ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ดๆๆๆๆๆๆๆ
โอ้! พระเจ้าจ๊อร์จ เสียงอะไรเนี่ย ทำไมมันช่างทำลายโสตประสาทซะจริงๆเลย
พอตั้งสติได้ก็ลืมตาดู อ้าว! เช้าแล้วนี่หนา
เสียงที่ได้ยินเมื่อกี้ก็เสียงโทรศัพท์ปลุกเรานี่เอง
Snooze ไปซะหลายรอบเลยแฮะ เกือบสายแล้ว กว่าจะไปถึงแบ๊งค์ก็เกือบแปดโมงครึ่งพอดี
ยังพอมีลุ้นว่าจะไปถึงก่อนเจ้านายแฮะ
เฮ้อ ! เหนื่อยจังเลย นี่มันเลยวันหยุดไปแล้วเหรอเนี่ย เหมือนไม่ได้หยุดเลย
เมื่อวานยังนั่งเรียนอยู่เลย วันนี้ต้องไปทำงานอีกแล้ว
เมื่อไหร่จะจบเนี่ย 2 ปีมันช่างนานแสนนานนนนนนน
แต่จะทำยังไงได้นอกจาก อดทนไว้ก่อนนะใจข้าเอย เอาน่าสอบคอมภีร์เสร็จก็จบแล้ว
เย้ Fighting สู้ ๆ
วันนี้เป็นวันเกิดแม่เรานี่นา
"ฮัลโหล ! พ่อเหรอ อ้าวแล้วแม่ไปไหนล่ะ จะโทรมาแฮปปี้เบิร์ดเดย์อ่ะ"
"อ๋อ แม่ยังไม่เห็นลงมาเลย ยังไม่ตื่นมั้ง"
"อ้าว ก็วันนี้เป็นวันเกิดแม่นี่ ไม่ต้องใส่บาตรตอนเช้าเหรอ"
"คงรวบยอดเป็นถวายเพลละมั้ง"
"แล้ววันนี้ไม่ไปทำงานเหรอลูก"
"กำลังจะไปแล้วอ่ะพ่อเลยโทรมาแฮปปี้เบิร์ดเดย์แม่ก่อน"
"เดี๋ยวส่ง sms มาให้แม่ทีหลังละกัน"
สรุปว่าไม่ได้คุยกะแม่ซะงั้น โอกาสพิเศษทั้งที
ตั้งแต่เกิดมาจนจำความได้ และเป็นตัวเป็นตนมาจนทุกวันนี้
ก็ไม่ค่อยได้สนิทกับแม่สักเท่าไหร่
ส่วนใหญ่ก็จะคุยกันได้ 2-3 คำก็เป็นอันต้องขัดใจกันซะมากกว่า
เท่าที่รู้สึกแม่มักจะเห็นลูกเป็นคนผิดเสมอ เพราะความคิดเราไม่ค่อยตรงกัน
ไม่เหมือนกับพี่ชายที่เค้าทำอะไรก็ไม่เคยผิด
เพราะมีความคิดคล้ายๆกับแม่
ตั้งสมัยที่เรียนมัธยมแล้ว ด้วยความที่เราเกิดปีเดียวกัน จึงต้องเรียนปีเดียวกัน
ลูกชอบเรียนพิเศษหลายๆวิชา แต่พี่ชายไม่ชอบเรียน
พี่มักจะเบี้ยวเรียนพิเศษเสมอ เลือกเรียนเฉพาะวิชาที่ชอบ
และไปนั่งเล่นเกมส์ที่บ้านเพื่อนใกล้ๆที่เรียน
แม่จะบ่นว่าลูกเสมอว่า
"ทำไมไม่คอยดู ช่วยดึงรั้งพี่ให้นั่งเรียนด้วยกัน"
สุดท้าย แม่ก็เป็นคนมารับมาส่งเรียนพิเศษเอง และมักจะมาก่อนเวลาเลิกเรียนเสมอ
เพราะว่าลูกสนิทกันกับพี่ชายตั้งแต่เด็ก จึงนอนห้องเดียวกันตลอด แต่คนละเตียง
จนเป็นความเคยชินแล้ว
เวลาตอนกลางคืน ลูกจะทำการบ้าน ทำรายงาน หรืออ่านหนังสือจนดึก
แต่พี่ชายไปเตะบอลเสร็จกลับมาก็ดูทีวี แล้วก็นอนฟังเพลงจนหลับ
พี่มักจะบ่นว่าเมื่อไหร่จะนอนอ่ะ
แสงไฟโคมไฟ และเสียงเปิดหนังสือทำให้เค้านอนหลับไม่สนิท
แม่ก็มักจะบ่นลูกเสมอว่า
"เมื่อไหร่จะนอนล่ะดึกแล้ว ทำการบ้าน รายงานอะไรนักหนา"
แล้วอย่างนี้เข้ามหา'ลัยแล้วจะเรียนไหวเหรอ
จนพ่อรำคาญแม่ต้องเดินมาบอกว่า
"ยังไม่เสร็จอีกเหรอนอนพักผ่อนบ้างเถอะลูก พรุ่งนี้ค่อยทำต่อทันมั้ย"
(พ่อไม่เคยว่าลูกให้เสียความรู้สึก หรือเสียน้ำใจเลย จะมีเหตุผลทุกครั้ง)
จนลูกเข้ามหา'ลัยรัฐบาลได้ ซึ่งเป็นหน้าเป็นตาให้กับโรงเรียน และเพื่อนๆ ในห้อง
แต่พี่ชายสอบไม่ติดสาขาที่เค้าตั้งใจในมหา'ลัยเดียวกับลูก
เค้าสอบติดมหา'ลัยที่มีชื่อเสียงทางภาคเหนือ
แต่เพื่อนเค้าสอบไม่ติด เค้าจึงสละสิทธิ์แล้วเลือกเรียนที่เดียวกับเพื่อนสนิทเค้า
เป็นครั้งแรกที่ลูกต้องแยกกับพี่ชาย จากที่เราเคยไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด
ทุกที่ ทุกเวลา
ลูกก็ต้องมาพักอยู่ทีมหา'ลัย แต่ลูกก็ยังมีเพื่อนที่ดีๆเป็นเพื่อนอีกมากมาย
สมัยเรียนในรั้วมหา'ลัย ลูกได้เป็นคนสำคัญของคณะ
ก็คงไม่แปลกที่มีผู้ชายเข้ามาจีบมากมาย
ลูกก็ยังอดนึกถึงพี่ชายไม่ได้ ที่เมื่อก่อนเค้ามักจะคอยกันลูกจากพวกเพื่อนๆที่มาจีบ
และไปไหนด้วยกันตลอด
ต้องขอบคุณที่ลูกสนิทกับพี่ และใช้ชีวิตเหมือนพี่ชาย
ทำให้ลูกใช้ชีวิตในรั้วมหา'ลัยได้ไม่ลำบาก และสามารถเอาตัวรอดได้เสมอจนเรียนจบ
ใครๆ ก็มักจะแซวลูกเสมอว่า "ลูกเป็นคนโชคดีนะที่สวยเลือกได้"
แต่สำหรับลูกแล้วโชคดีตรงที่เราสามารถมีโอกาส
ได้เลือกคนดีๆที่เข้ามาในชีวิตเรามากกว่า
จนลูกจบมาทำงานเพื่อนๆ ก็ยังแซวจนทุกวันนี้ว่า
"สวยเลือกได้ (คนดีและรวย-ในความคิดเพื่อนๆ)"
แต่มันไม่ใช่คำตอบของชีวิตคู่สำหรับลูก เพราะลูกคิดว่าคงยังไม่ใช่
เรื่องเรียน และเรื่องหน้าที่การงานของลูกเป็นที่น่าพอใจ รวมทั้งความรักด้วยเหมือนกัน
แต่ก็มีบ้างที่ความรักไม่ได้สมหวังดั่งใจเราต้องการ
บ่อยครั้งที่เวลาลูกผิดหวังกับความรัก หรือคนที่เรารักทำให้เราเสียใจ
แม้ว่าลูกจะไม่อยู่กับแม่ตั้งแต่เรียนมหา'ลัย จนวันนี้ก็เกือบ10 ปีเห็นจะได้
มันยิ่งทำให้ลูกห่างกับแม่มากขึ้น ลูกโทรกลับบ้านทุกวัน แต่ก็ลูกไม่ค่อยได้คุยกับแม่
เมื่อลูกรู้สึกเสียใจ ท้อแท้กับความรัก ลูกมักจะนึกถึง
หรือคิดถึงแม่เสมอ ลูกอยากให้แม่ปลอบใจลูกบ้าง ถามไถ่ลูกบ้าง
หรือพูดให้คำปรึกษาอะไรก็ได้เหมือนที่แม่คนอื่นๆ เค้าพูดกัน
แต่ลูกก็ไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้แม่เห็น ลูกได้แต่เล่าเรื่องที่แฮปปี้ให้แม่ฟัง
หลายๆ คนมักอิจฉาที่ลูกสนิทกับครอบครัวของคนที่ลูกรัก และพวกเค้าก็รักลูกมาก
แต่มันจะดีสักแค่ไหน ถ้าเป็นแม่ตัวเอง
ลูกอยากกอดแม่ เหมือนกับที่กอดแม่แฟน แม่เพื่อนๆบ้าง
อยากนอนหนุนตักแม่ เหมือนกับที่ลูก และแฟนเคยนอนหนุนตักแม่แฟนด้วยกัน
อยากให้แม่หอมแก้ม อยากเที่ยวไปโน่นไปนี่กับแม่
คุยดีๆกันบ้างอย่างน้อย 1 วันก็ยังดี
(พี่กับพ่อ เคยพนันกันว่า ลูกกับแม่อยู่ด้วยกันได้ไม่นานเกิน 1วัน ก็ต้องทะเลาะกัน)
ลูกเคยไม่โกรธหรือน้อยใจแม่เลย
ที่แม่อาจจะรักและถูกใจพี่ชายมากกว่า
เพราะใครๆในโลกต่างนี้จะพูดกันอยู่เสมอว่า
"แม่ย่อมรักลูกชายมากกว่าลูกสาวเป็นธรรมดา"
และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ (บ้านใครมีลูกชายก็จะรู้)
แต่ลูกก็ไม่เคยอิจฉาพี่ชายเลย ที่แม่รักและทำอะไรถูกใจมากกว่า
อาจจะเป็นเพราะพี่เป็นผู้ชาย และเราโตมาพร้อมกัน ได้ของอะไรก็มักจะได้เหมือนกัน (ยกเว้นความรัก)
ความที่พี่เป็นผู้ชาย จึงมักจะไม่เรียกร้องอะไรมาก
ตรงกันข้าม เมื่อเค้าได้อะไรมากเกินไป หรือไม่อยากได้ก็มักจะยกให้ลูกเสมอ
และพี่ชายก็ยังปกป้องและห่วงใยลูกอยู่เสมอ (รักพี่นะ)
ลูกไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ลูกกับแม่ถึงมักจะขัดแย้งกัน
ทำไมความคิดของแม่กับลูกนั้น จึงมักจะสวนทางกันอยู่เสมอ
ก็เพราะลูกมีความคิดเหมือนพ่อ (เพื่อนๆมักจะบอกอย่างนั้น)
เหมือนกับความหมายของชื่อลูก "พิมพ์ชนก"
พิมพ์(เหมือน) + ชนก(พ่อ)
สุดท้ายนี้ ลูกไม่รู้ว่า แม่รักลูกแค่ไหน รักมากเท่าไหร่ (น้อยกว่าพี่ก็ไม่เป็นไร)
แต่ลูกอยากบอกบอกให้แม่รู้ว่า ลูกแม่คนนี้ก็รักแม่เหมือนกัน
ลูกคนนี้จะเป็นคนดี เป็นคนที่เข้มแข็ง ไม่ทำให้แม่ผิดหวัง
อยากให้แม่มีความสุขมากๆ มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง
ปีที่แล้วเป็นปีที่ชงสำหรับแม่ แต่หลังจากวันนี้ไปมันคงจะดีขึ้นไปเรื่อยๆ
ขอให้สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายจงหายไปพร้อมกับปีเก่า
ขอให้คุณพระศรีรัตนตรัย
จงคุ้มครองให้แม่คลาดแคล้วจากพยันต์อันตรายทั้งปวง
มีสุขภาพจิต และสุขภาพกายที่ดี ปราศจากโรคภัยทั้งปวง
รักแม่ และทุกคนในครอบครัว
ปล. วันนี้ ลูกพิมพ์อะไรมากมาย (เพ้อเจ้อ) ไปใหญ่แล้ว
ลูกก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีใครเข้ามานั่งทนอ่านเรื่องราว บ้าๆ บอของลูกหรือปล่าว
แต่มันเป็นความรู้สึกจากใจจริงที่ลูกเก็บมันไว้มานานหลายปี
ที่เพียงแต่อยากให้แม่เข้าใจลูกบ้าง และลูกก็อยากให้แม่สนใจลูกบ้าง
ก็พอ
รักแม่นะคะ
"สุขสันต์วันเกิดค่ะแม่"