พิมพ์หน้านี้
|
นักวิชาการป่าไม้แฉไม่มีผลวิจัยยืนยัน สารกระตุ้นน้ำมันกฤษณาที่ให้ผล 100% เตือนตัดสินใจให้ดีก่อนลงทุน เหตุไม่มีหน่วยงานรัฐลงไปดูแล พบนักธุรกิจหัวหมอทำระบบผ่อน เดือนละ 2,000 บาท 5 ปีฟันกำไร 1 ล้านบาท สคบ.ยอมรับเอาผิดยาก เหตุเป็นสัญญาในอนาคต ต้องรอครบกำหนดก่อน น.ส.เบ็ญจวรรณ ให้ข้อมูลอีกว่า กรมป่าไม้ได้ทดลองปลูกต้นกฤษณา เพื่อทำวิจัยมาหลายปีแล้ว ล่าสุด ทำแปลงรวมพันธุ์ คือ นำสายพันธุ์เอควิลาเรีย คราสนา (Aquilaria crassna) กับเอควิลาเรีย มาลัคเซนซิส (Aquilaria malaccensis) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีอยู่มากในป่าของไทย โดยนำกล้าพันธุ์มาจากป่าทั่วประเทศ เพื่อทดลองปลูกและปรับปรุงพันธุ์ให้เหมาะสมกับการทำเป็นสวนป่าเอกชน การปลูกต้นกฤษณาจะใช้เวลาประมาณ 5-7 ปี ก่อนจะเริ่มทำกลวิธีชักนำให้เกิดสารกฤษณาหรือทำให้เนื้อไม้มีวงสีดำ โดยใช้เวลาอีก 2-3 ปี แล้วจึงตัดนำเนื้อไม้ไปขายให้โรงกลั่นน้ำมันกฤษณา "ทดลองปลูกเพื่อศึกษาว่าน้ำมันกฤษณาที่ได้จากต้นไม้ที่เกิดในป่าธรรมชาติ มีความแตกต่างกันอย่างไรกับแปลงทดลอง แล้วก็พบว่ามีความแตกต่างกันในองค์ประกอบ เพราะน้ำมันจากต้นธรรมชาติมีการสะสมมาหลายสิบปี คุณภาพที่ได้ต้องดีกว่าแน่นอน แต่สำหรับความต้องการของตลาดตอนนี้มีอยู่สูงมาก แม้คุณภาพไม่ดีที่สุดก็ยังขายได้ราคา มีตลาดรองรับแน่นอน แต่ปัญหาคือการลงทุนปลูกต้องมีความรู้ว่า พื้นดินไหนเหมาะสม สภาพแวดล้อมการดูแลรักษา ตลอดจนการพัฒนาให้เกิดสารกฤษณา" น.ส.เบ็ญจวรรณ กล่าว นักวิชาการป่าไม้ กล่าวต่อว่า วงดำหรือสารกฤษณาในต้นไม้จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อมีบาดแผลเกิดที่ลำต้น เช่น เกิดจากฟ้าผ่า กิ่งไม้หักตามธรรมชาติ หากต้นไหนไม่มีบาดแผลก็ไม่เกิดสารกฤษณา ชาวอินเดียในอดีตได้ใช้วิธีตอกตะปู เพื่อให้ต้นไม้สร้างสารดำขึ้นมา จากนั้นก็มีความพยายามในการใช้วิธีอื่นๆ เช่น เจาะไม้แล้วสารละลายหยอดใส่ ทำปากขวาน หรือใส่เชื้อรา ฯลฯ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่มีบางคนนำความรู้ไปจดลิขสิทธิ์เป็นของตัวเอง แล้วไปรับจ้างทำให้คนอื่นต่อ แต่ยืนยันได้ว่ายังไม่มีวิธีการใดที่ได้ผล 100% แม้แต่ในแปลงทดลองของกรมป่าไม้ ดังนั้น หากผู้ใดต้องการลงทุนปลูกต้นกฤษณาก็ต้องศึกษาและคำนึงถึงความคุ้มทุนด้วย น.ส.