พิมพ์หน้านี้
|
เกษม แววงาม
"ต๊อก แต๊กๆๆๆ..." เสียงคานกระทบผ้าคาร์บอนกระแทกลงบนแกนเครื่องพิมพ์ดีด ปรากฏตัวอักษรสีดำเรียงรายอยู่บนกระดาษเอ 4 ที่ใช้แล้ว ตามจังหวะเคาะนิ้วลงบนแป้นตัวอักษรของ "เกษม แววงาม" หรือ "น้าเสม" ของน้องๆ นักข่าวรุ่นหลัง ด้วยวัย 67 ปี จึงเรียกได้ว่า น้าเสมคร่ำหวอดอยู่ในวงการข่าวมาค่อนชีวิต ปัจจุบันทำข่าวให้กับหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ รีบพิมพ์ต้นฉบับส่งโรงพิมพ์อยู่ในห้องผู้สื่อข่าว กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ณ วังปารุสก์ น้าเสม คนนี้แหละที่เคยทำข่าวตั้งแต่สมัย "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" นำกำลังทำรัฐประหารรอบ 2 ยึดอำนาจการปกครองคืนจาก "พล.ท.ถนอม กิติขจร" (ยศขณะนั้น) ทั้งที่เพิ่งผ่านพ้นการทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาล "จอมพล ป. พิบูลสงคราม" มาแค่ปีเดียว ซึ่งสมัยนั้นนักหนังสือพิมพ์จะโดนจับตามองมากที่สุด เพราะสื่อถูกควบคุมโดยรัฐบาล แม้จะเป็นจังหวะอึมครึมของวงการสื่อมวลชน เกษม หนุ่มไฟแรงวัย 20 ต้นๆ เลือกจะเป็นช่างภาพและนักข่าวหนังสือพิมพ์ตามรอยพี่ชาย "ผมทำข่าวรุ่นเดียวกันกับนักข่าวพูลิซเซอร์คนแรกของไทย โดม แดนไทย หรือชาญชัยศรี พลกุล ตอนนั้นโดมเป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์อาณาจักรไทย ทำได้ 3 ปีก็หมดทุน ผมเลยมาทำต่อที่หนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์ พอสถานภาพทางการเงินของหนังสือพิมพ์ไม่ดี จึงย้ายไปเป็นหัวหน้าข่าวที่หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย แล้วไปทำที่บางกอกโพสต์อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะย้ายไปอยู่ข่าวสด แล้วย้ายมาอยู่เดลี่ไทม์" นักข่าวมากประสบการณ์ เล่าชีวิตระหกระเหินของอาชีพนักข่าวยุคนั้น ช่วงแรกของอาชีพนักข่าว เกษม เริ่มต้นด้วยการเป็นนักข่าวการเมือง แต่ก็เพียงช่วงสั้นๆ ก่อนผันตัวเองไปเป็นช่างภาพประจำหนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์ ยุคนั้นช่างภาพก็ต้องทำข่าวด้วย ซึ่งเขาทำหน้าที่เป็นช่างภาพติดตามในหลวงมาร่วม 10 ปี "พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปไหนก็ต้องติดตามไปทุกที่ เราต้องรู้จังหวะภาพ ความรู้สึกของภาพ มีอยู่ครั้งหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จฯ ขึ้นดอยมูเซอ ผมก็วิ่งรอบดอยเลย คอยดักว่าพระองค์จะเสด็จฯ ผ่านมา เพราะวิ่งนำหน้าพระองค์ท่านไม่ได้ แล้วผมก็มาพักเหนื่อยริมทาง พระองค์ท่านผ่านมาพอดี ทรงตรัสว่า 'อย่าวิ่งนักสิเรา' ผมอึ้งเลย