พิมพ์หน้านี้
|
เป็นความใฝ่ฝันในวัยเด็กของใครหลายคน ที่อยากจะโบยบินขึ้นไปบนฟ้ากว้าง ทอดสายตามองลงมายังพื้นดิน ท้องน้ำ ปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ยามล่องลอยอยู่ในอากาศ บางคนอาจเป็นแค่ความฝัน แต่สำหรับ "วิษณุ โลหิตคุปต์" กับ "นวพร เศวตวงศ์" 2 คู่หูผู้รักกีฬาการบินเป็นชีวิตจิตใจ จนซึมเข้าไปในสายเลือด ได้ทำความฝันนั้นให้กลายเป็นความจริงขึ้นมา วิษณุ หรือ "ตั๋งใหญ่" อยู่ในวัย 48 ปี ส่วน นวพร หรือ "ตั๋งเล็ก" อ่อนเยาว์กว่าเพียงขวบปี ทั้งสองเป็นที่รู้จักกันดีในวงการบินว่า "จอมมารดำ-ขวา" ด้วยสีผิวที่หนึ่งกร้านแดดจนคล้ำกับอีกหนึ่งที่ขาวผ่องจนผู้หญิงบางคนยังต้องอาย !!!
ช่วงสาย วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ 11-12 พฤศจิกายน 2549 เขาทั้งสองสาละวนอยู่กับการเป็นแม่งานการแข่งขันกีฬาการบินชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พัทยา แอร์ปาร์ค สนามบินที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงบวกกับความตั้งใจมากล้น จนหลายคนมองว่า "บ้า" ตั๋งใหญ่เดินพล่านทั่วงานดูแลให้ทุกอย่างเรียบร้อย เข้าที่เข้าทาง ส่วนตั๋งเล็กนั่งอยู่บนวีลแชร์ (รถเข็น) บ้างขยับกายขึ้นไปขับรถเอทีวี 4 ล้อวิบากขนาด 250 ซีซี สีเหลือง ช่วยเสริมในจุดที่ยังขาดตกบกพร่องอยู่ ทั้งสองง่วนอยู่กับงานการบินครั้งแรก...ภายหลังก่อตั้งสมาคมกีฬาทางอากาศและการบินแห่งประเทศไทย ได้เพียงไม่กี่เดือน สาเหตุที่ ตั๋งเล็ก ต้องนั่งวีลแชร์เกิดขึ้นเมื่อ 2 เดือนก่อน เขาประสบอุบัติเหตุ "เครื่องบินเล็กตก" ตารางความทรงจำเพิ่มสถิติลงไป อุบัติเหตุใหม่ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 16 ในชีวิตการบินตลอด 20 ปีที่ผ่านมา !!! "การบินมันมีโอกาสพลาดได้ เราไม่รู้หรอกว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร มันเกิดจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ลมหมุน อากาศไหลวน ครั้งหนึ่งผมบินไปถ่ายรูป ต้องใช้วงเลี้ยวที่ลึกกว่าปกติ บังเอิญมีร่องอากาศเข้ามา ทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่อยากจะย้ำว่าเวลาบินถ้าเราไม่ทำอะไรเกินลิมิตตัวเอง มันก็ไม่อันตราย" ตั๋งเล็ก อธิบายพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี ทั้งสองตั๋งรู้จักกันครั้งแรกในโรงเรียนการบิน ด้วยสไตล์การแต่งตัวและรสนิยมหลายๆ อย่างคล้ายกัน เช่น เป็นลูกคนเดียวเหมือนกัน ภรรยาชื่อคล้ายกัน หลังบ้านตั๋งใหญ่ชื่อ "เป้า" ส่วนหลังบ้านตั๋งเล็กชื่อ "เปา" ไม่เว้นแม้แต่ลูกยังมีชื่อคล้ายกันอีก คือ "ตูม กับ ตุ๊ก" !!!
