พิมพ์หน้านี้
|
ความหม่นมัวสีกากี ตร.ตรังเพิกเฉย อปพร.รุมยำ 2 หนุ่ม ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ตำรวจ สภ.เมืองตรัง จะร่วมทำร้ายด้วยหรือไม่ แต่การอยู่ร่วมในเหตุการณ์ อปพร.สหบาทา 2 หนุ่มใต้ ก็ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของตำรวจมัวหมองลงไปอยู่ดี "พวกเขาตะโกนว่า พวกมึงลงจากรถ คว่ำหน้าลง จากนั้นทั้งมือทั้งกระบองและรองเท้าคอมแบต ก็ประเคนใส่ผมนับครั้งไม่ถ้วน เสื้อผ้าผมทุกวันนี้ยังมีรอยรองเท้าเต็มไปหมด" ชำนาญ ดีพยัพ วัย 27 ปี ชายหนุ่มจากนครศรีธรรมราช เล่าเหตุการณ์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) รุมสหบาทาเมื่อกลางดึกวันที่ 24 มกราคม 2551 อปพร.เพิ่งเสร็จสิ้นจากการช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองตรัง ตั้งด่านตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมาย บังเอิญระหว่างทางรถกระบะตำรวจเกิดเฉี่ยวชนกับรถของชำนาญ แม้ว่าในชั้นนี้จะยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า ในบรรดาผู้ที่กลุ้มรุมทำร้ายมีตำรวจรวมอยู่ด้วยหรือไม่ แต่การดำรงอยู่ของตำรวจ 4 นาย ในเหตุการณ์สหบาทาโดยไม่ยินดียินร้ายห้ามปราม แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมายก็ยิ่งทำให้วงการสีกากีหม่นมัวลงไปอีก นับตั้งแต่มีคดีแก๊งอุ้ม ตชด.เกิดขึ้นมา นอกจากชำนาญแล้ว "ประวิทย์ เส้งอิ่ม" วัย 30 ปี ก็อยู่ในเหตุการณ์และตกเป็นเหยื่อแห่งความรุนแรงครั้งนี้ด้วย เขาเป็นคู่กรณีโดยตรง เนื่องจากเป็นคนขับรถเฉี่ยวชนกับรถตำรวจ ประวิทย์ ชายหนุ่มจากสงขลามาทำงานเป็นพนักงานส่งน้ำดื่มที่เมืองตรังได้หลายปีแล้ว ก่อนเกิดเหตุมีเพื่อนจากสงขลาเดินทางมาหาเขา แล้ววงสุราก็เริ่มต้นขึ้นในห้องพัก เมื่อมึนเมาได้ที่จึงขับรถไปดื่มน้ำชาในตัวเมือง 4 ทุ่มครึ่ง ประวิทย์ขับรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน บห 590 กรุงเทพมหานคร โดยมีชำนาญนั่งมาด้วยกลับที่พักกันตามลำพัง ขณะขับรถมาตามถนนสายควนขนุน ผ่านสามแยกโคกยูง ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง ซึ่งเป็นทางโค้งและค่อนข้างมืด ประกอบกับเป็นถนนสองเลน รถยนต์สามารถวิ่งสวนกันได้ ก็เกิดเฉี่ยวชนกับรถกระบะสายตรวจ สภ.เมืองตรัง ที่กลับจากการตั้งด่านตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมาย ในห้องโดยสารรถกระบะสายตรวจมีตำรวจ 4 นาย เป็นนายตำรวจสัญญาบัตรยศ ร.ต.ท. 1 นาย ส่วนที่เหลือเป็นตำรวจชั้นประทวน ยศ ด.ต. ส่วนท้ายกระบะมีเจ้าหน้าที่ อปพร.อีก 5 คน!!! ประวิทย์ ยอมรับสารภาพว่า ครั้งแรกเขาไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำว่าได้ขับรถเฉี่ยวกับรถตำรวจจึงไม่ได้หยุดดูความเสียหาย กระทั่งใกล้ถึงหอพักประมาณ 500 เมตร จึงหยุดจอดแล้วพยายามมองว่า เมื่อสักครู่ได้ขับรถชนกับรถของใครหรือไม่ แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น "ระหว่างที่มองกระจกหลังก็เห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ใส่เครื่องแบบ ไม่รู้ว่าเป็นตำรวจ หรือ อปพร. มาลากผมลงจากรถ จับคว่ำหน้ากับพื้นแล้วรุมเตะผม" ประวิทย์ ท้าวความ "ผมฟกช้ำดำเขียวไปทั้งตัว ไปหาหมอแล้วกลับมาเล่าเรื่องให้นายจ้างฟัง นายจ้างบอกให้เอาเรื่อง ทำแบบนี้ไม่ถูก ประกอบกับมีชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์พร้อมจะเป็นพยานให้" ชำนาญ กล่าวเสริม หลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.