พิมพ์หน้านี้
|
สร้างวัฒนธรรมการคิด สร้างทัศนคติ ที่เป็นมิตรกับเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ว่าคุณจะเชื่อบทความเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม แต่นั่นเป็นเพราะวัฒนธรรมการคิดหรือทัศนคติของคุณต่างหากที่กำกับให้คุณเป็นแบบนั้น Alvin Tofler นักประวัติศาสตร์สังคมตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า คนที่จะถูกเรียกว่า คนโง่ ในศตวรรษที่ 21 จะไม่ใช่คนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แต่เป็นคนที่เรียนรู้อะไรไม่เป็น ไม่สามารถถอดถอนความรู้เดิม และเรียนรู้อะไรใหม่ๆไม่ได้ (The illiterate in the 21th century are not those who can not read and write, but those who can not learn, delearn and relearn) และบทความนี้เชื่อว่า สิ่งที่จะทำให้คนเรียนรู้อะไรใหม่ๆได้หรือไม่ได้นั้น คือ วัฒนธรรมการคิด หรือ ทัศนคติ บางอย่างที่ฝังอยู่ในหัวของเรานั่นเอง วัฒนธรรมการคิดของพลเมือง กำหนดชะตาชีวิตและความเป็นไปของสังคมที่พลเมืองเหล่านั้นเป็นสมาชิก ข้อมูลจากการศึกษาเชิงเปรียบเทียบบอกเราว่า ความร่ำรวยหรือความยากจนของแต่ละประเทศมิได้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นๆเกิดขึ้นก่อนหรือหลังใคร ดูอย่างอินเดียกับอียิปต์ซึ่งเกิดก่อนประเทศใดในโลก แต่ก็ยังมีคนยากจนอยู่เต็มประเทศ แต่แคนนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งมีอายุเพียง 150 ปีกลับเป็นประเทศที่ร่ำรวยมีมาตรฐานการดำรงชีวิตสูงคือมีความปลอดภัย มีสิ่งแวดล้อมที่ดี นอกจากนี้ ความร่ำรวยหรือความยากจนยังไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นๆมีทรัพยากรธรรมชาติมากน้อยกว่ากัน ดูอย่างประเทศญี่ปุ่นซึ่ง 80% ของภูมิประเทศเป็นภูเขา แทบไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับการเกษตรเลี้ยงตัวเอง แต่ญี่ปุ่นกลายเป็นแหล่งนำเข้าวัตถุดิบจากทั่วทุกสารทิศและส่งผลผลิตอุตสาหกรรมออกไปขายทั่วโลก ความเป็นประเทศอุตสาหกรรม หมู่เกาะญี่ปุ่นจึงถูกเปรียบเหมือนโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ลอยเท้งเต้งอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิค ส่วนประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นเล่า แม้ไม่ได้ปลูกโกโก้สักต้นหรือทำปศุสัตว์ใหญ่โตมโหฬารแต่กลับเป็นประเทศที่ส่งออกชอกโกแลตชั้นเยี่ยมและขายผลิตภัณฑ์นมชั้นดีให้แก่เศรษฐีทั่วโลก นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ยังเป็นประเทศที่ไม่มีกองทัพอันเกรียงไกรเหมือนสหรัฐอเมริกาแต่กลับเป็นประเทศที่มีความมั่นคงและได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็นดินแดนแห่งสันติภาพ จากตัวอย่างที่กล่าวมา จะเห็นว่าความร่ำรวยหรือความยากจนของแต่ละประเทศยังไม่เกี่ยวข้องกับความโง่ ความฉลาดหรือผิวสีของพลเมืองแต่อย่างใด พลเมืองจากประเทศที่ถูกตราหน้าว่าขี้เกียจที่สุด พออพยพไปตั้งรกรากอยู่ในประเทศทางยุโรปและอเมริกากลับพากันร่ำรวยส่งเงินทองกลับมาให้ญาติพี่น้องใช้กันอย่างสบาย ผลการศึกษาเชิงเปรียบเทียบทั้งหมดได้ข้อสรุปออกมาว่า วัฒนธรรมการคิด หรือสิ่งที่เราเรียกว่า ทัศนคติ ต่างหากที่สร้างความแตกต่างขึ้นมาบนโลกใบนี้ เคยมีคนช่างคิดเอาตัวอักษรภาษาอังกฤษตั้งแต่ A ถึง Z มาเรียงกันแล้วแทนค่าด้วยตัวเลข A=1, B=2, C=3 ไล่แทนค่าไปเรื่อยๆจนถึง Z=26 เพราะอักษรภาษาอังกฤษมีทั้งหมด 26 ตัว และตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตของมนุษย์เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์พอดิบพอดีแบบไม่ขาดไม่เกิน ลองคิดดูเล่นๆก็ได้ ถ้าหากคิดว่าเป็น ความรัก (love) เงิน (money) หรือ การทำงานหนัก ให้ดูวิธีหาคำตอบดังต่อไปนี้ L O V E (12 + 15 + 22 + 5) = 54 (ความรักเติมความหมายให้ชีวิต 54%) M O N E Y (13+15+14+5+25) = 72 (เงินเติมความหมายให้ชีวิต 72%) H A R D W O R K (8+1+18+4+23+15+18+11) = 98 (งานหนักเติมความหมายให้ชีวิต 98%) วิธีการหาคำตอบแบบนี้ ทำให้เราได้ข้อสรุปออกมาว่า ความรัก เงิน และการทำงานหนัก อาจจะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยคนที่มีความรัก ทำงานหนักและมีเงิน ก็ทำให้ตนเองรู้ว่าจะอยู่เพื่อใคร และอยู่แบบไม่ขัดสน แต่อาจจะต้องเจอปัญหาสุขภาพทรุดโทรม เครียด อมโรคเพราะทำงานหนัก ชีวิตจึงดูเหมือนจะมีความสุข แต่ยังขาดอะไรบางอย่าง ลองมาดูตัวสุดท้าย คือคำว่า ทัศนคติ (attitude) A T T I T U D E (1+20+20+9+20+21+4+5) = 100 (ทัศนคติเติมความหมายให้ชีวิต 100%) ทัศนคติ หมายถึงวิธีคิด วิธีรู้สึกที่เรานำออกมาใช้ในการตอบสนองสถานการณ์หรือสิ่งเร้าต่างๆในชีวิตประจำวัน วิธีคิด วิธีรู้สึกเหล่านี้มันนอนนิ่งเป็นสภาวะปกติอยู่ในคลังความทรงจำโบราณและคนเลือกหยิบออกมาใช้ในการกำหนดรู้สิ่งที่เราเข้าไปสัมผัสตามความเคยชินของตัวเอง เช่น ความเคยชินที่จะคิดหรือรู้สึกในเชิงลบต่อชาวบ้านคนยากคนจนที่ออกมาประท้วงตามถนน ก็เอาวิธีคิด วิธีรู้สึกไปตัดสิน ก่นด่าประณามว่าเป็นพวกป่วนเมืองโดยไม่สนใจข้อเท็จจริงอื่นๆ เพราะทัศนคติเชิงลบเหล่านี้ ได้ปิดทางข้อมูลข่าวสารที่เราไม่ต้องรู้ ในทำนองเดียวกัน คนที่ฝันอยากจะทำอะไรยากๆที่ไม่เคยทำได้มาก่อน แต่ถ้าเริ่มต้นด้วยทัศนคติแบบ คิดได้ทำไม่ได้ สิ่งที่มุ่งหวังก็คงเป็นเพียงแค่ความฝันต่อไปเรื่อยๆอย่างไม่มีกำหนด แต่ถ้าสร้างวัฒนธรรมการคิดใหม่ ด้วยการหมั่นฝึกฝนให้รู้จักคิดในเชิงบวก เช่น คิดแบบ เราจะฝ่าข้ามไป แม้ยากเย็นแค่ไหนก็ต้องอดทน สิ่งที่ฝันมีโอกาสเป็นจริงได้มากกว่า คุณบัณฑิต อึ้งรังษี คือคนไทยตัวเล็กๆที่ใช้ทัศนคติกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้อย่างน่าอัศจรรย์ เขาสามารถทำสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้อย่างน่าทึ่ง การเป็นนักดนตรีระดับโลก ก็เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญอยู่แล้วสำหรับคนไทยตัวเล็กๆ แต่การไปยืนอยู่ต่อหน้านักดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะวาทยกรนั้น เป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า เพราะการเป็นวาทยากร จะต้องมีภาวะผู้นำสูง การยอมรับจากนักดนตรีเท่านั้นที่จะทำให้วาทยกรสามารถดึงพลังศักยภาพของนักดนตรีระดับโลกออกมาเป็นเสียงดนตรีที่ไพเราะกลมกลืนได้ พลังภายใน (tacit) ของวาทยากรจะสามารถสัมผัสกับพลังภายในของนักดนตรีได้ก็ต่อเมื่อนักดนตรีเปิดตนเอง เคารพความสามารถของวาทยากร ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากยิ่งสำหรับคนไทยตัวเล็กๆ แต่คุณบัณฑิตสามารถทำได้ด้วยการขับเคลื่อนของทัศนคติเชิงบวกออกมาเป็นพลัง ความสำเร็จอันน่าทึ่งของหนุ่มไทยคนนี้ สามารถศึกษาได้จากหนังสือที่ ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้ ซึ่งเขาเขียนถอดบทเรียนของตัวเองให้คนอื่นได้ศึกษา อ่านแล้วจะทำให้เราเข้าใจว่า ทัศนคติที่แต่ละคนสร้างขึ้นในใจเองต่างหาก ที่เป็นม่านอคติ บั่นทอนความสำเร็จและความก้าวหน้าของตนเอง หาใช่ใครที่ไหน เพราะฉะนั้น อย่าเสียเวลาโทษคนอื่น มีคนศึกษาวิจัยมาว่า พลเมืองของประเทศที่เจริญแล้วเขามีทัศนคติและมีชีวิตประจำวันแบบไหน ก็พบความจริงว่า พลเมืองของประเทศเหล่านั้น ประกอบด้วยทัศนคติที่สำคัญหลายประการ กล่าวคือ ประการที่ 1 มีศีลธรรม จริยธรรม รู้สึกละอายต่อการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เมื่อเห็นคนอื่นทำความชั่ว โดยเฉพาะบุคคลสาธารณะ จะไม่เพิกเฉยทำเป็นธุระไม่ใช่ แต่จะแสดงความรับผิดชอบตามหน้าที่พลเมืองด้วยการฟ้องร้องสื่อ หรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองให้เข้าไปจัดการ ประการที่ 2 มีระเบียบวินัยในตัวเอง รู้จักควบคุมตัวเอง ประการที่ 3 มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และการกระทำของตนเอง ไม่โยนความผิดให้ผู้อื่น ประการที่ 4 เคารพกฎหมายและกฎระเบียบขององค์กร ไม่ฝ่าฝืนกฎระเบียบจนเคยตัว ประการที่ 5 เคารพสิทธิของผู้อื่น สามารถอยู่กับคนที่คิดไม่เหมือนกันได้ ประการที่ 6 ชอบทำงานหนัก มุ่งมั่นต่อความสำเร็จ ไม่จับจด ประการที่ 7 ประหยัด อดออม รู้จักใช้จ่ายเงินอย่างมีเหตุผล ประการที่ 8 ชอบทำในสิ่งที่คนอื่นทำได้ยากหรือทำไม่ได้ ประการที่ 9 ตรงต่อเวลา ยังพบอีกด้วยว่า พลเมืองของประเทศยากจนและด้อยพัฒนาเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่ยึดถือทัศนคติเหล่านี้ แต่สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว ทัศนคติเหล่านี้ เป็นคุณสมบัติเบื้องต้นซึ่งพลเมืองของแต่ละประเทศร่วมกันสร้างสรรค์ผ่านระบบการศึกษาและวิถีการปฏิบัติที่เปิดเผยและเป็นธรรมอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ประเทศที่ยากจนไม่ได้ยากจนเพราะขาดแคลนทรัพยากร แต่ยากจนเพราะขาดแคลน หรือทำอะไรที่ตรงกันข้ามกับทัศนคติทั้ง 9 ประการที่กล่าวมาแล้วต่างหาก เช่น ขี้โกง ไร้วินัย โทษคนอื่นตลอด ชอบฝ่าฝืนกฎระเบียบจนเป็นนิสัย แยกขั้วเป็นศัตรูกับคนที่คิดไม่เหมือนตัวเอง ขี้เกียจ ใช้เงินมือเติบ ชอบลอกเลียนแบบคนอื่น และไม่ตรงต่อเวลา ระบบทุนนิยม เป็นระบบที่ขับเคลื่อนด้วยความโลภ พลเมืองที่มีทัศนคติตรงข้ามกับทัศนคติ 9 ประการข้างต้นจึงขาดภูมิคุ้มกันตนเอง พลัดหลงตกเป็นเหยื่อของระบบอย่างง่ายดาย เพราะไม่สามารถควบคุมความโลภของตัวเองได้ เรื่องนี้แทบไม่ต้องสาธยาย เพราะเมื่อถูกความโลภกุมบังเหียนชีวิต ก็ต้องหาทรัพย์สมบัติสิ่งของมาปรนเปรอกันอย่างบ้าคลั่ง บทเรียนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างดี เศรษฐกิจพอเพียงคงไม่ใช่ยากำจัดความโลก แต่เป็นยาควบคุมและบริหารความโลกให้อยู่ในร่องรอยของสัมมาทิฐิ กล่าวคือ ถ้าอยากได้ อยากร่ำรวยต้องทำงานหนัก ต้องประหยัดอดออม ไม่ไปฉ้อโกงคนอื่น ผู้ประกอบการต้องมีธรรมาภิบาล รู้จักบริหารความเสี่ยง ไม่ทำอะไรเกินตัว ต้องเรียนรู้ตลอดเวลาเพื่อให้สามารถปกป้องตัวเองจากภัยคุกคามของโลกาภิวัฒน์ได้ ฯลฯ เศรษฐกิจพอเพียงจึงไม่ใช่แค่การปลูกผักเลี้ยงปลา แต่เป็นวิถีการดำรงชีวิตที่เหมาะสมกับยุคสมัยอันสลับซับซ้อน ซึ่งทั้งหมดเริ่มต้นที่การมีทัศนคติที่ถูกต้อง ทัศนคติเป็นสิ่งที่สามารถเลือกได้และเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตนเอง เพียงแค่ตั้งสติ กำหนดรู้ความเป็นไปรอบข้างด้วยสติและความเมตตา ไม่ด่วนตัดสิน ฟันธงแบบสายฟ้าแลบ แต่สามารถรอได้ คอยได้ อดทนอยู่กับความคลุมเครือ ความไม่ชัดเจนได้ เพราะความคลุมเครือความไม่ชัดเจนคือบ่อเกิดของปัญญาใหม่ ความรู้ใหม่ สังคมที่มีทัศนคติแบบฟันธง ไม่ซ้ายก็ต้องขวา ไม่ขวาก็ต้องซ้าย หรือไม่รักก็ต้องเกลียด พึงระวังไว้ให้ดี เพราะนี่คือสัญญาณที่เป็นภัยแก่ตัวเอง และไม่เอื้อเฟื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจพอเพียงแต่ประการใด |