พิมพ์หน้านี้
|
เขตอภัยทานอย่าง "วัด" กลายเป็นแหล่งทำกินของมิจฉาชีพ ไม่เฉพาะพระพุทธรูป โบราณวัตถุ และทรัพย์สินเท่านั้น วันนี้แม้แต่ผ้าไตรและผ้าอาบน้ำฝนก็มีราคาค่างวดให้หัวขโมยใจบาปก่อกรรมทำเข็ญ ------------------- ตีแผ่ขบวนการ 'ผ้าซิ่น' โจรใจบาปพระเผลอฉก 'ผ้าไตร'
ยิ่งสังคมมีความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุไปสักเท่าใด จริยธรรมและคุณธรรมก็ดูจะถูกผลักไสให้ไกลห่างไปมากเท่านั้น เขตอภัยทานอย่าง "วัด" กลายเป็นแหล่งทำกินของเหล่ามิจฉาชีพ พระพุทธรูปล้ำค่า โบราณวัตถุ และทรัพย์สินนานัปการ ถูกโจรกรรมอย่างบ้าคลั่ง ไม่เว้นแม้แต่ผ้าไตรและผ้าอาบน้ำฝนที่ครั้งหนึ่งแทบจะหาราคาค่างวดมิได้ !?! "วัดบางบำหรุ" เป็นวัดเก่าแก่ เดิมเป็นศาลเจ้าแม่ทับทิมต้นสมัยกรุงธนบุรี ต่อมาได้สร้างเป็นวัดมีชื่อว่า "วัดสวยหรู" ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นวัดบางตำหรุและเปลี่ยนมาเป็นวัดบางบำหรุจนถึงปัจจุบัน อยู่ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 45 แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กทม. หลังห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ผู้คนรู้จักวัดนี้จากเกจิชื่อดัง "หลวงปู่แขก" อดีตเจ้าอาวาสรุ่นที่ 2 ต่อจากสมภารพราหมณ์ (หรือพรหม) นับตั้งแต่หลวงปู่แขกมรณภาพไปเมื่อปี 2466 ดูเหมือนวัดจะไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากนัก กระทั่งเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2551 วัดบางบำหรุเป็นที่โจษขานอีกคำรบ เมื่อมีหัวขโมยใจบาปเข้าไปกวาดเอาผ้าไตรใหม่เอี่ยม 30 ชุด ที่ญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาในบวรพุทธศาสนานำมาถวาย เตรียมเอาไว้ถวายให้สามเณรบวชใหม่ ณ วัดท่าพระเจริญพรต บ้านมะเกลือ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ต้นเดือนพฤษภาคมนี้ เนื่องในโอกาสที่พระครูนิวาส ธรรมสุนทร เจ้าอาวาสมีอายุครบ 72 ปี ท่ามกลางความงุนงงและกังขาเกี่ยวกับหัวขโมยใจกล้า พระ เณรต่างขบคิดว่าเป็นฝีมือของใคร ก่อนจะลงความเห็นเป็นไปในแนวทางเดียวกันว่า เกิดจากฝีมือของ "ชาย 2 หญิง 3" ที่เข้ามาติดต่อขอแลกผ้าซิ่นไหมทอมือกับผ้าไตรเมื่อ 2 วันก่อนเกิดเหตุ 2 วันก่อนหน้า ชาย หญิงทั้งห้าคน สะพายกระเป๋าใบเขื่องภายในบรรจุผ้าซิ่นไหมทอมือของภาคอีสาน เข้ามาพูดคุยกับพระลูกวัดบางบำหรุตามกุฏิต่างๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่ 13 หลัง พร้อมกับยื่นข้อเสนอ ขอแลกผ้าไตรที่ยังไม่ได้ใช้ 2 ชุด กับผ้าซิ่นไหม 1 ชุด !?! ทั้งเขาและเธอให้เหตุผลว่าจะนำผ้าไตรไปขายต่อให้ร้านขายเครื่องสังฆภัณฑ์ย่านเสาชิงช้า กรุงเทพมหานคร และไม่ลืมกำชับว่าผ้าซิ่นทำจากไหมชั้นดีให้เก็บไว้แจกญาติโยม ผ้าไตรใหม่มือสองแม้จะใหม่อย่างไรราคาค่างวดก็ไม่เท่าของมือหนึ่งอยู่ดี แตกต่างจากผ้าซิ่นไหมทอมือน่าจะสร้างกำไรให้มากกว่า ทว่าทั้งเขาและเธอก็ยังยืนยันจะแลกของทั้งสองสิ่งอยู่ดี ? อย่างไรก็ตาม ฆราวาสทั้งห้าคนก็ต้องผิดหวังกลับไป ด้วยผ้าไตรทั้ง 30 ชุดนั้นได้เตรียมเอาไว้ให้สามเณรบวชใหม่ที่วัดท่าพระเจริญพรต เมืองปากน้ำโพ แต่แล้วเช้าวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ ผ้าไตรประดามีก็มีเหตุให้อันตรธานไปจากที่เดิมที่เคยวางอยู่ ในสมัยพุทธกาลผ้าไตรจีวรเป็นของไม่มีค่า ไม่มีราคา ภิกษุสงฆ์ต้องไปซักผ้าห่อศพนำมาย้อมเป็นเครื่องนุ่มห่มกาย เมื่อกาลเวลาล่วงผ่านไปใครจะรู้ว่า ผ้าไตรกลายเป็นสิ่งของมีราคาค่างวด จนหัวขโมยนำมาใช้เป็นช่องทางทำกิน ฉกฉวยเอาจากวัดวาอาราม ไม่ต่างอะไรกับโจรใจบาปที่จ้องเอาประโยชน์จากพุทธศาสนารายอื่นๆ "พวกที่ทำไม่มีความเจริญหรอก เป็นบาปกรรมติดตัวไปตลอดชีวิต ตายไปก็ตกนรก รวมทั้งคนที่รับซื้อผ้าไตรจีวรหรือสังฆภัณฑ์ พวกเขานำของโจร รับซื้อของโจรในราคาถูก แล้วนำมาขายใหม่ในราคาแพง เอากำไร ทำแบบนี้ไม่รวยหรอก เป็นบาปกรรมสับเปลี่ยนทดแทน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะร่ำรวย แต่ก็ต้องถูกคนอื่นมาเอารัดเอาเปรียบ เพราะผลพวงจากการกระทำที่คิดไม่ซื่อ คดโกง เอารัดเอาเปรียบนั่นเอง" พระชัยชาญ ปิยะธัมโม อายุ 52 ปี พระลูกวัดบางบำหรุ พยายามพูดให้เห็นหนทางแห่งธรรม ขบวนการขโมยผ้าไตรมีมานานแล้ว แต่เนื่องจากไม่ค่อยเป็นข่าวต่อสาธารณะมากนัก ด้วยอย่างที่เกริ่นไว้แล้ว จากของที่แทบจะหาราคาค่างวดไม่ได้ กลับมีค่าสำหรับหัวขโมยสมองใสไอเดียบรรเจิด "สุรางค์" เจ้าของร้านขายเครื่องสังฆภัณฑ์ย่านเสาชิงช้า เล่าให้ "คม ชัด ลึก" ฟังว่า พฤติกรรมของมิจฉาชีพลักษณะนี้ไม่ซับซ้อนอะไรเลยและสังเกตได้ง่ายมาก ทั้งเขาและเธอมักจะทำทีเหมือนกับเอาเสื้อผ้ามาแลกไข่ไก่ หรือนำสิ่งของบางอย่างไปแลกผ้าไตร โดยเลือกวัดที่อยู่ห่างไกลและไม่ใช่วัดหลวง สุรางค์ บอกว่า สาเหตุที่ต้องไม่ใช่วัดหลวง ด้วยเข้าถึงสงฆ์ยาก หากแลกได้ก็ได้ไป แต่ถ้าไม่ได้ก็มักจะหาโอกาสเข้าไปฉกฉวยเอาเหมือนอย่างที่เกิดกับวัดบางบำหรุ "ที่ผ่านมาวัดอื่นๆ ถูกขโมยแบบนี้มาเยอะแล้ว และมีมานานแล้วด้วย เมื่อได้มาแล้วก็มาบอกกับร้านสังฆภัณฑ์ว่า มีผ้าไตรใหม่และสังฆภัณฑ์มือสองมาขายในราคาถูก" เจ้าของร้านสังฆภัณฑ์รายเดิม ยืนยันว่า ถึงแม้จะราคาถูกอย่างไร แต่หลายร้านมักจะไม่รับซื้อ ด้วยรู้ว่าได้มาอย่างไร หากซื้อก็จะกลายเป็นรับซื้อของโจรและทำผิดกฎหมาย แถมยังเป็นบาปติดตัวอีก ดังนั้น มิจฉาชีพกลุ่มนี้จึงนำของที่ขโมยมาไปขายตามต่างจังหวัดในราคาถูกๆ ปัจจุบันราคาผ้าไตรใหม่จะอยู่ที่ชุดละ 600-700 บาท แต่มิจฉาชีพจะขายในราคาแค่ชุดละ 200-300 บาทเท่านั้น ส่วนถังสังฆภัณฑ์มีหลายราคา แต่ที่มิจฉาชีพขายจะตกอยู่ที่ถังละ 6-10 บาท หลังจากนั้นร้านค้าที่รับซื้อก็จะตรวจดูความเรียบร้อยของสินค้า จากนั้นก็จัดแจงใหม่ให้เข้ารูปเข้ารอย เช็ดถูทำความสะอาดให้ดูดีขึ้น หรือจัดหีบห่อเสียใหม่ เพียงแค่นี้ก็สร้างกำไรได้อีกหลายเท่าตัว ความร่ำรวยที่เกิดขึ้นท่ามกลางความสาปแช่งของผู้คนและความผิดบาปจะยืนยงอยู่ได้นานล่ะหรือ ? |
| ชีวิตควาญช้างสาวใหญ่มะกันเมืองไทย | ||
ถูกผัวไทยเมาซ้อม วอนรัฐขอสัญชาติ |
||
|
View All |
||
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |