• Neer21
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sutheeranand@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-03
  • จำนวนเรื่อง : 13
  • จำนวนผู้ชม : 2137
  • จำนวนผู้โหวต : 11
  • ส่ง msg :
บันทึกงานระบบประกอบอาคาร
เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับงานก่อสร้างอาคาร , วิทยาศาสตร์
Permalink : http://www.oknation.net/blog/Sutheeranand
วันจันทร์ ที่ 27 สิงหาคม 2550
จัด 'Asset Allocation' เป็นเศรษฐีเงินล้าน
Posted by Neer21 , ผู้อ่าน : 94 , 22:40:35 น.  
พิมพ์หน้านี้




"กำพล อัศวกุลชัย" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจกองทุนรวม บลจ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า กรอบคิดอยากมีเงินสิบล้าน ต้องเริ่มจากการกำหนดเป้าหมาย แล้วมาดูรายได้ ค่าใช้จ่ายว่ามีอยู่เท่าไร ด้วยการนำรายได้หักลบค่าใช้จ่าย ถ้าออกมาเป็นเน็ตสุทธิติดลบ เงินได้หรือเงินสะสมก็จะไม่เกิดแน่นอน ทางออกก็คือก็จะต้องหาทางเพิ่มรายได้ที่สอง



แต่หากมีฐานะการเงินเป็นบวก ก็ต้องจัดกระบวนการลงทุนขั้นต่อไป

หลักเบื้องต้นในการวางแผนการเงินและลงทุน จึงควรเริ่มจากการ "กันเงิน" ส่วนหนึ่งจากรายได้ หรือเงินเก็บออมจากอดีตจนถึงปัจจุบัน กระทั่งรายได้ที่จะตามมาในอนาคต เช่น จากเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น กำไรจากการค้าขาย หรือได้รับมรดกตกทอด

แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่จะต้องรู้จักจัดสรรเงินลงทุนได้อย่างถูกต้อง ถูกจังหวะการลงทุนในแต่ละภาวะ ที่สำคัญต้องมีวินัยการลงทุนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

ก่อนจะจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์อะไร กำพลบอกว่า ผู้ลงทุนจะต้องรู้ก่อนว่า “เงินสะสม” หรือลงทุนต่อเดือน และ “ระยะเวลา” ลงทุนจะเป็นเท่าใด ตลอดจนอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่คาดหวัง เพื่อไปสู่เป้าหมายมีเงินที่ต้องการ (10 ล้านบาท) เช่น..

กรณี..ต้องการผลตอบแทนจากเงินลงทุนเฉลี่ย 8% ต่อปี เพื่อให้ได้เงิน 10 ล้านบาท

หากใช้เวลาลงทุน 5 ปี ก็ต้องเก็บออมทุกๆ เดือนๆ ละ 1.36 แสนบาท ถึงจะมีเงิน 10 ล้านบาท

แต่ถ้าลงทุนในระยะเวลายาวขึ้นเป็น 8 ปี จะใช้เงินลงทุน 7.5 หมื่นบาทต่อเดือน

หากลงทุน 10 ปี จะใช้เงินเพียง 5.5 หมื่นบาทต่อเดือน ลงทุน 12 ปี ต้องใช้เงินลงทุน 4.2 หมื่นบาท

ลงทุน 15 ปี ใช้เงินลงทุน 2.9 หมื่นบาท

ลงทุนยาว 20 ปี จะใช้เงินลงทุนเพียง 1.7 หมื่นบาทต่อเดือน เท่านั้น

ดังนั้นหากเริ่มต้นลงทุนเร็วขึ้น ภาระหรือวงเงินลงทุนต่อเดือนก็จะไม่สูงเกินไป เรียกว่าอยู่ในวิสัยของคนทำงานทั่วไป

กรณี..ต้องการผลตอบแทนจากการเงินลงทุน เพิ่มขึ้นเป็น 10% ต่อปี

เงินลงทุนที่ต้องมีในแต่ละเดือนตลอดช่วงเวลา 20 ปี จะเหลือเพียง 1.3 หมื่นบาทต่อเดือน

แต่หากมีระยะเวลาลงทุนเพียง 15 ปี จะต้องใส่เงิน 2.4 หมื่นบาทต่อเดือน, ลงทุน 12 ปี ต้องเก็บเงิน 3.6 หมื่นบาทต่อเดือน, 10 ปี ต้องใช้เงินลงทุน 4.9 หมื่นบาทต่อเดือน, 8 ปี 6.84 หมื่นบาทต่อเดือน

และหากใช้เวลาลงทุนเพียง 5 ปี จะต้องใช้เงินลงทุนถึง 1.29 หมื่นบาทต่อเดือน

ส่วนกรณีผู้ลงทุนมี “เงินก้อน” สะสมอยู่บ้างแล้ว จะเป็นเรื่องง่ายกว่าทยอยลงทุนรายเดือนมาก เพราะเงินลงทุนต่องวดจะลดลงไป

เช่น มีเงินก้อนรองรังอยู่แล้ว 1 ล้านบาท ต้องการผลตอบแทนเพิ่มปีละ 10% หากต้องการมีเงิน 10 ล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า จะต้องให้ใช้เงินลงทุนต่องวดเหลือเพียง 1.08 แสนบาทต่อเดือน

หรือถ้าลงทุนเป็นเวลา 10 ปี จะใช้เงินลงทุนเพียง 3.6 หมื่นบาทต่อเดือน เท่านั้น

“อาจมองว่าการเก็บเงินเพื่อลงทุนจำนวน 1.3 แสนบาทต่อเดือน ภายในเวลา 5 ปี จะเยอะเกินกำลังสำหรับคนทำงานกินเงินเดือน แต่มันก็มีโอกาสเป็นไปได้ เพราะในชีวิตคนเราจะมีรายได้ หรือเงินเดือนเพิ่มขึ้นในช่วงปีหลังๆ ของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนที่ปรับขึ้น เงินโบนัส หรือรายได้อื่นๆ ซึ่งจะทำให้มีเงินสะสมเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถลงทุนได้ตามเป้าหมาย“ กำพลกล่าว

ส่วนแนวทางการจัดพอร์ต หรือ “จัดทัพลงทุน” เพื่อให้ได้เงินตามเป้าหมาย 10 ล้านบาท โดยต้องการผลตอบแทนที่ดี เช่น 8% หรือ 10% ต่อปี นั้น "สมจินต์ ศรไพศาล" กรรมการผู้จัดการ บลจ.วรรณ บอกว่า ผู้ลงทุนจะต้องให้หลักกระจายความเสี่ยงการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่ “หลากหลาย” ขณะเดียวกันก็ต้อง ”เลี่ยง” การขาดทุนให้มากที่สุด โดยต้องพยายามเข้าใจ จับจังหวะและอารมณ์ในแต่ละตลาดการลงทุนให้ได้

จากสถิติการลงทุนในอดีต ชี้ชัดว่า หากลงทุนในหุ้นจะทำให้ผลตอบแทนของพอร์ตลงทุนเติบโตได้เร็วขึ้น บางปีมีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงมากถึง 30-40% แต่บางปีก็มีโอกาสที่จะขาดทุนได้เช่นกัน

หากย้อนกลับไปมองผลตอบแทนการลงทุนในตลาดหุ้น 8 ปีย้อนหลัง (2542-2549) ผลตอบแทนของแต่ละปีมีทั้งได้กำไรและขาดทุน โดยในปี 2546 ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนดีสุด 120.52% ขณะที่ปี 2543 ให้ผลขาดทุนมากสุด 43.15%

เมื่อเฉลี่ยผลตอบแทน 8 ปีย้อนหลัง จะอยู่ที่ 11.04% เทียบกับผลตอบแทนจากพันธบัตร 5.65%

ส่วนการจัดสรรเงินลงทุนในหุ้นเท่าไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการรับความเสี่ยงของแต่ละคนได้มากน้อยแค่ไหน ตลอดจนช่วงเวลาการเข้าลงทุนของแต่ละคน

ตัวอย่างเช่น โมเดลการจัดพอร์ตลงทุนในหุ้น 70% ลงทุนในพันธบัตร ตราสารหนี้และเงินฝาก 30% ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา (No Timing) จะได้รับผลตอบแทนเฉลี่ย 11.15%

นั่นหมายความว่า เงินลงทุนเริ่มต้น 100 บาท จะเพิ่มค่าเป็น 233 บาท แต่หากใส่เงินลงทุนทุกๆ ปี ปีละ 100 บาท มูลค่าเงินลงทุนของพอร์ตจะเพิ่มค่าเป็น 1,375 บาท ในปีที่ 8

แต่หากจัดพอร์ตลงทุนแบบสมดุล โดยลงทุนในหุ้นและตลาดพันธบัตร ตราสารหนี้ และเงินฝากในสัดส่วนที่เท่ากันคือ 50% ผลตอบแทนเฉลี่ยจะอยู่ที่ 10.41% เงินลงทุนเริ่มแรก 100 บาท จะเติบโตเป็น 221 บาท และถ้าใส่เงินปีละ 100 บาททุกปี พอร์ตจะเพิ่มเป็น 1,280 บาท

ในขณะที่การจัดพอร์ตแบบให้น้ำหนักลงทุนในหุ้นเพียง 30% แต่เน้นลงทุนในตลาดพันธบัตร 70% ผลตอบแทนเฉลี่ยจะต่ำเพียง 9.04% หรือเงิน 100 บาท เติบโตเป็น 200 หากใส่เงิน 100 บาททุกๆ ปี เป็นเวลา 8 ปี มูลค่าเงินลงทุนของพอร์ตจะกลายเป็น 1,166 บาท เท่านั้น

“เนื่องจากนักลงทุนแต่ละคนจะรับความเสี่ยงไม่เหมือนกัน ผมแนะนำว่า ถ้าหากคนธรรมดาทั่วไป ทำงานมาหลายปี มีเงินเก็บเพียงพอสามารถรับความเสี่ยงได้ อาจจัดพอร์ตลงทุน "แนวกลางๆ" ไม่เสี่ยงมาก คือ ลงทุนในหุ้นครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง ก็ลงทุนพันธบัตร ตราสารหนี้ เงินฝาก ตลาดเงินระยะสั้นเพื่อสภาพคล่องของตัวเอง

ในขณะที่คนที่เพิ่งจะเริ่มต้นลงทุน หรือมีอายุมาก ไม่อยากลงทุนหุ้นมาก ก็สามารถจัดพอร์ตลงทุนในหุ้น 30% ส่วนเงินอีก 70% แยกเป็นลงทุนในตราสารหนี้ 40% และเงินฝากระยะสั้น 30%

แต่ถ้าเป็นคนที่มีประสบการณ์ลงทุนมาก รับเสี่ยงได้ดี มีรายได้มั่นคงสม่ำเสมอ ก็อาจลงทุนหุ้น 70% ก็ทำได้ เงินอีก 30% ก็อยู่ในตราสารหนี้และเงินฝาก“

การจัดพอร์ตลงทุนที่ “แตกต่าง” ไปจากแนวทางกลางๆ นั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองของนักลงทุนแต่ละคน

สมจินต์บอกว่า เขาแนะนำให้นักลงทุนดูระดับราคา เปรียบเทียบเครื่องมือการลงทุนต่างๆ ในแต่ละตลาด เช่น ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 2.25%-2.50% พันธบัตรอายุ 1 ปี 3.6%, อายุ 10 ปี 4.51% ขณะที่ตลาดหุ้นพีอี อยู่ที่ 10-11 เท่า

”ลงทุนในตลาดหุ้น ผมแนะนำนักลงทุนให้คำนวณค่าอีพี (Earning Yield) หรือ “อัตราความสามารถทำกำไรของหุ้น” แทนที่จะดูค่าพีอี เรโช ปัจจุบันค่าอีพี ของตลาดเฉลี่ยเท่ากับ 9.4 เท่า โดยที่เงินปันผลอยู่ที่ 3-4% ต่อปี

ถ้าเรามองตัวอัตราทำกำไร 9.4 เท่า เทียบกับพันธบัตร 10 ปี ที่ 4.5% หรือมีพรีเมียมหุ้น (E/P-Bond Yield) 4.9% ถือว่าผลตอบแทนลงทุนในหุ้นอยู่ในระดับไม่มากเกินไป น้อยเกินไป

ถ้าดูประวัติผลประกอบการของหุ้น จะดีกว่า 5-7% การที่ดีประมาณนี้ ถือว่า ไม่ถูกไป ไม่แพงเกินไป

แต่ถ้ามองการลงทุนในระยะยาว เทียบกับพันธบัตรอายุ 10 ปี หรือพันธบัตรระยะสั้น 1 ปี ผลตอบแทนพันธบัตรดีกว่าเงินฝาก 2% กว่าๆ

ถ้าดูจากสถิติที่ผ่านมาก็จะอยู่ประมาณนี้ จะว่าไปแล้ว ถ้าเทียบเคียงผลตอบแทนหุ้น พันธบัตร เงินฝาก จะเห็นว่าผลตอบแทนคาดหวังอยู่ในระดับใช้ได้” สมจินต์กล่าว

ด้าน “กำพล” ให้แนวทางการจัดพอร์ตลงทุนว่า ถ้าหากต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนสูงตั้งแต่ 8-10% ในวันนี้ ทางเลือกลงทุนต้องมีหุ้นอยู่ในพอร์ตแน่นอน

เขาแนะนำให้จัดพอร์ตโดยกำหนดความต้องการผลตอบแทน เช่น 8% ต่อปี กำพลแนะนำให้ลงทุนในหุ้นประมาณ 60% ของพอร์ต ส่วนอีกราว 40% ลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว โดยให้ใส่เงินลงทุนสม่ำเสมอทุกเดือน จะลงทุนเท่าไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการลงทุน หรืออายุของผู้ลงทุน เช่น อายุยังน้อย มีเวลาลงทุนอีก 20 ปี ก็ต้องเก็บออมเดือนละ 1.7 หมื่นบาท เป็นต้น

หากต้องการผลตอบแทน 10% ต่อปี ทางเลือกนี้ต้องลงทุนในหุ้น 100% หรือกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว

แต่ถ้าต้องการผลตอบแทนตั้งแต่ 10% ขึ้นไป กำพลบอกว่า ทางเลือกลงทุนอาจจะต้องลงทุนในสินทรัพย์ประเภท ”เก็งกำไร” หรือประกอบธุรกิจส่วนตัว แต่ต้องเป็นผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงมากๆ ซึ่งการลงทุนแบบนี้จะทำให้ระยะเวลาลงทุนสั้นลง และถึงเป้าหมายได้เร็ว

“เช่น ลงทุนซื้ออสังหาฯ อย่างคอนโด บ้าน อนุพันธ์ หรือหุ้นเก็งกำไร เป็นต้น ขณะที่การลงทุนในธุรกิจส่วนตัวจะต้องหาธุรกิจที่ดี หากจับธุรกิจได้ถูกจะมีผลตอบแทนสูงมาก ก็จะทำให้เป้าหมายการมีเงิน 10 ล้านบาทง่ายขึ้นมาก” กำพลกล่าว

"ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์" ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บลจ.อยุธยา ให้แนวทางการจัดพอร์ตแบบทั่วไปว่า ถ้าหากเป็นการลงทุนระยะยาว 20-30 ปี และต้องการผลตอบแทนราว 10% ต่อปี ผู้ลงทุนที่มีอายุยังน้อย 20-40 ปี ควรจะลงทุนให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นตั้งแต่ 60-80% ของพอร์ต ส่วนที่เหลือให้ลงทุนตราสารหนี้ และอสังหาริมทรัพย์

ส่วนคนที่มีอายุมากเช่น 40-60 ปี ควรจะลดการลงทุนในหุ้นเหลือราว 40% แต่ถ้าอายุมากกว่า 60 ปี ควรจะลงทุนหุ้นเพียง 20%

“ตัวอย่างการจัดพอร์ตในหุ้นปี 2549 คนที่ลงทุนในหุ้น 80% และตราสารหนี้ 20% จะได้รับผลตอบแทนประมาณ 13% ต่อปี ขณะที่คนที่จัดพอร์ตลงทุนในหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40% จะได้ผลตอบแทนราว 10% ส่วนคนที่มีพอร์ตลงทุนในหุ้นเพียง 20% จะได้รับผลตอบแทนเพียง 6% ต่อปีเท่านั้น“

สำหรับการจัดพอร์ตปีนี้ (2550) ประภาสบอกว่า หากคนที่จัดพอร์ตลงทุนหุ้น 80% และตราสารหนี้ 20% คาดว่าจะได้รับผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 25% ต่อปี เนื่องจากตลาดหุ้นได้ปรับตัวขึ้นมากกว่า 30% แล้ว

เขาให้คำแนะนำจัดพอร์ตสำหรับผู้ที่ต้องการเงินไว้ใช้ในระยะยาว ควรจะจัดพอร์ตแบบนิ่งๆ โดยไม่ควรโยกเงินเข้าออกไปมา เนื่องจากการลงทุนในตลาดหุ้นระยะยาว พิสูจน์มาแล้วว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดี

ถ้ารู้จักจัดสรรสินทรัพย์ หรือจัดวางพอร์ตลงทุนถูกจังหวะ เวลาลงทุนแต่ละตลาด ..คิดจะมีเงิน 10 ล้านบาท ไม่ใช่เรื่องไกลตัว...

แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31