พิมพ์หน้านี้
|
ภายหลังจากการที่ประชามติของการลงคะแนนว่าจะรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 หรือไม่ ซึ่งหลักการหนึ่งของรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่บัญญัติว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 จะต้องมีการลงประชามติของประชาชน สิ่งที่ผมจะวิเคราะห์ต่อไปนี้เป็นเรื่องความเห็นในส่วนตัวของผมเองซึ่งผู้อ่านบ้างท่านอาจมีความเห็นที่แตกต่างจากผมก็ไม่ว่ากันนะครับ ประเด็นว่าทำไมรัฐธรรมที่จะประกาศใช้กับประชาชนภายหลังจากที่ได้มีการประกาศยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา จะต้องให้มีการประกาศลงประชามติของประชาชนด้วยซึ่งมีความยุ่งยากมากเลยทีเดียว เพราะยังมีกลุ่มอำนาจเก่าที่คอยต่อต้านไม่ให้ประชาชนย่อมรับร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยสสร.ที่มีการคัดสรรเลือกมาภายใต้อำนาจการบริหารของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งถ้าเรารองตรึกตรองดูเห็นว่าไม่น่าจะเกิดประโยชน์อะไรกับ คมช. แต่อย่างใด แต่ถ้าหากเราเห็นการลงประชามติของประชาชนทางภาคอีสานและภาคเหนือก็จะพบความจริงว่าความรักและนิยมของผู้นำคนเก่ายังเหนี่ยวแน่นเหมือนเดิม คงมีบางจังหวัดเท่านั้นที่คะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญมีมากว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ความได้เปรียบนี้เองถือว่าเป็นกลยุทธของทาง คมช. เพราะในการลงประชามติดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นประชาชนและหัวคะแนนบางคนที่ยังจงรักภักดีอยู่กับกลุ่มอำนาจเก่า และทางคมช.ย่อมทราบอยู่แล้วว่าใครเป็นใครและหมู่บ้านหรืออำเภอใดบ้างที่ได้ลงคะแนนไม่รับร่างรัฐธรรมปี พ.ศ. 2550 ความได้เปรียบนี้เองทาง คมช.ย่อมต้องจับตามองกลุ่มบุคคลหมู่บ้านหรืออำเภอดังกล่าวเข้มเป็นพิเศษ ทำให้กลุ่มอำนาจเก่าที่พยายามปลุกปั้นให้ประชาชนแข็งข้อกับทาง คมช.ย่อมกระทำด้วยความลำบากมากขึ้น ความได้เปรียบดังกล่าวนี้ทำให้พรรคการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกับฝ่ายของกลุ่มอำนาจเก่าเดิมได้เปรียบในการที่จะเข้าเจาะฐานอำนาจเก่าได้ แต่ถึงอย่างไรทาง คมช.ก็ผิดพลาดอย่างมากจากการที่ได้ปล่อยให้ผู้นำคนเดิมอยู่ต่างประเทศทั้งที่ผู้เฒ่าบรรหารได้พยายามแนะนำให้ทาง คมช. ปล่อยให้ผู้นำคนเก่าเข้ามาในประเทศดีกว่าปล่อยให้ท่านเดินสายไปตามประเทศต่างๆเพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นว่า ตนเองยังเป็นนายกอยู่ในขณะนี้ ซึ่งตอนนี้ทาง คมช.ก็คงผิดหวังและเสียดายหากยินยอมให้ทางผู้นำคนเก่าเดินทางเข้ามาเข้ามาในประเทศตั้งแต่แรกๆ คงไม่ต้องปวดหัวขนาดนี้ ความไม่แน่นอนย่อมเกิดขึ้นได้เสนอแม้ว่าจะได้วางแผนมาอย่างดีขนาดไหนก็ตาม ต่อแต่นี้พวกเราคงจะต้องเห็นทั้งสองขั้วอำนาจสาดน้ำลายด่าทอกันอีกต่อไป ผมเคยเสนอให้ทางศาลยุติธรรมแบ่งแผนกความผิดเกี่ยวกับคดีหมิ่นประมาทให้ศาลได้พิจารณาโดยเร็วไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตาม ควรจะพิจารณาคดีดังกล่าวนี้ให้รวดเร็วและลงโทษอย่างหนักกับนักการเมืองพวกนี้ แต่ก็ไม่เป็นผลบางคดีของนักการเมืองพวกนี้ที่ฟ้องร้องกันอยู่ในศาลกว่าที่จะเสร็จการพิจารณาของศาลก็ต้องใช้เวลานาน 3-4 ปีหากจะต้องอุทธรณ์หรือฎีกากันต่อไปก็จะกินเวลาประมาณ 10 ปีกว่าจะมีผลแห่งคำพิพากษา ซึ่งพวกเหล่านี้ก็ก่อกรรมทำเข็ญกันอยู่ร่ำไป การวางแผนหรือกลยุทธของทั้งสองฝ่าย มีการได้เปรียบและเสียเปรียบกันตลอดเวลา หากแต่ทางกลุ่มอำนาจเก่ามักจะได้เปรียบอยู่เสนอเพราะระบบชของกลุ่มอำนาจเก่าได้ฝั่งรากลึกอยู่ในระบบของการเมืองไทยเสียแล้ว หน่วยงานที่ทาง คตส.ที่เข้าไปตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลก็พยายามดึงเวลาออกไปให้มากเท่าที่จะได้ได้ การไม่ให้ความร่วมมือของรัฐมนตรีบางกระทรวงย่มเป็นแผลทิ่มแทงใจของ คตส. หลายคน จนทาง คตส. บางคนออกมาพูดเป็นทำนองที่ว่า "ใครจะรับประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผม" ทุกวันนี้การตรวจสอบคดีความต่างๆ ยังไม่แล้วเสร็จยังเหลืออีกลายเรื่องที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ แต่เวลาของ คตส. ก็กำลังจะหมดลง ไม่รู้การรัฐประหารในครั้งนี้เสียเปล่าจริงๆ หรือไม่ |
| เขาพระวิหาร | ||
ระลึกถึงเขาพระวิหาร ถึงแม้เราจะเสียไปแล้วอย่าให้คนไทยต้องเสียอะไรอีกเลย |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||