พิมพ์หน้านี้
|
ชมรมเกษตรระยองแฉกลุ่มธุรกิจสวนป่ากฤษณา แค่แปลงทดลอง อาจไม่ได้ผลจริง อย่าทุ่มเงินล้านจ้างบริษัทเอกชนปลูก อดีตปลัดเกษตรฯ หวั่นปลูกพืชเชิงเดี่ยวทำลายสมดุลธรรมชาติ ด้านกองคุ้มครองพันธุ์พืชชี้ไม้กฤษณาหวงห้ามตาม ก.ม.ไซเตส ตามที่ "คม ชัด ลึก" นำเสนอเรื่องราวกลุ่มธุรกิจปลูกไม้กฤษณาชักชวนให้ประชาชนร่วมลงทุน โดยอ้างว่าจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนหลายเท่า ล่าสุดกลุ่มเกษตรกรปลูกต้นกฤษณาได้ออกมาเตือนว่าอย่าหลงเชื่อ เพราะหลายบริษัทเป็นแค่แปลงทดลอง ยังไม่เห็นผลจริง สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรผลิตไม้กฤษณา จ.ระยอง (สงวนนาม) ให้ข้อมูลต่อ "คม ชัด ลึก" ว่าขณะนี้มีบริษัทเอกชนหลายแห่งเข้ามากว้านซื้อที่ดินราคาไม่กี่พันบาท แล้วนำไม้กฤษณามาปลูกอ้างว่า มีสูตรทำให้เกิดสารเร่งน้ำมันในเนื้อไม้ แล้วประกาศหาผู้ร่วมลงทุน ราคาลงทุนไร่ละล้านกว่าบาท ตนเห็นว่าแปลงปลูกต้นกฤษณาของหลายแห่งเป็นแค่แปลงทดลอง ยังไม่เห็นผลจริง จึงอยากเตือนให้กลุ่มเกษตรกร หรือประชาชนพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน "ไม่ใช่ห้ามลงทุน แต่ถ้าอยากทดลองปลูกต้นกฤษณาก็มาขอข้อมูลจากกลุ่มเราได้ฟรี ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ใครอยากลงทุนก็ไปซื้อที่ดินราคาถูก ไร่ละไม่กี่หมื่นบาท มาลงต้นกล้าไม้กฤษณาต้นละประมาณ 15 บาท ไร่หนึ่งปลูกได้ประมาณ 400 ต้น ครบ 5 ปี ถ้าต้นกฤษณามีแก่นไม้ดำเยอะก็ขายได้ต้นละอย่างต่ำ 1 หมื่นบาท ลงทุนไม่ถึง 1 บาท ได้กำไรหลายล้าน บาท ตอนนี้ชมรมเรามีสมาชิกกว่า 500 คน ปลูกต้นกฤษณาอยู่ทั่วประเทศประมาณ 1 หมื่นไร่ ถ้าใครอยากได้คำปรึกษาก็ถามมาได้ สมาชิกทุกคนพร้อมให้ข้อมูลที่ถูกต้อง" สมาชิกข้างต้น กล่าว ทั้งนี้ ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรปลูกไม้กฤษณา ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากธุรกิจที่ชักชวนให้ลงทุนปลูกป่ากฤษณาไร่ละล้านกว่าบาทแล้ว ยังมีกลุ่มนักธุรกิจที่ไปติดต่อกับเกษตรกรว่า มีสูตรเร่งสารดำหรือชักนำให้เกิดสารกฤษณาในเนื้อไม้ ซึ่งที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องฉีดอะไร เพียงแค่ตัดกิ่งไม้หรือทำให้เกิดแผลที่ลำต้น เพราะโดยธรรมชาติของต้นกฤษณาหากมีบาดแผลเกิดขึ้น จะมีกลไกสร้างสารกฤษณา เพื่อสมานแผลให้เนื้อเยื่อไม้ สารกฤษณาที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่ทำให้ต้นไม้มีราคาแพง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเสียเงินไปซื้อสูตรหรือจ้างใครทำ เพียงแค่รู้วิธีทำให้ต้นไม้กฤษณาเกิดบาดแผลก็ได้ผล ด้าน ดร.ยุกติ สาริกะภูติ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในฐานะนายกสมาคมไทยพัฒนาส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมป่าไม้ว่า ขณะนี้ธุรกิจขายไม้แก่นดำหรือไม้กฤษณากำลังเป็นที่นิยมในหมู่เกษตรกรทั่วประเทศ แบ่งเป็น 6 รูปแบบ คือ 1.ธุรกิจขายน้ำมันกฤษณา 2.ธุรกิจขายเนื้อไม้ที่เกิดสารกฤษณา 3.ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสารกฤษณา เช่น ยา สบู่ สมุนไพร ฯลฯ 4.ขายกล้าไม้กฤษณา 5.ขายเทคนิคการชักนำให้เกิดสารกฤษณา 6.ธุรกิจรับจ้างปลูกสวนป่าไม้กฤษณา ดร.ยุกติ กล่าวว่า ตลาดน้ำมันหอมที่ได้มาจากต้นกฤษณานั้นมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นทุกปี แต่ที่คึกคักมากที่สุดก็ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นหน่วยงานรัฐต้องเข้ามาดูแลให้ความรู้ประชาชนมากกว่านี้ เช่น ผู้ลงทุนหรือเกษตรกรที่ปลูกต้องรู้เบื้องต้นว่า ไม้กฤษณาไม่ใช่ต้นไม้ทั่วไปที่ปลูกโตแล้วจะตัดขายได้เลย ต้องมีวิธีการทำให้เกิดวงดำ หรือสารหอมในตัวเนื้อไม้เสียก่อน ถ้าหอมมากก็ได้ราคาสูงและหอมน้อยก็แทบไม่ได้ "ที่สำคัญรัฐต้องสอดส่องดูแลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวด้วย เพราะกลุ่มธุรกิจที่มากว้านซื้อที่ดินแปลงใหญ่ แล้วปลูกต้นไม้กฤษณาเป็นพืชเชิงเดี่ยว หรือปลูกพืชอย่างเดียวหลายพันไร่ อาจทำให้เกิดภาวะฝืนธรรมชาติในบริเวณนั้นได้ วิธีการที่ถูกต้องคือการสนับสนุนให้ปลูกไม้กฤษณาเป็นพี่เลี้ยง มีการปลูกต้นยาง หรือต้นไม้อื่นๆ หรือต้นผลไม้แซมด้วย เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมให้มีความสมดุล" ดร.ยุกติ กล่าว ขณะที่ นายมานิตย์ ใจฉกรรจ์ ฝ่ายการค้าพืชตามอนุสัญญา กองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร เตือนว่า ที่ผ่านมามีการลักลอบตัดไม้กฤษณาในอุทยานแห่งชาติหรือป่าสงวนทั่วประเทศ เพื่อนำไปกลั่นเป็นน้ำมันขายให้ต่างชาติ จนทำให้ปริมาณไม้กฤษณาในป่าอนุรักษ์ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว จึงมีการเสนอให้ไม้กฤษณาเป็นพืชอนุรักษ์ในบัญชีที่ 2 ของอนุสัญญาไซเตส (CITES) หรืออนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ซึ่งบัญชีที่ 2 หมายถึงพืชที่มีแนวโน้มใกล้จะสูญพันธุ์ อนุญาตให้ค้าขายได้แต่ต้องมีการควบคุม "ถ้าเกษตรกรหรือนักลงทุนจะปลูกต้นกฤษณาก็ทำได้ ในที่ดินที่มีเอกสารสิทธิถูกต้อง มีเจ้าของโดยชอบธรรม มีการยืนยันที่มาของผลผลิตว่า ไม่ได้ลักลอบเอามาจากป่าหวงห้าม โดยตอนปลูกสามารถมาเอาต้นกล้ามาขอขึ้นทะเบียนปลูกได้ แต่หากต้องการส่งผลผลิตจากไม้กฤษณาออกไปขายต่างประเทศ ก็ต้องยื่นขอนุญาตส่งออกอีกครั้งหนึ่ง ประชาชนที่สนใจลงทุนปลูกกฤษณาต้องศึกษาให้ดี ว่าได้ผลคุ้มค่าหรือไม่ มีการทำผิดกฎหมายหรือไม่ หากไม่แน่ใจอย่าลงทุน" นายมานิตย์ แนะนำ ข้อมูลจากกองคุ้มครองพันธุ์พืช ระบุว่า ชิ้นไม้กฤษณาและผลผลิตจากต้นกฤษณาถือเป็นของป่าหวงห้าม ตาม พ.ร.บ.กำหนดของป่าหวงห้าม พ.ศ.2530 ซึ่งหมายถึงชิ้นไม้ที่มีสารกฤษณาในเนื้อไม้ ไม่ว่าจะเป็นชิ้นไม้หรือขี้เลื่อยก็ตาม และคำว่ากฤษณารวมถึงผลพลอยได้ หรือผลผลิตที่ได้จากการกลั่นกฤษณาด้วย ซึ่งปกติจะมีลักษณะเป็นน้ำมันหอมระเหย การเคลื่อนที่ผลผลิตจากต้นไม้กฤษณาจะต้องมีใบเบิกทางที่ออกโดยพนักงานเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ จากสถิติรายงานประจำปี (Annual Report) ที่ประเทศสมาชิกอนุสัญญาไซเตสเสนอต่อสำนักเลขาธิการไซเตส พบว่ามีการค้ากฤษณาในรูปของชิ้นไม้ (Chips) มากถึงร้อยละ 95 รองลงมา คือ ท่อนไม้ ผง และน้ำมันหอมระเหย สำหรับร้านค้าที่จะทำการค้ากฤษณาจะต้องขออนุญาตและขึ้นทะเบียนกับกรมป่าไม้ โดยจะอนุญาตให้ค้าไม้กฤษณาที่มีการนำเข้าเท่านั้น โดยส่วนใหญ่ไม้กฤษณาจะนำเข้าจากลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ส่วนไม้กฤษณาในประเทศไทยถือเป็นของป่าหวงห้าม อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถระบุสถิติการค้าไม้กฤษณาในประเทศไทยได้ เนื่องจากผู้นำเข้าและส่งออกมักจะหลบเลี่ยง ไม่สำแดงว่าเป็นไม้กฤษณา เนื่องจากไม้กฤษณามีอัตราภาษีศุลกากรสูงถึงร้อยละ 40 |
| ชีวิตควาญช้างสาวใหญ่มะกันเมืองไทย | ||
ถูกผัวไทยเมาซ้อม วอนรัฐขอสัญชาติ |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||