ด้วยความเหมือนและรสนิยมที่ตรงกัน ไม่นานเขาทั้งสองก็สนิทสนมดั่งพี่น้องร่วมมารดา กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนากีฬาการบินในประเทศไทย เริ่มจาก เมื่อ 17 ปีก่อน ตั๋งใหญ่และตั๋งเล็กเห็นชาวต่างชาตินำ พารามอเตอร์ มาเล่นในเมืองไทย พวกเขาให้ความสนใจกับเจ้าร่มบินชนิดนี้มาก จึงเริ่มศึกษาเรียนรู้จากวิดีโอ ความสนใจใคร่รู้นี่เองที่ผลักดันให้พวกเขาและเพื่อนร่วมก๊วนอีก 4-5 คน มุ่งหน้าสู่ประเทศฝรั่งเศส ไปเรียนขับพารามอเตอร์ที่เมืองน้ำหอมนั้นเอง พอเรียนจนจบหลักสูตรก็กลับมาพร้อมกับร่มบินคู่ใจ พวกเขามีโอกาสบินสาธิตให้ น.อ.วีระยุทธ ดิษยะศริน ดู ก็ได้รับความสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน พร้อมกับบอกให้ไปจัดซื้อจัดหามา ทั้งตั๋งใหญ่และตั๋งเล็กจึงระเห็จกลับไปเมืองน้ำหอมอีกครั้ง ก่อนจะกลับมากับร่มบิน...อีกชุด จากวันนั้นถึงวันนี้ 17 ปี กับจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของคนกลุ่มหนึ่งที่รักกีฬาการบินเป็นชีวิตจิตใจ จาก 6 ลำ เมื่อแรกเริ่ม เพิ่มเป็น 600 ลำในปัจจุบัน จากต้องนำเข้าเครื่องพารามอเตอร์ มาวันนี้ประเทศไทยผลิตได้เอง แถมยังส่งออกผลิตภัณฑ์ไปขายต่างประเทศด้วย สนนราคาต่อเครื่อง 1 แสนบาท บวกกับร่มที่ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศอีก 1 แสนบาท รวมเป็น 2 แสนบาทต่อเครื่องพร้อมบิน !!! ข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่าง คือ ปัจจุบันประเทศไทยมีนักกีฬาพารามอเตอร์ที่จดทะเบียนถูกต้อง 600-700 ลำ และที่ยังไม่จดทะเบียนอีก 200-300 ลำ ไม่มากไม่น้อยสำหรับกีฬาที่เพิ่งได้รับการรับรองและมีกฎหมายรองรับเมื่อไม่นานมานี้
พารามอเตอร์มีข้อได้เปรียบอากาศยานชนิดอื่นๆ คือ เสียงเบาและสามารถบินสำรวจค้นหาผู้ประสบภัยในระยะใกล้ หรือการสำรวจตามแนวชายฝั่ง ในขณะที่เครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถทำได้ เมื่อครั้งเกิดพิบัติภัยสึนามิ ตั๋งใหญ่และตั๋งเล็ก รวมทั้งเพื่อนๆ เป็นหนึ่งในอาสาสมัครบินค้นหาผู้ประสบภัย !!! "บางคนนำพารามอเตอร์บินเข้าไปในช่องว่างๆ หาคนได้จำนวนมากๆ ครั้งหนึ่งเราเคยบินสำรวจปลาพะยูนหาดเจ้าไหม จ.ตรัง ให้แก่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปกติเขาใช้เฮลิคอปเตอร์อยู่ แต่พอปลาพะยูนได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ว่ายน้ำหนีไป ตั๋งเล็กเลยใช้พารามอเตอร์บินวนเข้าไปนับได้ง่ายๆ" ตั๋งใหญ่ เท้าความ และเมื่อ 3 วันก่อนการแข่งขันกีฬาทางอากาศ มีคนร้ายหลบเข้าไปในป่าอ้อย หน่วยบินอาสาพารามอเตอร์ก็ตามเข้าไปสำรวจดู