นุกูล ไกรทอง ผกก.สภ.เมืองตรัง สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจชุดที่อยู่ในเหตุการณ์ แต่ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของตำรวจทั้ง 4 นายก็ถูกสั่นคลอน ขณะเดียวกัน ก็มีความคลางแคลงใจในจรรยาบรรณวิชาชีพอันทรงเกียรติอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น พ.ต.อ.นุกูล ถึงกับให้ความเห็นว่า แม้ตำรวจในชุดปฏิบัติการจะออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ แต่ทำไมถึงไม่มีการห้ามปรามให้คนอื่นหยุดการกระทำ แล้วนำคนที่ทำผิดมาดำเนินคดีตามกระบวนการของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประวิทย์คู่กรณีเองก็ถูกดำเนินคดีเช่นกัน ในข้อหาเมาแล้วขับ เมื่อผลการตรวจระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายพบปริมาณสูงถึง 190 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งหลังเกิดเหตุ พ.ต.ท.ประเสริฐ ส่งแสง พงส.(สบ 2) สภ.เมืองตรัง ได้สรุปสำนวนสั่งฟ้องแล้ว โดยศาลจังหวัดตรังพิพากษาปรับประวิทย์เป็นเงิน 3,500 บาท ส่วนโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ก่อน สำหรับคดีทำร้ายร่างกายนั้น พ.ต.ท.ประเสริฐ บอกว่า ผู้เสียหายจำใบหน้าเจ้าหน้าที่ อปพร.ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย การนำเจ้าหน้าที่ อปพร. หรืออาสาสมัครมูลนิธิต่างๆ มาช่วยเหลืองานตำรวจ ภายใต้ชื่อเรียกตามกฎหมายว่า "ผู้ช่วยเจ้าพนักงาน" นั้น มักพบเห็นอยู่เสมอทุกภาคส่วนของวงการสีกากี สาเหตุเป็นเพราะกำลังพลที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้งานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมไม่ได้ประสิทธิผลเท่าที่ควร จึงมีการนำกำลังจากส่วนนี้มาใช้ ทว่า ที่ผ่านมากลับพบว่าบางครั้งผู้ช่วยเจ้าพนักงานบางคน (ย้ำว่าบางคนเท่านั้น) กลับทำตัวเป็นเจ้าพนักงานเสียเอง ใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายเอื้อไว้ให้ ขณะเดียวกัน เจ้าพนักงานกลับเพิกเฉย ยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่แกะดำเหล่านี้ได้ใจ กำเริบเสิบสาน จนเกิดเรื่องราวอย่างที่เมืองตรัง "ผู้ช่วยเจ้าพนักงานไม่มีสิทธิทำร้ายร่างกายใคร ไม่ว่าผู้นั้นจะตกอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัย หรือผู้ต้องหา" พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ทำหน้าที่โฆษก บช.น. อธิบายขอบเขตของผู้ช่วยเจ้าพนักงาน พล.ต.ต.สุพร ขยายความว่า ไม่ว่าจะเกิดเรื่องในลักษณะไหน ผู้ช่วยเจ้าพนักงานก็ไม่อยู่ในข่ายที่จะไปทำร้ายใครได้ หรือแม้แต่ตำรวจเองก็เช่นเดียวกัน เพราะกฎหมายของไทยให้อำนาจไว้แค่การป้องกันตัวเท่านั้น หมายถึง หากมีใครทำร้ายตำรวจ หรือผู้ช่วยเจ้าพนักงานมีสิทธิป้องกันตัวได้ แต่ไม่ได้หมายถึงไปทำร้ายใครก่อน กรณีเช่นนี้ผู้เสียหายสามารถแจ้งความเอาผิดกับผู้ช่วยเจ้าพนักงานคนนั้นๆ ได้ "ขณะเดียวกัน ตำรวจที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์เองก็มีความผิดเช่นกัน ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่" โฆษก บช.น. แจกแจง เมื่อไม่รักศักดิ์และศรีของตัวเอง ยามที่ต้องสูญเสียไป จะเรียกหากลับคืนเอาจากใคร?
|
| ชีวิตควาญช้างสาวใหญ่มะกันเมืองไทย | ||
ถูกผัวไทยเมาซ้อม วอนรัฐขอสัญชาติ |
||
|
View All |
||
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |