พิมพ์หน้านี้
|
ในช่วงวิกฤติเศรฐกิจปี พ.ศ.2540 ในช่วงระยะเวลาที่ฟองสบู่แตกหรือเรียกว่าพิษของต้มยำกุ้ง บรรดาพ่อค้าและนักธุรกิจได้รับผลกระทบโดยเฉพาะบริษัทเงินทุนที่ได้ถูกสั่งปิดกิจการรวม 56 บริษัท แต่ยังมีนักการเมืองบางกลุ่มได้รับผลประโยชน์จากเลือดเนื้อและน้ำตาของพ่อค้าและประชาชน โดยการรับทราบข้อมูลการประกาศให้เงินบาทลอยตัวก่อนที่จะประกาศเงินบาทลอยตัว ซึ่งหลายท่านคงทราบแล้วว่าเป็นใคร ที่ได้ซื้อตุนดอลล่าห์ไว้ในขณะนั้น ทั้งที่คนอื่นๆ ต้องล้มเจ็บกันเป็นทิวแถวบางคนต้องฆ่าตัวตายเพื่อหนีหนี้สิน นั้นเป็นความเจ็บปวดของคนไทยในขณะนั้น แต่คนไทยก็ลืมง่ายเหลือเกินไม่รู้สึกหลาบจำ ยังให้การสนับสนุนพวกนักการเมืองกลุ่มดังกล่าวนี้เข้ามาเป็นใหญ่ด้วยจ่ายเงินซื้อเสียงเงินที่เขาเคยปล้นเราไปเมื่อปี พ.ศ.2540 และก็คนกลุ่มที่ได้ก่อตั้งบริษัทและกองทุนเข้ามาซื้อกิจการหรือหนี้เสียของคนไทยซื้อหนึ่งแถมหนึ่งแล้วว่าบริษัทนักกฎหมายไล่ฟ้องร้องบังคับลูกหนี้และยึดกิจการของเขา พวกฝรั่งไม่ได้รู้เรื่องหรอกครับ มีแต่ฝรั่งหัวดำๆ หน้าเหมือนคนไทยนั้นแหละที่ได้รับผลประโยชน์จากการซื้อหนี้หรือทรัพย์สินจากบริษัทเงินทุนที่ถูกระงับกิจการ ผมเห็นพวกพ่อค้าและนักธุรกิจที่เคยเก็บออมจากที่ไม่มีอะไรเลยมาจนตั้งบริษัทค้าขายใประเทศไทยจนกระทั้งมีฐานะร่ำรวย กลับต้องไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ภายหลังกิจการของเขาล้มละลายไปแล้ว ทุกวันนี้คนที่ได้กู้หนี้ยืมสินกับบริษัทเงินทุนที่ปิดกิจการไปแล้วได้รับความลำบากมากๆ บางคนก็มาขายข้าวแกงและขับรถแท็กซี่รับจ้าง เพราะกิจการของเขาและทรัพย์สินของเขาได้ถูกขายทอดตลาดไปแล้ว ทุกวันนี้ไม่มีนักการเมืองหน้าใหน จะประกาศยกเลิกกฎหมายพระราชกำหนดต่างๆ ในปี พ.ศ.2540 ที่ได้บังคับกับประชาชนที่ถูกปล้นทรัพย์สินไปโดยเขาไม่มีข้อต่อสู้ใดๆ ทั้งสิ้น หากคุณถูกฟ้องไม่ต้องมีทนายความเข้าไปต่อสู้หรอกครับแพ้ ตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะมีกฎหมายรองรับการกระทำของเขาไว้หมดแล้ว ทุกคนลืมแต่ผมไม่เคยลืม จนกว่ากฎหมายพระราชกำหนด 11 ฉบับ จะถูกยกเลิกทั้งหมด ผู้เขียนเองเป็นทนายความและว่าความต่อสู้คดีให้กับลูกหนี้ประมาณ 100 กว่าคดี ไม่อาจจะสู้ได้ เพราะว่ามีพระราชกำหนดและกฎหมายรองรับไว้แล้ว ว่าการขายทรัพย์สินของกิจการหรือบริษัทเงินทุนที่ถูกระงับกิจการนั้นทางหน่วยงานของรัฐมีอำนาจกระทำได้ ผมเองได้ต่อต้านเรื่องดังกล่าวนี้มาตลอดและเห็นว่าลูกหนี้บางรายไม่ได้เป็นหนี้เสีย แต่ต้องถูกขายให้กับเจ้าหนี้รายใหม่ ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้รายใหม่กับลูกหนี้เดิมนั้นก็ไม่เหมือนกับเจ้าหนี้เดิม เจ้าหนี้รายใหม่ก็จะเร่งรัดหนี้สินและรีบให้ลูกหนี้ชำระหนี้โดยเร็ว สุดท้ายลูกหนี้ก็ต้องถูกยึดทรัพย์และขายทอดตลาดไป ผมเห็นด้วยกับแนวความคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ให้เราเริ่มต้นมาพึ่งตนเองและอยู่อย่างพอเพียง การที่เราพึ่งเงินทุนต่างชาติมากๆ เหมือนปี พ.ศ. 2540 เกือบ 70 % เมื่อค่าของเเริ่มเปลี่ยนแปลงเงินที่เราเคยกู้มาสมมุติว่า100 บาท ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีก 100 บาท ทันทีและกองทุนต่างๆ ที่เข้ามาโจมตีค่าเงินบาทของเราเมื่อเห็นว่าเราแย่แล้ว ก็ถอนเงินลงทุนกลับออกไปสุดท้ายเราเองต้องมานั้งรับกรรม ผมว่าเราต้องเริ่มจากตัวของเราเองกินอยู่อย่างประหยัดลงทุนแบบน้อยๆ ไปหามากและพอเพียง ไม่ใช่แบบก้าวกระโดด ใช้เงินลงทุนของเราเป็นส่วนใหญ่แค่นี้เราก็อยู่ได้ โดยไม่ต้องเดือดร้อนหากจำเป็นต้องกู้ยืมเงินก็ต้องตระหนักอยู่เสมอว่าเงินที่กู้ มาต้องใช้คืนต้องใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด หากเราอยู่อย่างมีสติและพอเพียง เศรษฐกิจและค่าเงินของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเราก็ไม่เดือดร้อน เพราะเงินและธุรกิจก็เป็นของเราเองไม่มีหนี้ ในช่วงเวลานี้เป็นช่วงแห่งการที่จะลือกทางเดินของประเทศว่าจะเดินไปในรูปแบบใด และทำให้เราเห็นความจริงการเจริญทางด้านวัตถุหรือเงินทองอาจจะช่วยให้เราอิ่มท้องในบ้างเวลาเท่านั้น แต่เมื่อเราหมดเงินแล้วสุดท้ายก็ต้องกลับมาที่เดิม ขอขอบคุณนักการเมืองที่เคยบอกกับเราว่าจะทำให้เราหายจนภายใน 5 ปี และให้เรากู้ยืมเงินเรียนหนังสือแต่ไปซื้อมือถือ(ของท่าน) วันนี้พวกเรารู้แล้วว่าท่านหรอกเรา
|
| เขาพระวิหาร | ||
ระลึกถึงเขาพระวิหาร ถึงแม้เราจะเสียไปแล้วอย่าให้คนไทยต้องเสียอะไรอีกเลย |
||
|
View All |
||