การบุกเบิกกีฬาร่มบินว่า "ยาก" แล้ว การบุกเบิก "เครื่องบินเล็ก" ยังยากยิ่งกว่ายาก ครั้งแรกที่ตั๋งใหญ่และตั๋งเล็กซื้อเครื่องอัลตราไลท์ (เครื่องบินเล็กน้ำหนักไม่เกิน 500 กิโลกรัม) แต่ไม่สามารถนำขึ้นบินได้ เพราะเมื่อ 18 ปีก่อน ยังไม่มีกฎหมายรองรับ พวกเขาจึงหาทางออกด้วยการตั้งชมรม "อนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อม" ขึ้น ภายใต้มูลนิธิอนุรักษ์อากาศยานไทย สนับสนุนงานภาครัฐ สองตั๋งอธิบายว่า ตัวเขาเป็นนักบินมีใบอนุญาตถูกต้อง แต่จะบินขึ้นส่งเดชไม่ได้ เพราะเครื่องบินเป็นเครื่องบินเถื่อน เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ ทางออกของปัญหา คือ การอาสาหน่วยงานภาครัฐทำประโยชน์ให้แก่สาธารณะ "พูดง่ายๆ คือ หาช่องให้ได้บินว่างั้นเถอะ" ตั๋งเล็กแทรกขึ้นมา ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นห่วงพันธุ์สัตว์น้ำในแม่น้ำบางปะกง ที่นับวันจะเน่าเสียมากขึ้น สองตั๋งขันอาสา ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เตรียมนำเครื่องขึ้นบินสำรวจ แต่ยุคนั้นยังไม่มีสนามบินสุวรรณภูมิ หรือสนามบินของเอกชน จึงต้องใช้ถนนธนบุรี-ปากท่อเป็น "รันเวย์" ชั่วคราว "พอประสานผู้ว่าฯ ท่านก็ทำรันเวย์ให้เสร็จเลย โดยตำรวจทางหลวงปิดถนนหัวท้ายให้เราขึ้นบิน เพราะเป็นถนนใหญ่ ตอนนั้นเอาเครื่องบินขึ้น-ลงบนถนนหลวง เท่มาก" สองตั๋งเล่าพลางหัวเราะพลางในภารกิจสนุกๆ ในอดีต เมื่อถามว่าเครื่องบินลำแรกยี่ห้ออะไร ราคาเท่าไร ตั๋งใหญ่ หัวเราะก่อนตอบกวนๆ แต่จริงใจ "ผมไม่เคยมีเครื่องบินลำแรก ผมมีทีเดียว 3 ลำเลย บริษัทเครื่องบินเขาบังคับขาย ไม่งั้นไม่ขายให้ ผมเลยต้องซื้อมาแล้วเอามาขายต่อให้ตั๋งเล็กและเพื่อนอีกคน" เวลาผ่านไปกีฬาการบินในไทยเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการจัดตั้งเป็นสมาคมกีฬาทางอากาศและการบินแห่งประเทศไทย และในปี 2550 จะส่งนักกีฬาทีมชาติไปแข่งขันระดับโลก 4 คน ในรายการ "เอฟเอไอ เวิลด์ พารามอเตอร์ แชมเปี้ยนชิพ" ที่เกาะฮ่องกง ท้ายที่สุดก่อนจากกันวันนั้น สองตั๋ง ฝากไปถึงคนไทยว่า ไม่อยากให้มองกีฬาการบินเป็นของคนเฉพาะกลุ่มคนมีสตางค์ แต่อยากให้มองเป็นการกีฬา ไม่ใช่ธุรกิจ ใครๆ ก็สามารถเข้ามาเล่นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬาชนิดนี้มีกฎ ระเบียบ และข้อปฏิบัติที่เคร่งครัด หากปฏิบัติตามคำแนะนำโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้ยาก ใครที่มีเงิน 2 แสนบาท และอยากบินขึ้นฟ้าด้วยตัวเอง ลองหันมาเล่นกีฬาชนิดนี้ดูได้ ไม่แน่ !!! ในอนาคตข้างหน้าเราอาจจะใช้พารามอเตอร์บินมาทำงาน แทนการขับรถบนท้องถนนที่การจราจรติดขัดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็เป็นได้...ใครจะรู้ สมาคมกีฬาทางอากาศฯ น.อ.วีระยุทธ ดิษยะศริน อุปนายกสมาคมกีฬาทางอากาศและการบินแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้มูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เชิญชมรมการบินและสมาคมการบิน ที่ดำเนินกิจการบินเพื่อการกีฬาและสันทนาการทั่วประเทศ ร่วมประชุมปรึกษาหารือแนวทางจัดตั้งองค์กรกลาง ทำหน้าที่ดูแลและให้บริการสมาชิกที่เป็นชมรมฯ สมาคมฯ มูลนิธิฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่ต้นปี 2548 เป็นต้นมา จนได้ข้อสรุปว่าควรจัดตั้งสมาคมขึ้นอีกสมาคมหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเป็นกลางใช้ชื่อว่า "สมาคมกีฬาทางอากาศและการบิน" มีเป้าหมายยกระดับกีฬาทางอากาศและเปิดกว้างให้ผู้สนใจ สามารถเข้ามาร่วมกิจกรรม เป็นสมาชิก และได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง เพื่อมาตรฐานความปลอดภัยและความก้าวหน้าด้านกีฬาการบิน ทัดเทียมนานาประเทศ ภายใต้การกีฬาแห่งประเทศไทย "ล่าสุดการกีฬาแห่งประเทศไทย ได้รับรองสมาคมกีฬาทางอากาศและการบินแห่งประเทศไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งจะได้นำกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาต ให้เป็นสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย ทั้งนี้ สมาคมได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ รับเป็นองค์นายกสมาคม เพื่อเป็นมิ่งขวัญและกำลังใจต่อบรรดาสมาชิก" น.อ.วีระยุทธ ระบุ วันที่ 30 มิถุนายน 2548 สมาคมกีฬาทางอากาศฯ ได้ยื่นจดทะเบียนจัดตั้ง พร้อมกับมอบหมายให้ นายนวพร เศวตวงศ์ ติดต่อกับสมาพันธ์กีฬาทางอากาศนานาชาติ (เอฟเอไอ) สมัครเข้าเป็นสมาชิกถาวร สาขาประเทศไทย กระทั่งเอฟเอไอมีมติรับสมาคมเข้าเป็นสมาชิกถาวร สาขาประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 กว่าจะติดปีกบิน น.ท.วัสส์ธนพล อินทรศิริธร (ผู้การป๊อบ) ครูฝึกสอนการบินมือฉมังของกองทัพเรือ แนะนำผู้ที่สนใจฝึกบินว่า การบินมีอยู่หลายระดับ บางคนต้องการแค่บินเป็น ไม่ได้อยากเป็นมืออาชีพก็ไปเรียนหลักสูตรระยะสั้น แต่ถ้าต้องการความก้าวหน้า เป็นนักกีฬาการบินที่สามารถบินไปไหนมาไหนได้ ต้องได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางอากาศ สำหรับพารามอเตอร์ หรือ ร่มบิน ทุกคนที่เรียนไม่ว่าจะกี่ชั่วโมงจะต้องมีใบรับรอง แต่ถ้าต้องการฝึกมาประกอบอาชีพ ต้องเรียนหลักสูตรคลอส จีพีแอล 200 ชั่วโมง ปกติแล้วจะฝึกบิน 50 ชั่วโมง แบ่งเป็นฝึกบิน 10 ชั่วโมง จากนั้นจะปล่อยให้บินเดี่ยว แต่จะให้สมบูรณ์ต้องฝึกท่าผาดแผลง และการเอาตัวรอดหากมีเหตุขัดข้องขณะบินอีก 20 ชั่วโมง ต่อมาก็บินปฏิบัติงานจริงในพื้นที่เมือง 10 ชั่วโมง และพื้นที่ป่า 10 ชั่วโมง เพื่อสร้างความชำนาญ ที่น่าสนใจ คือ ต้นปี 2550 สมาคมกีฬาทางอากาศและการบินแห่งประเทศไทย จะฝึกหน่วยกู้ภัยเฉพาะกิจขึ้น ให้แก่ข้าราชการกรมป่าไม้ ตำรวจ และหน่วยกู้ภัยสาธารณะ ทีมข่าวรายงานพิเศษ / เรื่อง ทวีชัย เจาวัฒนา / ภาพ
|
| ชีวิตควาญช้างสาวใหญ่มะกันเมืองไทย | ||
ถูกผัวไทยเมาซ้อม วอนรัฐขอสัญชาติ |
||
|
View All |
||
| << | สิงหาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |