พิมพ์หน้านี้
|
ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง การค้าระหว่างประเทศของไทยอยู่ในระดับต่ำ ประเทศไทยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่โดยผูกค่าเงินบาทไว้กับเงินปอนด์สเตอลิงของอังกฤษเพียงสกุลเดียวในอัตรา 1 ปอนด์สเตอลิงเท่ากับ 11 บาท หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อัตราแลกเปลี่ยนในช่วงนี้มีความผันผวนมาก เกิดตลาดมืด รัฐบาลไม่สามารถควบคุมให้อัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพได้ ในปี 2490 จึงได้หันมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่แบบหลายอัตรา โดยในส่วนของเงินดอลลาร์แลกเปลี่ยนที่ 12.50 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ครั้งสำคัญ ๆ ของการเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาทไทย วันที่ 1 พ.ย. 2521 ประกาศใช้ประกาศใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบ ตะกร้าเงิน (Basket of currencies) ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยกำหนดค่าเงินบาท โดยเทียบกับกลุ่มเงินสกุลต่าง ๆ ที่มีความสำคัญต่อระบบการค้าและเศรษฐกิจของไทยจำนวน 7 สกุล คือ ดอลลาร์สหรัฐ ปอนด์สเตอลิง มาร์ก เยน ริงกิตมาเลเซีย ดอลลาร์สิงคโปร์ และดอลลาร์ฮ่องกง และมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสมของสถานการณ์มาเป็นระยะ โดยตั้งแต่ปี 2514-2540 ค่าเงินบาทไทยเปลี่ยนแปลงระหว่าง 20-27 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ
โดยเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2540 ประเทศไทยประกาศยกเลิกระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตะกร้าเงินแล้วหันมาใช้ระบบลอยตัวกึ่งจัดการ (Managed Float) โดยปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับดอลลาร์สหรัฐเป็นไปตามอุปสงค์ และอุปทาน ซึ่งในช่วงวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้งครั้งนั้นค่าเงินบาทไทยมีอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนตัวเกือบ 50 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ. |