พิมพ์หน้านี้
|
มองนกขมิ้นเหลืองอ่อน พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร ด้วยความเข้าใจ
บทความนี้ไม่ต้องการข้ามคนล้ม แต่พยายามเข้าใจอดีตผู้นำ คนที่เก่งทางด้านการวิเคราะห์บุคลิกภาพของคนตามทฤษฎีนพลักษณ์ฟันธงว่า พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร จัดอยู่ในประเภทนักแสดง (the performer) ถ้าหากเข้าใจธรรมชาติของความเป็นนักแสดงของแก ก็อาจจะช่วยให้เข้าใจสิ่งที่แกพยายามทำหลังถูกโค่นอำนาจมากขึ้น และบางทีความเข้าใจเหล่านี้อาจช่วยปัญหาได้เองโดยไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลาหวาดระแวง ตั้งวอร์รูมตอบโต้กันไปโต้กันมา เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยแย่ลง เหมือนคนในครอบครัวเดียวกันตะโกนด่ากันเองให้คนอื่นได้ยินทั้งโลก
ความเป็นทั้งหมดของนักแสดงอยู่ที่การที่ต้องมีคนดูครับ แสดงแล้วไม่มีใครดูแล้วจะเป็นนักแสดงไปทำไม จริงไหมครับ ไม่เชื่อเอานักแสดงระดับซุปเปอร์สตาร์อย่างพี่เบิร์ดมาร้องเพลงไปเต้นไปโดยไม่มีคนฟังสักคนสิ รับรองว่าพี่แกร้องได้ไม่กี่เพลงก็หมดเรี่ยวหมดแรงเอาง่ายๆ แต่ถ้าให้ไปยืนอยู่บนเวทีที่มีคนดูเป็นเรือนพันเรือนหมื่น สายตาทุกคู่มองมาที่พี่เบิร์ดเพียงคนเดียว รับรองพี่เบิร์ดสามารถแสดงติดต่อกันได้เป็นเดือน เพราะได้พลังจากคนดูที่ส่งขึ้นไปกระตุ้นพลังอารมณ์ความรู้สึก ทำให้แกสามารถปลดปล่อยศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่
คนที่มีบุคลิกเป็นนักแสดง คือคนที่ถูกเหตุการณ์ในอดีตพร่ำสอนว่า การที่จะให้เป็นที่ยอมรับของคนอื่นได้นั้น ต้องทำตัวให้โดดเด่นกว่าคนอื่น คนพวกนี้จึงมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการยอมรับจากผู้อื่นเท่านั้น ชีวิตทั้งชีวิตของเขาจึงต้องทำงานอย่างทุ่มเท เป็นคนบ้างาน ทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ ยึดถือเป้าหมายความสำเร็จเป็นสรณะ บางครั้งสุดโต่งมองเห็นเป้าหมายสำคัญกว่าวิธีการ และมักจะตั้งตนเป็นศัตรูกับอะไรก็ตามที่ขัดขวางเป้าหมายของตัวเอง
เคยได้ยินคุณทักษิณให้สัมภาษณ์ไว้ครั้งหนึ่งว่า ประชาธิปไตยเป็นเพียงวิธีการ (means) ที่จะนำไปสู่เป้าหมายเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน ซึ่งคำพูดนี้สะท้อนตัวตนแห่งความเป็นนักแสดงของคุณทักษิณอย่างค่อนข้างแจ่มชัด และบทความนี้ ขยายความไปตามทีเข้าใจว่า ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายการทำงานของคุณทักษิณไม่ได้มุ่งขจัดความไม่เป็นธรรม และสร้างความเท่าเทียมกันให้เกิดขึ้นในสังคมตามอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่เป้าหมายของคุณทักษิณอยู่ที่การรวบรัดให้ประชาชนมีเงินทองจับจ่ายใช้สอยและพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวของตนเอง
หลังถูกโค่นอำนาจ ไม่มีดวงไฟส่องหน้า สัญชาติญาณความเป็นนักแสดงที่ถูกฝังไว้ใต้จิตสำนึกออกฤทธิ์ ทำให้คุณทักษิณกระวนกระวายอยู่นิ่งๆไม่ได้ต้องหาเรื่องบินโฉบไปโฉบมาตลอดเวลา เพราะคนเคยทำงานแบบไฮเปอร์จะให้อยู่นิ่งๆนั้น คงเป็นไปไม่ได้ อย่าลืมว่าคนอย่างคุณทักษิณใช้ชีวิตอยู่ในมุมอับที่คนอื่นมองไม่เห็นไม่ได้โดยเด็ดขาด การอยู่เงียบๆสำหรับคนที่มีบุคลิกแบบนักแสดงจึงเป็นความทุกข์อย่างแสนสาหัส ต้องหาเหตุเดินทางตลอดเวลา จากนิวยอร์ค ไปมหานครลอนดอน ไปปักกิ่ง ไปบาหลี ไปสิงคโปร์ ไปญี่ปุ่น แล้วก็กลับไปปักหลักอยู่ที่จีน คุณทักษิณกำลังมีความสุขเพราะการเคลื่อนไหวทำให้คุณทักษิณตกเป็นข่าวและทำให้ชาวบ้านรับรู้ว่า นักแสดงอย่างเขายังมีตัวตนอยู่ ล่าสุดมีข่าวออกมาว่า จะใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีการสื่อสารไร้พรมแดน ทำในสิ่งที่จิตใต้สำนึกสั่งให้ทำอีกแล้ว นั่นคือ ต้องเคลื่อนไหวให้เป็นข่าว แต่ ที่ทำไป พูดไปทั้งหมดก็เพื่อให้คนเห็นหรือได้ยินเสียงแกเท่านั้นเอง นี่เป็นธรรมชาติของนักแสดง
ความฟุ้งซ่านของคุณทักษิณตอนนี้ เหมือนความเกเรของนักบิดประจำหมู่บ้าน ที่ชอบขับรถมอเตอร์ไซด์แผดเสียงไปมา พอคนด่าแล้วมีความสุข เพราะนั่นหมายถึงว่า เขาได้บรรลุวัตถุประสงค์กลายเป็นจุดสนใจของคนอื่นแล้ว ควรเพิ่มเติมด้วยว่า หัวใจของความเป็นนักแสดงก็คือภาพลักษณ์ ความหมายของคำว่าภาพลักษณ์ก็คือส่วนของบุคลิกภาพที่เจ้าของนำมาตกแต่งให้ดูดี ก่อนนำออกไปปฏิสัมพันธ์กับสาธารณะเพื่อให้ได้รับการยอมรับ เพราะคุณทักษิณมีบุคลิกเป็นนักแสดง เขาจึงห่วงภาพลักษณ์ตัวเองมากที่สุด และยากที่จะปลงเรื่องนี้ให้ตก ยิ่งการที่คุณทักษิณเคยยืนอยู่ในตำแหน่งผู้นำประเทศมาก่อน ก็ยิ่งทำให้แกหลงยึดติดกับภาพลักษณ์ที่โดดเด่นไร้เทียมทานของตนเองจนไม่ได้ยินเสียงเตือนจากคนรอบข้าง และเมื่อภาพลักษณ์อันโดดเด่นถูกบดขยี้อย่างไม่เป็นธรรมจากนักต่อต้านมืออาชีพในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทำให้คุณทักษิณออกอาการดันทุรังอย่างหนักเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองไว้ เพราะการปล่อยให้ภาพลักษณ์อันโดดเด่นของตนถูกบดขยี้โดยไม่ให้เกียรติกันบ้างเลยนั้น เป็นเรื่องยากที่คนมีบุคลิกแบบนักแสดงจะยอมรับได้
การที่คุณทักษิณดิ้นรน บินโฉบไปโฉบมา อาจทำให้คนส่วนหนึ่งมองด้วยความหวาดระแวงเข้าใจว่า คุณทักษิณ กำลังพยายามที่จะทวงอำนาจคืน ซึ่งบทความนี้วิเคราะห์ว่า ไม่น่าจะใช่ แต่คุณทักษิณกำลังดิ้นรนเพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ของตนเองที่ถูกย่ำยีอย่างไม่เป็นธรรมต่างหาก และบทความนี้เชื่ออีกว่า ด้วยศักยภาพทางด้านการเงินและฐานทางการเมืองที่มีอยู่ จะทำให้คุณทักษิณสามารถหาวิธีการกลับคืนสู่อำนาจได้ไม่ช้าก็เร็วหากคุณทักษิณต้องการ แต่คนฉลาดย่อมรู้ว่า ชีวิตทางการเมืองได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่หมุนเข็มนาฬิกากลับ ฉะนั้นเหลือเหตุผลเดียวที่คนอย่างคุณทักษิณจะตัดสินใจกลับสู่สนามการเมืองอีกหรือไม่ก็คือ การกลับมาเพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์และเกียรติภูมิของตัวเองเท่านั้น
น่าสังเกตว่า ฝ่ายที่ยังรักและศรัทธาคุณทักษิณกับฝ่ายที่เกลียดคุณทักษิณแบบเข้าไส้ มีความรู้สึกคล้ายกันอยู่อย่างหนึ่งคือ หวั่นเกรงว่าหากคุณทักษิณกลับสู่สนามการเมือง (ภายหลังจากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และทหารลงจากอำนาจ?) จะเป็นการสร้างเงื่อนไขให้คนสองฝ่ายต้องเผชิญหน้ากัน และเพื่อไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้แพ้ จะมีวิธีการใดบ้าง ที่จะป้องกันไม่ให้คุณทักษิณต้องกลับสู่สนามการเมืองเพื่อปฏิบัติการปกป้องภาพลักษณ์ของตนเอง ข้อเสนอแนะเท่าที่นึกได้ตอนนี้ มีดังก็คือ ประการที่หนึ่ง เลิกหวาดระแวงคุณทักษิณ ยุติการบดขยี้ ทำลายภาพลักษณ์ส่วนตัว รวมทั้งชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของเขาโดยทันที ไม่ว่าจะเป็นคนใน คมช.หรือใครก็ตาม เพราะการก้าวล่วงเรื่องส่วนตัวของอดีตผู้นำถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรม โดยเฉพาะสำหรับคนในครอบครัว ญาติพี่น้องที่ตกอยู่ในสภาพจำเลยของสังคมโดยที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำใดๆของคุณทักษิณ ประการที่สอง เลิกคิดแบบแยกขั้วอำนาจเก่า อำนาจใหม่ เพราะความคิดแบบนี้คือความคิดแบบไพร่พลอยพยัก เป็น จิตโบราณซึ่งอาจเหมาะกับสถานการณ์ทางการเมืองเมื่อ 200 ปีย้อนหลัง เพราะสมัยก่อนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เจ้าเหนือหัวคนใหม่ก็ต้องกำจัดวงศ์วานว่านเครือล้างบางอำนาจเก่าให้หมดสิ้น ส่วนคนตัวเล็กตัวน้อยก็กระโดดเกาะบุญบารมีผู้นำใหม่อย่างรู้หน้าที่ แต่ปัจจุบันโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว จิตของคนไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเป็นจิตทันสมัย เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ จะต้องเลิกทำตนเป็นไพร่พลอยพยัก เลิกยึดถือตัวบุคคล เลิกซ้ำเติมคุณทักษิณ ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องประจบคมช.แบบกบเลือกนาย เพราะการคิดแบบแยกขั้ว จะกลายเป็นสาเหตุให้คนต้องมาทะเลาะกันโดยเองและไม่รู้สาเหตุว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร
ภายใต้บรรยากาศแบบนี้ สังคมควรมองไปข้างหน้า หันมาให้ความสำคัญกับกติกาของส่วนรวมที่จะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เช่น แทนที่จะปล่อยให้ สสร.เพียงไม่กี่คนเขียนรัฐธรรมนูญฉบับชิงชังนักการเมือง ไม่ไว้ใจประชาชน กีดกันคนแบบคุณทักษิณไม่ให้เข้ามาเล่นการเมืองอีก สังคมก็ต้องเข้าไปมีส่วนร่วม เสนอแนะข้อคิดเห็น หรือจับตาการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างใกล้ชิด ผู้นำคนใหม่ไม่ว่าใครจะไปใครจะมา คนไทยทุกคนก็ควรมีโอกาสทำมาหากินเลี้ยงตนเองและครอบครัวอย่างเท่าเทียมกัน และพร้อมกันนั้นก็ต้องช่วยกันรักษากติกานั้นๆด้วยชีวิต เครือข่ายอำนาจเก่า อำนาจใหม่จะต้องอยู่ภายใต้กติกาของสังคมเดียวกันได้โดยไม่ต้องเป็นศัตรูกัน
ส่วนคุณทักษิณควรทำอะไรบ้างต่อจากนี้ไป สิ่งที่จะทำให้คุณทักษิณมีความสุขในยามยากนี้คือ จะต้องสนใจจิตใจของตัวเองให้มากขึ้น ด้วยการลดเป้าหมายของตัวเองลงให้เหลือศูนย์ พร้อมกับลดระดับความอลังการของภาพลักษณ์ฝังหัวและกลับมาเป็นคนธรรมดา คุณทักษิณต้องเจริญมหาสติเพื่ออยู่กับตัวเองให้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีไฟส่องหน้า ให้คนอื่นเห็นตัวเองอยู่ตลอดเวลาด้วยการไปโผล่ที่นั่นที่นี่เพื่อให้เป็นข่าว การที่จะให้เปลวไฟที่สุมอยู่ในทรวงอกสงบเย็นและพบหนทางใหม่ได้ เจ้าของไฟต้องดับไฟด้วยตนเอง อย่าดิ้นอย่าสู้ด้วยวิธีการที่ใช้สมัยเรืองอำนาจเพียงเพื่อให้สังคมกลับมายอมรับเหมือนอดีตอันรุ่งโรจน์ เพราะยิ่งดิ้น ยิ่งสู้คุณทักษิณจะยิ่งกลายเป็นตัวตลก ถูกปราชญ์ติเตียน คนส่วนหนึ่งที่ยังเชื่อมั่นในตัวคุณทักษิณอยู่ก็จะพากันเสื่อมศรัทธา มองว่าคุณทักษิณไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงอันเป็นอนิจจังของชีวิต
หรือถ้าหากคุณทักษิณตัดขาดจากความรู้สึก ดวงไฟใยไม่ส่องฉัน ได้ ก็ขออนุญาตแนะนำด้วยความเคารพว่า วันหนึ่งข้างหน้า หากเหตุการณ์บ้านเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ คมช.ลงจากอำนาจ ควรถอนขนหน้าแข้งสักสี่ห้าเส้น เส้นละหนึ่งพันล้านเป็นอย่างต่ำ มาทำงานด้านการศึกษา (ได้ข่าวว่ากำลังทำอยู่)ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เคารพตัวเอง สามารถพูดคุยกันได้อย่างมิตร และข้อสำคัญ รู้จักยับยั้งชั่งปากมากขึ้น
|