• Dr.Sixteen
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-05-10
  • จำนวนเรื่อง : 112
  • จำนวนผู้ชม : 18425
  • จำนวนผู้โหวต : 47
  • ส่ง msg :
Thaidialogue
อำนาจของการฟังอย่างลึกซึ้ง
Permalink : http://www.oknation.net/blog/Thaidialogue
วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม 2550
ก่อนจะมาเป็น dialogue
Posted by Dr.Sixteen , ผู้อ่าน : 35 , 17:11:30 น.  
พิมพ์หน้านี้


Reflection & Anecdote from the Observer

 

ผมกำลังเริ่มเผชิญกับความตีบตันทางปัญญาอย่างหนัก  คือยังไม่มีวิธีการที่เฉียบคมพอที่จะเข้าไปจัดการกับข้อมูล talk-in-interaction ของคนเก่งกับคนเก่ง หนทางเดียวที่ผมทำได้ในขณะนี้คือ การไปคว้าความคิดทฤษฎีของคนโน้นคนนี้มาทดลองเล่นกับมันไปเรื่อยๆ แล้วก็เอ่ยถึงมันแบบไร้เดียงสา บ้าทฤษฎี อะไรประมาณนั้น อย่าถือสาเลยนะครับ ถือซะว่านี่เป็นพัฒนาการของการแสวงปัญญาอย่างหนึ่ง เพื่อหาทางออกจากความตีบตันทางปัญญาเหล่านี้

 

ขออนุญาตมะงุมมะงาหราบ้าทฤษฎีไปพลางๆก่อนนะครับ  และโปรดอย่าลืมเปิดอ่าน anecdote ที่ผมเก็บเล็กผสมน้อยไว้ในรูปของการบันทึกสั้นๆ  ฉบับนี้ บางทีอ่านไปๆ ท่านอาจจะพบอะไรดีๆที่น่าสนใจ และช่วยกัน reflex กลับมา เพื่อช่วยให้ผมเกิดปัญญาและหลุดตัวเองจากความตีบตันทางปัญญาได้ 

 

นี่คือบันทึกที่ผมเลือกออกมานำเสนอครับ

 

กุมภาพันธุ์ 2547

ระหว่างการรอประชุม ณ ห้องประชุมอันเงียบสงัดไร้คนพลุกพล่าน ความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศ อาหารเที่ยงแบบท้ามฤตจากร้านไก่ย่างราชดำเนิน ในขณะที่ไข้หวัดนกกำลังระบาดอย่างน่ากลัว ข้าวเหนียวร้อนๆ ลาบ ส้มตำแซบๆ เริ่มออกฤทธิ์กล่อมประสาทผู้บริโภคจนเคลิ้ม เสียงครางหึ่งๆของแอร์คอนดิชั่นจึงกลายเป็นเสียงเพลงขับกล่อมคนขี้เซาอย่างผมให้เผลอม่อยหลับไปประมาณห้านาที พอลืมตาตื่นโลกก็เปลี่ยนไป มันสดชื่น ซาบซ่าเหมือนแบตเตอรี่ที่ถูกชาร์จไฟเข้าไปอึกใหญ่ 

 

แต่นั่งรอจนแล้วจนรอดก็ยังไม่ถึงเวลาประชุมซักที ผมจึงหยิบ On Dialogue ของ David Bohm ขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา เปิดไปเปิดมาก็ไปเจอข้อความที่โดนใจของผมเข้าอย่างจัง David Bohm เขียนว่า

                “ In principle, the dialogue should work without any leader and without any agenda, so if we are to start a meeting without a leader – start talking and have no agenda, no purpose – I think we would find a great deal of anxiety….”  แล้ว David Bohm ก็แนะนำสั้นๆว่า  to face it. In fact, we know by experience that if people do this for an hour or two, they do get through it and start to talk more freely.”

                ผมรู้สึกว่า ในบางครั้งวงสนทนาของคนเก่งกับคนเก่ง ได้เผชิญกับปัญหาแบบนี้เป็นประจำ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเรากำหนดเป้าหมายและ agenda ที่รวบรัดเกินไป จึงพยายามรีดเค้นคำพูดออกมาเพื่อรับใช้เป้าหมายที่เราไม่พร้อมที่จะไปวงสนทนาจึงเต็มไปด้วยความโกลาหล และทำให้บรรยากาศถูกชักนำไปในทางลบ  แต่ “ทุนทางใจ” ที่มีอยู่ เช่นความปรารถนาดีต่อกัน การผ่อนปรน ทำให้วงสนทนาสามารถดึงบรรยากาศกลับคืนสู่ความปกติได้ และทำให้เราสามารถผ่านห้วงเวลาอันยุ่งยากแบบนี้ไปแล้วหลายครั้ง

 

และ  Bohm ก็พูดต่อไปอีกว่า …

 

” If we have a dialogue situation – a group which has sustained dialogue for quite a while in which people get to know each other, and so on. Then we might have a coherent movement of thought, a coherent movement of communication. It would be coherent not only at the level we recognize,(ระดับปรากฏการณ์ที่มองเห็น, explicit หรือ “ก้อนน้ำแข็ง” ที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ” – ผู้เขียน) but at the tacit level, at the level for which we have only a vague feeling. That would be more important.”(ระดับการสัมผัสด้วยจิต รู้ได้เฉพาะตน โดยไม่ต้องใช้ภาษาอธิบาย)

 

                บ่อยครั้งที่วงสนทนาของคนเก่งได้สะสมทุนไว้ส่วนหนึ่ง เช่น การรู้จักมักคุ้น และการมีฉันทะที่จะมานั่งพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ  ส่วนประเด็นการขับเคลื่อนความคิดและการสื่อสารให้เกิดความสอดคล้องต้องกันนั้น  (a coherent movement of thought, a coherent movement of communication) ยังขาดๆเกินๆ เพราะบางครั้งเราก็ขัดกันเองจนยุ่งเป็นฝอยขัดหม้อ บางครั้งก็ลื่นไหลคุยไปหัวเราะไป อิ่มไปกับความรู้ที่ผุดขึ้นเป็นครั้งคราว

 

                Bohm เสนอว่า วงสนทนาที่เหมาะๆน่าประกอบด้วยคนประมาณไม่เกิน 20  แต่ไม่ควรเกิน 40 เพราะถ้ามากกว่านี้จะจัดการลำบาก อาจจะต้องแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย

                In that size group, you begin to get, may be called “microculture”. You have enough people coming in from different sub-cultures so that they are a sort of microcosm of the whole culture. And then the questions of culture – the collectively shared meaning – begins to come in. That is crucial, because the collectively shared meaning is very powerful.

 

ขณะที่บันทึก diary ฉบับนี้ ผมคิดว่าเรายังไปไม่ถึงระดับของ ‘shared meaning’ แต่อย่างไรก็ตาม กระบวนการทางพิธีกรรมแบบ ritual conversation ที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้การพูดคุยแลกเปลี่ยนอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา อย่างน้อยเดือนละครั้ง อาจพาเราไปถึงจุดนั้นได้สักวันหนึ่ง 

 

…………………..

 

25 มีนาคม

 

บ่ายสามโมงครึ่งไปประชุมตามนัด บรรยากาศการประชุมครั้งนี้ทำให้ผมคิดอะไรได้หลายอย่าง  และทำให้ผมต้องรีบบันทึกลงในสมุดว่า ผมได้เรียนรู้จากวงสนทนาแลกเปลี่ยน (dialogue)ในวันนั้น อย่างไร

 

ตามปกติแล้ว ผมจะไม่พก agenda หรือ purpose ติดตัวเข้าห้องประชุมมากนัก นอกจากเตรียมข้อมูลที่ตนเองหาได้จากการอ่านบ้าง การวิเคราะห์ข้อมูลดิบบ้าง  มาเล่าสู่กันฟังเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกับคนอื่นๆตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม

 

ผมรู้ตั้งนานแล้วว่าผู้ร่วมสนทนา (interlocutor) ในวงสนทนาแลกเปลี่ยนระหว่างคนเก่งกับคนเก่งนั้น  ไม่ธรรมดา  แต่เป็นปัจเจกที่อัดแน่นด้วยอหังการแห่งตัวตนและความรู้ในศาสตร์ที่แต่ละคนเชี่ยวชาญอย่างเต็มเปี่ยม  และเป็น overhearing audience ที่สามารถวัดคุณภาพ รวมทั้งคุณค่าของข้อมูลความรู้จากศาสตร์สาขาอื่นได้อย่างวิเศษ 

 

ดังนั้นการโยนความรู้ ข้อมูลความรู้ของศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งเข้าไปในวงสนทนาแบบดิบๆโดยไม่มีการขัดเกลา (refinement) หรือทำให้มันหลุดพ้นจากบริบทของสาขาเฉพาะของมัน อาจจะทำให้ผู้ร่วมสนทนาแลกเปลี่ยน (interlocutor) จากสาขาอื่นๆ “แหวะ” (แปลว่าอ้วกครับ) เพราะรับไม่ได้

 

แต่อย่างไรก็ตาม โดยมารยาทเพื่อเป็นการรักษาหน้าของวิญญูชน เขาอาจทำเป็นพยักหน้า และชมว่าดี น่าสนใจ แต่ในใจอาจบอกว่า ‘Hey, that’s bull shit’ ก็ได้ หรือถ้าเสแสร้งไม่เป็น อาจนิ่งเงียบ ไม่แสดงอาการตื่นเต้นกับ enlightenment ของคนอื่น หรืออาจใช้สิทธิในการแสดงออกทางอารมณ์ด้วยการหัวเราะให้กับความไร้เดียวสาของเรา

 

ถ้ามีสัญญาณแบบนั้นเกิดขึ้นก็ต้องสงสัยไว้ก่อนเลยว่า ข้อมูลหรือความรู้ของเรา อาจจะ 1) ยังไม่ลึกและเฉียบคม หรือ ไม่มีคุณภาพพอที่จะไปกระแทกใจคนอื่น หรือ 2) ยังไม่ผ่านการขัดเกลา (refinement) ที่ดีพอ เพื่อยกระดับตัวมันเองให้หลุดพ้นจากบริบทของสาขาวิชาเฉพาะ  เพื่อให้สามารถเข้าไปอยู่ในใจ (appreciation) ของคนในศาสตร์อื่นได้  จำเป็นต้องนำกลับมาทบทวนและพัฒนาใหม่ให้ดีกว่าเดิม

 

นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าผมได้รับจากการสนทนาแลกเปลี่ยนข้ามสาขา  และทำให้ผมสามารถให้ความหมาย (make sense) ของมันได้ดีขึ้นกว่าเดิมว่า กระบวนการสนทนาแลกเปลี่ยนข้ามสาขา (transdisciplinary dialogue) คือ กระบวนการขัดเกลาความรู้ของแต่ละสาขาวิชาเฉพาะ เพื่อยกระดับให้มันสามารถก้าวข้ามกำแพงบริบทเฉพาะของมัน ให้มาอยู่ในตำแหน่งที่คนจากสาขาวิชาอื่นสามารถเข้าใจและยอมรับมันได้ในระดับ appreciation (โปรดสงวนสิทธิ ที่จะไม่เห็นด้วยกับความหมายนี้)

 

ทฤษฏีและวิธีวิทยาของแต่ละสาขา จึงเป็นเพียงแค่ “เครื่องมือ” อันหนึ่งในการผลิตความรู้ แต่อาจไม่ใช่ตราประทับคุณค่าของความรู้ที่เราสร้างขึ้น การรับรองคุณค่าและความหมายของความรู้ (ratification) ควรจะปล่อยให้เป็นบทบาทของ “ผู้บริโภค” ซึ่งในที่นี้หมายถึงผู้ที่อยู่ในวงสนทนาแลกเปลี่ยน (Interlocutor) ที่ซื่อตรงจากสาขาอื่น 

 

ถ้าข้อมูลและความรู้จากศาตร์สาขาใดสาขาหนึ่งไม่สามารถผ่านจุดนี้ไปได้ ก็แสดงว่า มันยังไม่ผ่านการขัดเกลาเพื่อให้หลุดออกจากบริบทเฉพาะของมัน ส่วนเจ้าของข้อมูลหรือความรู้จะเก็บมันไว้ในสต็อคของศาสตร์เดิมต่อไปหรือไม่อย่างไร หรือเพื่อนำมันไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ก็ถือว่าเป็นสิทธิและอำนาจของเจ้าของ

 

ถ้าพบปฏิกริยาทำนองนี้ จงเข้าใจเถิดว่า นี่คือปรากฎการณ์ที่วิเศษสุด  ที่ให้โอกาสคุณในการรีบกลับไปทบทวนความรู้ของคุณใหม่ พัฒนามันขึ้นมาใหม่ เพื่อรอวันพิสูจน์ตัวมันเองคราวหน้า ถ้าต้องการความท้าทายแบบนี้

 

ผมจึงสรุปว่า Transdisciplinary dialogue คือการพูดสิ่งที่ตนเองรู้อย่างลึกซึ้ง  ให้คนที่อยู่ในศาสตร์สาขาอื่นเข้าใจได้ แล้วในที่สุด การก้าวย่างอย่างสอดคล้อง และการสื่อสารที่เชื่อมโยง (coherent of movement and coherent of communication) จะค่อยๆงอกเงย และสั่งสมตกผลึกกลายเป็นความหมายใหม่ ที่เราสามารถใช้ร่วมกันได้ (shared meaning)  เพราะความรู้แต่ละส่วน (fragmentation) ได้ถูกนำมาขัดเกลาในวงสนทนาแลกเปลี่ยน จนหลุดพ้นจากบริบทเฉพาะของมันไปแล้วนั่นเอง

 

แต่อย่างไรก็ตาม  ขอตั้งข้อจำกัดให้กับสิ่งที่พูดมาทั้งหมดว่า นี่เป็นเพียงความเข้าใจของผม และโปรดสงวนสิทธิในการโต้แย้ง ทักท้วงเพื่อความเจริญงอกงามทางปัญญาต่อไปอย่างไร้ขีดจำกัด

 

 

…………………………..

 

 


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2007 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31