พิมพ์หน้านี้
|
"ผมขอโทษ...จะไม่ทำอีก" น้องนนท์ให้คำมั่นกับ 'พ่อแม่'
ด้วยอารมณ์ร้อนแรงแห่งช่วงวัย น้องนนท์ตัดสินใจหนีออกจากบ้าน เพียงเพราะไม่อยากเรียนนาฏศิลป์ และอยากทำงานหาเงินสักก้อน เลยตกเป็นเหยื่อชายแปลกหน้าและที่มา พร้อมให้คำมั่นสัญญา จากนี้ไปผมจะไม่ทำอีก เรื่องราวที่ดูเหมือนจะเป็นมหากาพย์ ท้ายที่สุดก็จบลงด้วยดี เมื่อ "ครูแผน" บล็อกเกอร์ www.oknation.net กับ "สุพรรณิการ์ เอกจิตร" ได้พบหน้าน้องนนท์ลูกชายคนเล็กที่หายออกจากบ้านไปนานกว่าครึ่งเดือน ท่ามกลางความชื่นมื่นแห่งวันคืนอันแสนสุข ที่พ่อแม่ลูกได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกคำรบหนึ่ง !?! หลังจากกลับคืนสู่ครอบครัวและพักทำใจได้แล้ว "คม ชัด ลึก" มีโอกาสพูดคุยกับ "น้องนนท์" หรือภูมิภัทร เอกจิตร วัย 14 ปี เกี่ยวกับปฐมบทของเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวง ตลอดจนการเดินทางอันแสนยาวนานของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง 3 ทุ่ม 25 มิถุนายน 2551 น้องนนท์ตัดสินใจออกจากบ้านเลขที่ 16/9 หมู่ 4 ถนนมาลัยแมน ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี โดยมุ่งหน้าไปที่วัดป่าเลไลยก์ที่อยู่ห่างออกไม่ไกลนัก การพำนักอยู่ที่วัดนี้ทำให้เขาได้รู้จักกับ "บอมบ์" หรือ วุฒิเดช เกตุบัว ชายหนุ่มร่างท้วมวัย 22 ปี น้องนนท์ได้พูดถึงความเบื่อหน่ายในการเรียนนาฏศิลป์ จนเป็นสาเหตุให้ออกจากบ้านมา ดังนั้น บอมบ์ชายหนุ่มแปลกหน้าและแปลกที่มาจึงถือโอกาสชักชวนให้ไปทำงานกับเขา ทำงานเก็บเงินกู้ ได้ค่าเหนื่อยวันละ 500 บาท !?! ด้วยค่าตอบแทนมากขนาดนั้น ทำให้น้องนนท์ไม่ลังเลที่จะตามติดไปทำงานด้วย โดยไม่ได้คิดไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วน ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะช่วงวัยที่เต็มไปด้วยความโลดโผนผจญภัย ท้ายที่สุดน้องนนท์ก็ออกจากวัดป่าเลไลยก์ไปกับบอมบ์และพี่นุก หรือเอกภาพ เอกจิตร พี่ชายวัย 15 ปี มุ่งหน้าไปบ้านของเพื่อนบอมบ์ย่านอ้อมน้อย จ.สมุทรสาคร ที่นี่น้องนนท์แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย วันๆ ได้แต่นั่งนอนอยู่กับบ้าน เช้าตื่นขึ้นมาก็กินข้าว เที่ยงมาหิวก็กิน ตกเย็นก็กินแล้วก็นอน โดยมีบอมบ์เป็นคนดูแลแทบจะทุกเรื่อง และย้ำอยู่เสมอว่า "จะหางานให้ทำ" ซึ่งก็คือการเก็บเงินกู้นั่นเอง !?! บอมบ์บอกกับน้องนนท์ว่า นอกจากตัวเขาแล้วพ่อของเขาเองก็ยังทำงานเก็บเงินกู้กับบริษัทแอลอาร์บริการ เพียงแต่ว่าตอนนี้บริษัทปิด ดังนั้น จึงต้องดูแลกันไปก่อน เมื่อบริษัทเปิดเมื่อไรก็จะได้งานทำ ได้เงินใช้ และโทรศัพท์มือถือใช้ฟรี ด้วยเหตุจูงใจเหล่านี้ประกอบกับไม่อยากเรียนนาฏศิลป์ทำให้น้องนนท์หลงเชื่อและเฝ้ารอ...วันที่จะมีงานทำและมีเงินเก็บสักก้อน วันละ 500 บาท 1 เดือนก็ปาเข้าไป 1.5 หมื่นบาท ไม่น้อยเลยสำหรับเด็กอายุ 14 ปี แต่น้องนนท์เองก็ลืมคิดไปว่า งานที่ทำเงินดีขนาดนั้นมีที่ไหน และการเก็บเงินกู้นั้นสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายอย่างไร ที่สำคัญมันเสี่ยงอันตรายไม่น้อยเลย ดังนั้น ในหัวของน้องนนท์จึงมีเพียงเรื่องงานกับเงินที่จะหามาได้เท่านั้น "บอมบ์จะอ้างตลอดว่าตอนนี้บริษัทยังปิดอยู่ เจ้าของไม่อยู่ไปต่างจังหวัด ผมก็ได้แต่คิดว่าเดี๋ยวก็คงเปิด แล้วก็หลงเชื่อเรื่อยมา" นับจากวันที่อยู่อ้อมน้อย บอมบ์ได้พาน้องนนท์ย้อนกลับมาอยู่ที่วัดพิกุลเงิน ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี และก่อนเดินทางนี่เองที่นุกพี่ชายของนนท์ได้ตัดสินใจหนีกลับบ้านไปหาพ่อแม่ ถึงแม้ว่าน้องนนท์เองเริ่มจะมีความรู้สึกอยากกลับบ้านแล้ว แต่อีกใจหนึ่งก็ยังพะวงอยู่กับการหาเงินสักก้อน สุดท้ายจึงตัดสินใจอยู่กับบอมบ์ต่อ ที่วัดพิกุลเงินนี้น้องนนท์ได้อาศัยอยู่กับภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนของบอมบ์ พร้อมกับความรู้สึกแปลกใหม่ที่เข้ามากระทบจิตใจ นั่นคือการถวิลหาพ่อกับแม่ ทว่าเมื่อนึกถึงเงินที่จะได้จากงานเก็บเงินกู้ก็ทำให้เขาตัดสินใจอยู่ต่อ กระนั้นความคิดถึงพ่อแม่ก็มากเกินกว่าจะอยู่นิ่งเฉยต่อไปได้ น้องนนท์ตัดสินใจโทรศัพท์เข้ามือถือพี่นุก เพื่อสอบถามว่าพ่อกับแม่เป็นอย่างไรบ้าง โดยใช้ตู้โทรศัพท์หน้า ร.ร.วัดพิกุลเงิน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเบาะแสให้ "คม ชัด ลึก" ติดตามมาจนพบตัวน้องนนท์ในที่สุด วันที่น้องนนท์ตัดสินใจโทรหาพี่นุกนั้น ปลายสายที่รับกลับเป็นเสียงของแม่แทนที่จะเป็นพี่นุก ทำให้น้องนนท์ตกใจ แม้จะรู้สึกคิดถึงและเป็นห่วงพ่อกับแม่สักเพียงใด แต่ด้วยความกลัวว่าจะถูกตำหนิ น้องนนท์จึงวางสายไป ระหว่างอยู่ที่วัดพิกุลเงินน้องนนท์อาศัยข้าวก้นบาตรประทังชีวิตไปชั่ววันๆ ผลาญเวลาไปกับการนั่งเล่น นอนเล่นอยู่บนกุฏิและชายน้ำริมคลองข้างวัด ในใจเริ่มคิดถึงพ่อแม่ขึ้นมาอย่างท่วมท้น แต่อีกใจก็กลัวความผิดที่หนีออกมาจากบ้าน คิดไปต่างๆ นานา กระทั่งตัดสินใจว่าจะหาเงินสักก้อนแล้วจึงจะกลับบ้าน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เงินไม่ได้งานสักที "วันที่พี่ (คม ชัด ลึก) มาที่วัดผมเห็นแล้ว ผมนั่งอยู่กับบอมบ์แถวๆ องค์พระ แต่คิดว่าเป็นคนมาทำบุญ จากนั้นก็เห็นรถเก๋งสีน้ำตาล เห็นผู้ชายใส่เสื้อสีน้ำเงิน ไม่มั่นใจว่าเป็นพ่อหรือเปล่า บอมบ์เลยอาสาไปดูให้ แต่มาคิดอีกทีว่าน้าสาวมีรถสีนี้เลยมั่นใจว่าเป็นพ่อแน่ เลยขึ้นไปหลบบนกุฏิและคิดว่า วันนี้คงได้กลับไปบ้านกับพ่อแม่ กระทั่งพี่มาเจอผม" น้องนนท์เล่า อย่างไรก็ตามน้องนนท์ยอมรับว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น ไม่คิดว่าจะมีคนตามมาจนพบ เพราะได้หลบหนีออกมาไกลและนานมาก ตลอดเวลาก็ไม่เคยได้รับรู้ข่าวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องราวของเขาเลย ไม่รู้ว่าพ่อแม่ห่วงหาอาทรถึงกับตั้งกระทู้ไว้ในบล็อกโอเคเนชั่น และ "คม ชัด ลึก" เป็นสื่อกลางในการติดตามให้ความช่วยเหลือ "ขอกราบขอโทษทุกคนที่ทำให้พ่อแม่เป็นห่วงและวิตกกังวล ขอบคุณพี่ๆ น้าๆ ทุกคนที่โทรมาให้กำลังใจพ่อแม่ ผมให้สัญญาว่าต่อไปนี้ผมจะไม่เชื่อใครอีกและจะไม่ไปไหนอีก" คืนวันที่ 13 กรกฎาคม 2551 เป็นหนึ่งคืนที่น้องนนท์และครอบครัวเอกจิตรมีความสุขมากที่สุด น้องนนท์นอนอยู่ภายใต้อ้อมกอดของสุพรรณิการ์ผู้เป็นมารดา โดยมีพ่อแผนนอนขนาบข้างในห้องนอนใหญ่ตลอดทั้งคืน "ผมสัญญาว่าจะไม่ทำอีก" น้องนนท์ให้คำมั่น |
| ชีวิตควาญช้างสาวใหญ่มะกันเมืองไทย | ||
ถูกผัวไทยเมาซ้อม วอนรัฐขอสัญชาติ |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||