พูดอะไรไม่ถูก" น้าเสม เล่าความหลังอันแสนประทับใจ พิศาล พ้นภัย หลังจากเป็นช่างภาพมาร่วม 10 ปี เกษม เริ่มมีปัญหาทางสายตา จึงเปลี่ยนจากช่างภาพมาเป็นนักข่าวเต็มตัว และยังจดจำข่าวดังๆ ที่อยู่ในความทรงจำสมัยทำหนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์ยุคปลายได้อย่างดี "สมัยนั้น อเมริกาส่งคนไปเหยียบดวงจันทร์ ผมก็มานั่งนึกประเด็นทำ ก็เห็นว่า คนจีนเขาไหว้พระจันทร์กัน ผมก็ไปสัมภาษณ์เจ้าอาวาสวัดเล่งเน่ยยี่เลย ท่านก็อธิบายว่า พระจันทร์ให้แสงสว่างยามค่ำคืน ถือว่ามีบุญคุณกับมนุษย์ และเป็นประเพณีที่เขาต้องกราบไหว้กันปกติเหมือนเดิม ใครจะขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์ก็คงไม่มีผลต่อความศรัทธา" หลังจากนั้น เกษม ก็ย้ายงานไปหลายสำนักพิมพ์ ก่อนจะมาร่วมงานกับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งเป็นช่วงเขมรแตก จึงถูกส่งไปทำข่าวที่กัมพูชา ก่อนหน้านี้ เกษม ลงทุนซื้อเครื่องรับวิทยุราคาเรือนหมื่นด้วยตนเอง และได้ใช้ประโยชน์จากมันอย่างคุ้มค่า เพราะเป็นคนเดียวที่ได้ข่าวเครื่องบินมิกมาทิ้งระเบิด "ตอนนั้นได้ข่าวและภาพแม่ทัพดูหลุมระเบิดฉบับเดียว เพราะรู้ข่าวเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่ค่ายร่มเกล้าจากเครื่องรับวิทยุที่ซื้อมา สมัยนั้น 'อารีย์ วงศ์อารียะ' ยังเป็นนายอำเภอที่ตาพระยาอยู่เลย วันนั้นผมอยู่ในขบวนทัวร์ของผู้ว่าราชการจังหวัด จึงรีบแยกตัวออกไปที่เกิดเหตุ พบแม่ทัพกำลังดูหลุมระเบิดพอดี เลยสอบถามทราบว่า เป็นเครื่องบินมิกมาทิ้งระเบิด" ข่าวดังกล่าวสร้างความอือฮามาก เพราะอเมริกาเชื่อว่า มีการนำเครื่องบินที่มีอานุภาพสูงมาร่วมรบด้วย ตรงกันข้ามกับนักข่าวต่างประเทศ ที่ต่างก็ไม่เชื่อว่าจะมีเครื่องบินมิกของรัสเซีย ที่ทหารเวียดนามใช้มาป้วนเปี้ยนในสงครามครั้งนั้น แต่ข่าวที่เกษมรู้สึกประทับใจสุดๆ และยังจดจำได้แจ่มชัด นั่นคือ การรัฐประหารของกลุ่มยังเติร์ก ตอนนั้นเกษมเป็นนักข่าวตระเวนของหนังสือพิมพ์เดลี่ไทม์ ฉบับละ 3 บาท "คืนนั้นมีข่าวแว่วๆ ว่าจะมีปฏิวัติ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร" "ผมและทีมข่าวออกตระเวนดูสถานการณ์ตอนตี 3 พอขับรถออกจาก สน.ลุมพินี ก็เจอรถถังพอดี จึงบอกให้ช่างภาพถ่ายรูปไว้ก่อน ผมรีบลงจากรถไปบอก พี่ๆ ขอถ่ายรูปหน่อย รถถังมันก็หยุด พอถ่ายรูปวับๆๆ เสร็จก็กลับขึ้นรถเลย" น้าเสม เล่าอย่างออกรสชาติ "จากนั้นผมก็รีบเปิดรับคลื่นวิทยุตำรวจ ได้ยินเสียงเพลงมาร์ช 4 เหล่า เฮ้ย...ใช่แล้ว มีประกาศคณะปฏิวัติ แต่ไม่รู้ว่าใครปฏิวัติ ผมรีบโทรศัพท์ปลุกเจ้าของโรงพิมพ์ที่บ้าน เขาก็ยังไม่เชื่อ จนผมต้องเอาวิทยุที่มีเสียงประกาศคณะปฏิวัติแนบกับหูโทรศัพท์ เขาถึงเชื่อ" "พอเข้ามาออฟฟิศ ผมก็บอกให้โอเปอเรเตอร์ปลุกช่างเรียงพิมพ์ ช่างแท่น ติดต่อนักข่าวทุกคน สรุปแล้วเช้าวันนั้นมีหนังสือพิมพ์เดลี่ไทม์ฉบับเดียวตีพิมพ์ข่าวปฏิวัติ ซึ่งขายดีเป็นเทน้ำเทท่า" "แต่ปฏิวัติครั้งนั้นล้มเหลว" น้าเสม สรุป ต่อมาสมัยที่ "เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์" เป็นนายกรัฐมนตรี ที่จู่ๆ ไฟก็ไหม้กองทะเบียนตำรวจอย่างปริศนา เพราะไฟไหม้เฉพาะตู้เอกสารเก็บหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับการทุจริต เกษมมีโอกาสถามนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นตรงๆ ถึงเงื่อนงำของการเกิดเพลิงไหม้ "ผมถามว่า ไฟไหม้กองทะเบียน ไม่ใช่ไฟไหม้ธรรมดานะ นายกฯ ตอบว่า เดี๋ยวผมจะสอบ แล้วตบไหล่ผม บอกว่า เฮ้ยดีมากมีอะไรมาบอกกัน" นักข่าวมากประสบการณ์ ย้ำว่า สมัยนั้นถ้ามีข่าวสำคัญๆ เขามักจะเป็นคนแรกๆ ที่ถูกใช้ไปทำ และสิ่งสำคัญของการได้ประเด็นข่าวดีๆ นั่นคือ แหล่งข่าวใกล้ชิดนั่นเอง!!! "สมัยก่อนการให้ข่าวจะมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก ไม่สนิทสนมกัน ถามยังไงเขาก็ไม่บอก ต้องโอภาปราศัยจนเขาไว้วางใจ และข่าวสำคัญที่กระทบต่อแหล่งข่าวเราต้องปกปิดแหล่งข่าว แม้แต่หัวหน้าเราก็ไม่บอก เดี๋ยวเขาเดือดร้อน เราต้องซื่อสัตย์กับแหล่งข่าว" เขา ย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น อย่างไรก็ตาม การทำข่าวสมัยใหม่อะไรๆ ก็ดูง่ายกว่าเมื่อก่อน เพราะมีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยมากขึ้น อย่างเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเทป และโทรศัพท์มือถือ การเข้าถึงแหล่งข่าวก็ง่าย แต่การทำงานของนักข่าวรุ่นใหม่ น้าเสม มองว่า เนื้อหาข่าวยังไม่ค่อยมีมิติ หรือที่เรียกว่า ข่าวไม่ลึก แต่ข้อดี คือ นักข่าวรุ่นใหม่ๆ เอื้อเฟื้อกันดี นักข่าวรุ่นลายครามจากยุคเผด็จการทหารสู่ยุคประชาธิปไตยจนมาถึงยุค คมช.อีกระลอก...ทำให้ "เกษม แววงาม" เป็นเสมือนปูชนียบุคคล ที่นักข่าวรุ่นใหม่ๆ ต้องกราบไหว้ก่อนทำงาน แต่มิวายถูกแซวด้วยความเคารพจากนักข่าวรุ่นน้อง จนต้องมาคิดใคร่ควรญว่า ถึงเวลาเกษียณหรือยัง? "มาผิดงานแล้ว ต้องไปงานบ้านบางแคไม่ใช่เหรอ" น้าเสม บอกกลั้วเสียงหัวเราะเมื่อพูดประโยคเด็ดที่นักข่าวรุ่นน้องคนสนิทแอบแซว เมื่อถามถึงช่องว่างระหว่างวัยของนักข่าว!!! เช่นเดียวกับ "พิศาล พ้นภัย" วัย 85 ปี จากหนังสือพิมพ์สายกลาง ซึ่งเป็นนักข่าวรุ่นเก๋าที่ยังไม่มีวี่แววจะเกษียณตัวเอง ทั้งที่ผ่านประสบการณ์ทำข่าวมาหลายสำนักพิมพ์ ตั้งแต่ยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม จวบจนยุค พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ยังไม่วางมือจากแป้นพิมพ์ดีดรุ่นบุกเบิก ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องผู้สื่อข่าว สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พิศาล เป็นข้าราชการหนุ่มวัยไม่ถึง 20 ปี สังกัดกองอุตสาหกรรม ถูกพิษเศรษฐกิจยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 พลิกผันชีวิตราชการมาเป็นนักข่าวสังกัดหนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์กรอบบ่าย ฉบับละ 1 บาท "หนังสือพิมพ์สมัยนั้นออกๆ หยุดๆ มีขายเฉพาะในกรุงเทพฯ อย่างหนังสือพิมพ์เดลิเมล์และพิมพ์ไทย เป็นหนังสือพิมพ์เช้า ส่วนหนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์ สยามนิกร ประชาธิปไตย เป็นหนังสือพิมพ์บ่าย ซึ่งหนังสือพิมพ์บ่าย นักข่าวจะออกไปหาข่าวตอนเช้า พอช่วงบ่ายต้องรีบกลับเข้าโรงพิมพ์ มาเขียนข่าว" พิศาล คลี่ความทรงจำเมื่อ 60 ปีก่อน เริ่มแรกชีวิตนักข่าวหนุ่มไฟแรง พิศาลเดินตระเวนหาข่าวทุกกระทรวงที่ตั้งขึ้นในสมัยนั้น โดยทุกๆ เช้าจะรวมพลนักข่าวที่หน้ากรมโฆษณา (กรมประชาสัมพันธ์) หัวมุมถนนราชดำเนิน ก่อนแยกย้ายเดินเท้าไปหาข่าวตามกระทรวงต่างๆ ที่ตั้งอยู่ละแวกใกล้เคียงกัน "ยุคนั้นนักข่าวมีแค่ 6-7 คน มีช่างภาพคนเดียว ข่าวยุคนั้นจะเน้นข่าวการเมือง ข่าวสภา กีฬาบ้างเล็กน้อย ส่วนบันเทิง เศรษฐกิจ ไม่ค่อยมี ช่วงแรกผมยังตามนักข่าวสายอาชญากรรมไปตามโรงพัก กรมตำรวจ โรงพยาบาล แล้วก็มาเริ่มทำข่าวกระทรวง ข่าวศาล ข่าวสภา ซึ่งสมัยก่อนไม่มีการแถลงข่าว ต้องหาข่าวเอง ต้องรู้จักสนิสนมกับอธิบดี เลขาฯ รัฐมนตรี" เขาเล่าเทคนิคการทำข่าว เมื่อได้ข่าวมาแล้ว กว่าจะไปปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ก็ต้องใช้เวลาอีกเป็นวัน นักข่าวรุ่นเก๋า เล่าให้ฟังว่า สมัยนั้นจะส่งข่าวแต่ละทีลำบากมาก ต้องขอยืมโทรศัพท์ร้านค้าไม้ โทรศัพท์ส่งข่าวเข้าโรงพิมพ์ ซึ่งโรงพิมพ์ก็มีโทรศัพท์อยู่เครื่องเดียว เมื่อยืมโทรศัพท์ส่งข่าวแล้วก็ต้องให้อามิสสินจ้างครั้งละ 1-2 บาท ถ้าข่าวด่วนไม่มีโทรศัพท์ ก็ต้องนั่งรถสามล้อ แบบว่าขอด่วนพิเศษ ราคา 2-3 บาท กลับโรงพิมพ์เพื่อไปพิมพ์ข่าว "สมัยนั้น ก๋วยเตี๋ยวชามละ 5-10 สตางค์ หนังสือพิมพ์ขาย 50-75 สตางค์ ค่ารถสามล้อ 2-3 กลับไปพิมพ์ข่าวที่โรงพิมพ์ถือว่าแพงมาก" พิศาล เป็นอีกคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ผ่านการทำข่าวปฏิวัติ เมื่อครั้ง จอมพล ป.พิบูลสงคราม ถูกจับตัวในพิธีมอบเรือขุดแมนฮัตตันจากรัฐบาลอเมริกา ที่ท่าราชวรดิษฐ์ แต่ข่าวที่เขาประทับใจและยังจดจำมาถึงทุกวันนี้ เป็นข่าว "ตำรวจวิสามัญฯ เสือฝ้าย" ขุนโจรแห่งท้องทุ่งสุพรรณฯ ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เกียรติสักดิ์ฉบับแรกและฉบับเดียว แม้จะใช้เวลาร่วม 2 วัน กว่าข่าวเสือฝ้ายถูกวิสามัญฯ จะถูกตีพิมพ์ให้ประชาชนรับทราบ!!! "สมัยนั้น สละ ลิขิตกุล เป็นบรรณาธิการ รู้ข่าวเสือฝ้ายถูกวิสามัญฯ ที่ จ.อ่างทอง จึงชวนผมไปทำข่าว ต้องนั่งเรือเมล์จากท่าเตียนล่องไปขึ้นที่ท่าเรือวิเศษชัยชาญ แล้วเดินทางร่วมวันกว่าจะไปถึงวัดนางใน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองปราบปรามของ ร.ต.อ.ยอดยิ่ง ซึ่งเป็นผู้วิสามัญฯ เสือฝ้าย" "เมื่อเจอ ร.ต.อ.ยอดยิ่ง บก.เป็นคนซักถามในประเด็นต่างๆ ผมมีหน้าที่จดบันทึก จึงรู้ว่าตำรวจใช้แผนลวงเสือฝ้ายออกจากถ้ำได้ 2 วัน และ ร.ต.อ.ยอดยิ่ง ยิงเสือฝ้ายด้วยปืนแม็กนั่ม ตายอยู่ใต้ต้นมะม่วงป่าต้นใหญ่ข้างวัด เพื่อเป็นการตัดไม้ข่มน้ำ ไม่ให้กลุ่มโจรที่กำลังตั้งตัวเป็นใหญ่เอาเป็นเยี่ยงอย่าง" พิศาล เล่าว่า ตำรวจให้รูปเสือฝ้ายนอนตายในชุดเสื้อกุยเฮง กางเกงขาก๊วย เป็นแค่ภาพโปสการ์ดเล็กๆ มาลงตีพิมพ์พร้อมข่าว วันนั้นหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นขายดีจนเจ้าของโรงพิมพ์ยิ้มแก้มปริ แถมท้ายด้วยเรื่องข่าวการเลือกตั้งสกปรกเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 ซึ่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเสรีมนังคศิลา จนได้คะแนนท่วมท้นเกินกว่าคนที่มาลงคะแนนเสียง?!? "มีเพื่อนนักข่าวคนหนึ่งถาม พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ คนสนิท จอมพล ป. พิบูลสงคราม ว่า ท่านครับการเลือกตั้งครั้งนี้สกปรกที่สุดใช่มั้ยครับ?...ก็ได้รับคำตอบสวนกลับมาทันควันว่า 'ส้นตีน!' " พิศาล เล่าเคล้าเสียงหัวเราะ ทุกวันนี้ ทั้งน้าเสมและลุงพิศาลยังคงใช้ชีวิตโลดแล่นอยู่ในวงการน้ำหมึก อย่างคนที่หลงเสน่ห์กลิ่นหมึกและแท่นพิมพ์ แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลมาไม่รู้กี่ยุคสมัย ปฏิวัติ รัฐประหารมากี่ครั้งกี่ครา หรือสังคมจะเปลี่ยนไปอย่างไร ทั้งสองก็มีความสุขอยู่กับตัวอักษร ซึ่งไม่รู้ว่ามากมายกี่แสนล้านคำที่ผ่านสองมือของสองคน
กำเนิดหนังสือพิมพ์ไทย
หนังสือปกแข็งสีน้ำเงินตีตราหอสมุดแห่งชาติ วางสงบนิ่งบนชั้นวางหนังสือ บนสั้นปกระบุชื่อ "การหนังสือพิมพ์เบื้องต้น" เป็นการเข้าปกรักษารูปเล่มตำราเรียนของนักศึกษานิเทศศาสตร์ ที่ ดร.ดรุณี หิรัญรักษ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนเอาไว้เมื่อ 20 ปีก่อน วิวัฒนาการของหนังสือพิมพ์ในประเทศไทย เริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีกลุ่มมิชชันนารีอเมริกันเป็นเจ้าของและบรรณาธิการ ซึ่งหมอบรัดเลย์ได้ออกหนังสือพิมพ์ข่าวรายปักษ์เล่มแรกของไทย ชื่อ "บางกอกรีคอร์เดอร์" พิมพ์ด้วยภาษาไทยและอังกฤษ แต่มีอายุได้ไม่ถึง 2 ปีก็ต้องปิดกิจการลง หลังจากนั้นก็มีหนังสือพิมพ์ออกมาอีกหลายฉบับ ทั้งรายสัปดาห์ รายปักษ์ และรายปี อาทิ หนังสือพิมพ์บางกอกคาเลนดาร์ ต่อมาพัฒนาเป็นหนังสือพิมพ์รายวัน เช่น Bangkok Daily Advertiser และ Siam Daily Advertiser ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงเป็นผู้จัดทำหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทย ชื่อ "ราชกิจจานุเบกษา" เพื่อชี้แจงข่าวคลาดเคลื่อนที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ และเพื่อแจ้งข่าวการบริหารพระราชภารกิจทางการเมือง สมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มมีหนังสือพิมพ์ภาษาไทยฉบับแรกที่เผยแพร่สู่ประชาชน ชื่อ "ดรุโณวาท" ยุคนี้วงการหนังสือพิมพ์ตื่นตัวมากมีการออกหนังสือพิมพ์ถึง 59 ฉบับ สมัยรัชกาลที่ 6 กิจการหนังสือพิมพ์ก้าวหน้ามาก ต่อเนื่องมาถึงรัชกาลที่ 7 มีหนังสือพิมพ์ 55 ฉบับ โดยมีหนังสือที่มีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือที่สุด คือ "หนังสือพิมพ์ประชาชาติ" ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีอิทธิพลต่อผู้อ่านมาก โดยเฉพาะปัญญาชนที่ตื่นตัวทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคม สมัยรัชกาลที่ 8 ต่อเนื่องรัชกาลปัจจุบัน หนังสือพิมพ์เริ่มถูกควบคุมโดยรัฐบาล และเมื่อปี 2501 เกิดรัฐประหาร นำโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หนังสือพิมพ์ตกไปอยู่ภายใต้การควบคุมของประกาศคณะปฏิวัติ ในยุคนี้มีหนังสือพิมพ์ 31 ฉบับ เช่น หนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์ (2495-2513) เดลินิวส์ (2507-ปัจุจบัน) เดลิเมย์ (2493-2501) ไทยรัฐ (2492-ปัจจุบัน) ไทยเดลี่ (2512) แนวหน้า (2495-2506) ประชาธิปไตย (2502) พิมพ์ไทย (2489) สยามนิกร (2481-2512) สารเสรี (2497-2508) สยามรัฐ (2493) เสียงอ่างทอง (2500-2507) และหนังสือพิมพ์อณาจักรไทย (2501-2504) เป็นต้น
ทีมข่าวรายงานพิเศษ เรื่อง / จุมพล นพทิพย์ ภาพ |
| ชีวิตควาญช้างสาวใหญ่มะกันเมืองไทย | ||
ถูกผัวไทยเมาซ้อม วอนรัฐขอสัญชาติ |
||
|
View All |
||
| << | มิถุนายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |