
ภาพนี้มาจาก http://www.oknation.net/blog/voranai/2007/08/27/entry-1 การเมืองต้องมีธรรมะเรื่องนี้ใครใครก็รู้อยู่ แต่ที่ผมจะเขียนนี้เป็นการเสนอธรรมะของท่านพุทธทาส ท่านเขียนไว้เป็นเล่มใหญ่ ให้ความคิดดีมาก รู้สึกว่าหนังสือชื่อ ธรรมะกับการเมือง http://www.buddhadasa.in.th/site/articles/politic/politic.php ท่านพุทธทาส สอนอะไรไว้เยอะแล้ว ไปเวบของท่านกันก็จะดีนะครับ สำหรับผม เคยอ่าน ธรรมะกับการเมือง แล้วก็ให้หนังสือเพื่อนไปนานแล้ว อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ท่านพุทธทาสไม่อยู่ ผมขออนุญาติเขียนสิ่งที่ได้มาจาก ท่านก็แล้วกัน อวิชชาพากายใจปรุงแต่ง ด้วยเรี่ยวแรงแห่งอวิชชานั่น จมูกหูตากายใจลิ้นนั้น ก็เปิดพลันกระทบสบโลกา ตาเห็นรูปจมูกจูบสูบดมกลิ่น รสโดนลิ้นดวงใจยิ่งใฝ่หา เกิดรู้สึกสุขทุกข์เวทนา สร้างตัณหาความอยากฉุดลากใจ อยากสิ่งใดดวงใจยึดสิ่งนั้น อุปาทานรวมกันเป็นภพใหญ่ บังเกิดตนเกิดตัวในหัวใจ ดิ้นรนไปทำกรรมนำผลมา ทำกรรมดีได้ดีมีแน่แท้ ทำกรรมชั่วชั่วแน่แพ้ชาติหมา(สุนัข) จะเลิกกรรมทำได้ไม่สงกา ดับตัวตนนั่นหนายกเลิกกรรม ตัวตนสูญสลายเพราะไร้ภพ ความเป็นนั่นเป็นนี่จบภพก็คว่ำ อันความเป็นอยู่ที่ยึดด้วยมืดดำ ความอยากมัดใจย้ำจึงยึดเอา อันความยึด ถอดได้โดยคลายอยาก ยึดถือมากเพราะอยากมากโง่เขลา อยากเกิดมาจากไหนจงดูเอา ความรู้สึกไงเล่าจึงอยากจัง รู้สึกสุขก็อยากสุขมากอีก ทุกข์ก็คอยหลบหลีกกลัวทุกขัง เวทนายังอยู่อยากก็ยัง อยู่ครองใจอยู่ยั้งยั่งยืนยง จะตัดตัวตัณหาทะยานอยาก ต้องปลงจิตตีจากไม่มัวหลง คุมรู้สึกอารมณ์อย่าจมลง คุมใจคงมั่นไว้ด้วยปัญญา คุมตาหูจมูกกายใจและลิ้น มิให้กลายเป็นถิ่นของตัณหา ตัณหาร้ายทิ้งไปเสียเถิดน่า เอาไว้แต่ตัณหาที่ดีดี ตัณหาดีมีอยู่ดูสักหน่อย อยากมีอยู่ไม่น้อยมีศักดิ์ศรี ความอยากนั้นนั่นคือความอยากดี อยากหลุดพ้นอเวจีพ้นอบาย อยากรบอยากย่อมรู้กันอยู่แล้ว สิ้นความอยากใจผ่องแผ้วทุกข์หดหาย ความยึดไร้ที่ตั้งพังทะลาย ภพเลือนหายสิ้นตนพ้นกรรมเวร ตัณหามีอวิชชาเป็นที่ตั้ง มือบอดจังหลงสุขทุกข์ไม่เห็น ทุกข์หนักเข้าเริ่มคิดถึงกรรมเวร พึ่งพระธรรมจึงเห็นเป็นวิชชา วิชชาคือสว่างส่องทางสงบ ใครหาพบประสบสุขทุกทิศา มรรคองค์แปดทางประเสริฐเลิศมรรคา อริยสัจจาแห่งชีวี พระพุทธมีพระธรรมมีพระสงฆ์มาก หากใครอยากสิ้นอยากจักสุขขี ความประมาทพาพลาดจากความดี หนทางมีแต่คนไม่ด้นเดิน เรามาช่วยเตือนตักด้วยรักแท้ เมตตาตาแก่ผู้คนชนสรรเสริญ เรามาช่วยกันสร้างหนทางเดิน ผองชาวไทยอย่าเมินซึ่งมรรคา มรรคองค์แปดของเราชาวพุทธแท้ เป็นทางเดินมาแต่โบราณหนา ทำให้ทาสเป็นไทได้ทุกครา จงรักษาพุทธธรรมล้ำค่าเอย ( เขียนจาก วงจรแผนผัง ปฏิจจสมุปบาท ) คลิกดูภาพและคำอธิบายได้ที่นี่ครับ http://www.buddhadasa.com/patija/patijamain01.html http://www.buddhadasa.com/patija/patija.html และเรื่องราวเกี่ยวกับท่านพุทธทาสภิกขุอยู่ที่นี่ครับ http://www.buddhadasa.com/ http://www.suanmokkh.org/
และข้อความอ้างอิงจากพระไตรปิฎกครับ คัดลอกมาจาก โปรแกรม Budsir ของมหาวิทยาลัยมหิดล http://www.mahidol.ac.th/budsir/budsir-main.html
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น อภิสมัยสังยุตต์ พุทธวรรคที่ ๑ ๑ เทศนาสูตร [๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุ ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธ- เจ้าข้า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธดำรัสนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง ปฏิจจสมุปบาทแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟังปฏิจจสมุปบาทนั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ [๒] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาท เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขาร เป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูป เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็น ปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและ อุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ นี้เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ฯ [๓] ก็เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขาร- จึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะ นามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและ มรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่า- นั้นมีใจยินดีชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ จบสูตรที่ ๑
|