เบ็ญจวรรญ กล่าวด้วยว่า กรมป่าไม้เคยเสนอให้สนับสนุนปลูกต้นกฤษณาเป็นวาระแห่งชาติ มีการตั้งสถาบันขึ้นมาศึกษาวิจัยโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับสถาบันวิจัยยางของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งสถาบันนี้ต้องศึกษาวิจัย ให้คำแนะนำวิธีปลูก มีการรวบรวมความรู้เทคนิควิธีการฉีดสารเร่ง ตลอดจนการตรวจสอบรับรองคุณภาพของไม้กฤษณา น้ำมัน และผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในด้านการค้า ที่สำคัญรัฐเองต้องวางระบบเก็บภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการสูญเสียรายได้ของรัฐ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง หรือเป็นแหล่งผลิตไม้กฤษณาที่สำคัญของโลก เช่นเดียวกับ น.ส.ดวงเดือน ศรีโพธา นักวิชาการกองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงธุรกิจลงทุนปลูกไม้กฤษณาว่า การปลูกตามธรรมชาติต้องใช้เวลาหลายสิบปีจึงจะเกิดการสะสมของสารกฤษณา (OLEORESIN) ที่นำมาสกัดทำให้เกิดกลิ่นหอม แต่การปลูกโดยแปลงทดลองในระยะเวลาไม่กี่ปีนั้น ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจะทำให้เกิดสารกฤษณาคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ ส่วนใหญ่ก็อ้างว่าเป็นผลสำเร็จในห้องทดลอง กรมวิชาการเกษตรก็มีการทดลองปลูกไม้กฤษณาหลายแปลง อยู่ระหว่างทดสอบผลในระยะยาวว่า ได้สารกฤษณาตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ "ยังไม่มีหลักวิชาการหรืองานวิจัยที่ยืนยันได้ชัดเจนว่า มีวิธีการทำให้ต้นไม้กฤษณาเกิดสารกฤษณาเกรดดีในแปลงปลูกระยะสั้นไม่ถึง 10 ปี บริษัทเอกชนและชาวบ้านส่วนใหญ่จะอ้างว่าเป็นผลสำเร็จจากการทดลองของกลุ่มตน แต่กรมวิชาการเกษตรยังไม่สามารถรับรองหรือยืนยันได้ 100% เพราะมีทั้งที่ทดลองได้ผลและทดลองไม่ได้ผล ส่วนตัวแล้วอยากแนะนำชาวบ้านหรือนักลงทุนรายย่อยให้ตัดสินใจให้ดีๆ และรอบคอบ ตอนนี้ยังไม่มีหน่วยงานรัฐบาลที่มีอำนาจเข้าไปควบคุมกิจการนี้" นางดวงเดือน กล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีบริษัทแห่งหนึ่งแจกเอกสารเชิญชวนให้ประชาชนร่วมลงทุนปลูกสร้างสวนป่ากฤษณาในระยะสั้น 5 ปี จะได้ผลตอบแทน 5-10 เท่า โดยมีระบบผ่อนชำระเป็นรายเดือน มีขนาดพื้นที่ให้เลือกลงทุนตั้งแต่ 100 ตารางวา ไปจนถึง 1 ไร่ หากลงทุน 100 ตารางวา จะปลูกต้นกฤษณาได้ 100 ต้น ผ่อนเดือนละ 2,000 บาท ระยะเวลา 40 เดือน รวมเป็นเงินลงทุนทั้งสิ้น 1 แสนบาท ผ่านไป 5 ปี จะได้ผลตอบแทน 5 แสนบาท-1 ล้านบาท หากลงทุน 1 ไร่ เงินลงทุน 4 แสนบาท ภายใน 5 ปี 7 เดือน จะได้ผลตอบแทน 2-4 ล้านบาท พร้อมอ้างว่ามีตลาดรับซื้อไม้กฤษณาที่มีเนื้อไม้สีดำในราคากิโลกรัมละ 1.5-2 หมื่นบาท นายสมเกียรติ เหล่าชำนาญวานิช เลขาธิการสมาพันธ์พัฒนาอุตสาหกรรมค้าไม้ประเทศไทย กล่าวว่า ธุรกิจปลูกไม้กฤษณากำลังได้รับความนิยมอย่างมาก สมาพันธ์ได้จัดสัมมนานำผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้กับกลุ่มเกษตรกรและผู้ลงทุนแล้ว เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่เข้าใจและเกิดความสับสนในเรื่องการลงทุนปลูกสวนป่ากฤษณา มักเชื่อคำอ้างว่าหากปลูกไม้กฤษณาแล้วภายใน 5-6 ปี จะตัดขายได้เลย เช่น ที่โฆษณาว่าปลูก 100 ต้น ลงทุน 1 แสนบาท ในพื้นที่ 100 ตารางวา จะทำกำไร 1 ล้านบาทภายใน 5 ปี เพราะน้ำมันกฤษณาสามารถขายได้ถึง 3,500-4,000 บาทต่อโตล่า (12 ซีซี) นายสมเกียรติ กล่าวว่า ในข้อเท็จจริงนั้นไม้กฤษณาเป็นไม้เนื้ออ่อน ต้องทำให้เกิดแก่นดำหรือสารหอมสีดำในต้นไม้หรือที่เรียกว่าสารกฤษณา ที่เศรษฐีตะวันออกกลางนิยมซื้อไปจุดระหว่างทำพิธีทางศาสนาอิสลาม ถ้าปลูกต้นกฤษณาแล้วสามารถทำให้เกิดสารกฤษณาได้มากราคาก็จะสูง แต่ถ้าปลูกแล้วไม่มีสารนี้เกิดขึ้น ต้นไม้ก็จะขายไม่ได้ราคาเลย ซึ่งเทคนิคการทำให้เกิดสารกฤษณาในเนื้อไม้นั้น มีหลายรายออกมาอ้างว่าค้นพบเทคนิคพิเศษนี้แล้ว มีบางรายไปจดลิขสิทธิ์วิธีการไว้ด้วย "หลายฝ่ายอ้างว่าเป็นเจ้าของเทคนิคที่เร่งให้เกิดสารกฤษณาได้ แต่ในทางวิชาการนั้นยังไม่มีการยืนยันว่า ได้ผล 100% และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ไม่มีใครกล้าออกมารับรอง ฝ่ายนักธุรกิจถือว่าเทคนิคเร่งสารกฤษณาเป็นความลับสุดยอด มีเอกชนหลายรายไปทดลองใช้ในแปลงชาวบ้าน เช่น จ้างชาวบ้านปลูกต้นกฤษณาต้นละ 1,000 บาท แล้วห้ามตัด เพราะมีการทดลองฉีดสารเร่งเป็นเวลา 3 ปี ถ้าได้ผลถึงจะซื้อต้นไม้คืน บางรายก็รับจ้างฉีดสารเร่งต้นละหลายร้อยบาท ทั้งที่ยังไม่รู้ว่า ได้ผลจริงหรือไม่" นายสมเกียรติ กล่าว ทั้งนี้ เลขาธิการสมาพันธ์ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรปลูกต้นกฤษณาในหลายจังหวัด เป็นการรวมตัวของชาวบ้านที่แลกเปลี่ยนความรู้กันเป็นลักษณะวิสาหกิจ มีหลายกลุ่มที่มีเทคนิคเร่งสารกฤษณาได้ผล ถ้าชาวบ้านอยากปลูกก็ติดต่อขอข้อมูลหรือเทคนิคได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องไปเสียค่าใช้จ่ายราคาแพงให้บริษัทเอกชน และไม่รู้ว่าจะได้ผลจริงหรือไม่ ด้าน นางรัศมี วิศทเวทย์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า สคบ.ยังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนโดยตรง แต่การโฆษณาว่าจะได้กำไร 200-300% ภายในเวลาไม่กี่ปีนั้น ต้องรอให้ถึงกำหนดว่ารับซื้อคืน หรือทำกำไรได้ตามที่โฆษณาหรือไม่ ความผิดยังไม่เกิดขึ้น เป็นสัญญาในอนาคตจึงเอาผิดได้ยาก แต่ที่ผ่านมามีกรณีฟ้องร้องคล้ายคลึงกัน คือ มีการชักชวนให้ปลูกไม้สักเมื่อหลายปีที่แล้ว อ้างว่าจะทำกำไรหลายเท่า มีการดูแลต้นไม้ให้อย่างดี แต่สุดท้ายก็ไม่มีการดูแลและไม่รับซื้อคืน ส่วนกรณีที่หวาดกลัวว่า การชักชวนลงทุนปลูกต้นไม้กฤษณาจะเหมือนกรณีแชร์ลูกโซ่นั้น นางรัศมี กล่าวว่า อาจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ได้ หากกลุ่มธุรกิจปลูกไม้กฤษณาใด มีกลยุทธ์ให้ลูกค้าชักชวนคนอื่นมาลงทุนเพิ่ม แล้วลูกค้าเดิมได้ผลประโยชน์จากการชักชวน เหมือนกับระดมเครือข่ายให้หาสมาชิกเพิ่ม แล้วได้เงินต่อกันเป็นทอดๆ มีการโฆษณาอ้างว่าทำกำไรสูงผลตอบแทนดีเกินจริง ถ้าเป็นกรณีนี้ก็เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่มีความผิดตามกฎหมาย "ถ้าเป็นสัญญาจ้างปลูกต้นไม้ แล้วตกลงกันว่าอนาคตจะซื้อคืนในราคาสูง ก็ต้องรอดูถึงกำหนดสัญญาว่าได้คืนตามนั้นหรือไม่ เรื่องการลงทุนปลูกต้นไม้ทุกประเภท อยากให้ผู้บริโภคพิจารณาให้ดี เพราะไม่มีธุรกิจใดได้เงินจำนวนมากๆ มาง่ายๆ โดยเฉพาะต้นกฤษณานั้น ไม่ได้ให้น้ำมันกฤษณาทุกต้น ต้องคิดและศึกษาให้ดีก่อนลงทุนตามคำโฆษณา" เลขาธิการ สคบ.เตือน หลังจาก "คม ชัด ลึก" นำเสนอเรื่องราวธุรกิจรูปแบบใหม่ ชักชวนประชาชนปลูกไม้กฤษณา โดยอ้างว่าจะได้ผลกำไรตอบแทนในอนาคตเป็นเงินหลายเท่า เนื่องจากได้ลิขสิทธิ์สารกระตุ้นเร่งให้เกิดน้ำมันกฤษณา ล่าสุดนักวิชาการกรมป่าไม้ยืนยันว่า ยังไม่มีเทคนิคทำน้ำมันกฤษณาที่ให้ผล 100% น.ส.เบ็ญจวรรณ คฤหพัฒนา นักวิทยาศาสตร์ประจำสำนักวิจัยการจัดการป่าไม้และผลิตผลป่าไม้ กรมป่าไม้ กล่าวว่า ขณะนี้มีประชาชนติดต่อสอบถามเรื่องการลงทุนปลูกต้นกฤษณาเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งที่ต้องการปลูกเองและร่วมลงทุนกับบริษัทใหญ่ กรมป่าไม้ได้แนะนำไปว่าควรคำนึงถึงรายละเอียดของสัญญาว่าเป็นแบบใด แบ่งผลประโยชน์อย่างไร |
| ชีวิตควาญช้างสาวใหญ่มะกันเมืองไทย | ||
ถูกผัวไทยเมาซ้อม วอนรัฐขอสัญชาติ |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||