู้จักและมีความคุ้นเคยเท่านั้น ดังนั้นการละเลยหลักการลงทุนนี้ จึงทำให้นักลงทุนประเภทนี้ที่ลงทุนตามข่าวลือ ข่าวเล่าอ้างไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเข้าซื้อหุ้นใน เวลาที่คนอื่น ๆ ได้ซื้อไว้ก่อนหน้าแล้ว และตอน ออก (ขายหุ้น) ก็จะออกเป็นรายท้าย ๆ เพราะรอคำบอกเล่าของคนอื่น ทำให้ได้กำไรต่ำหรือ ขาดทุน
ที่มา : เดลินิวส์ |
|