พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อทหารเปลี่ยนยุทธวิธี หันมารบกับข้าศึกในหัว อ่านบทสัมภาษณ์ของ พ.อ อัคร ทิพโรจน์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการข่าวสาร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคสี่ จากสกู๊ปข่าวไทยรัฐวันนี้แล้ว รู้สึกโล่งใจและมีความหวังมากกว่าเดิม ราวกับการเดินทางที่มืดมิดเริ่มมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว ถ้าหากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยคิดได้อย่างนี้ ผมเชื่อว่าด้ามขวานจะไม่มีวันหัก และความสงบสุขที่ทุกฝ่ายถวิลหา อาจกลับมาเร็วกว่าที่คิด ขออนุญาตตัดแปะข้อความดีๆบางตอนมาให้อ่านกันนะครับ เราต้องอ่านเหตุการณ์เหมือนอ่านโจทย์ก่อนตอบข้อสอบ ถ้าเราอ่านแบบทหารป้องกันประเทศ ข้าศึกเราจะมาจากต่างประเทศ แต่ปัญหาที่เผชิญเปรียบเหมือนข้าศึกอยู่ภายในที่สำคัญอยู่ในสมอง เนื่องจากความคิดไม่ตรงกัน ความคิดไม่ตรงกัน เกิดจากการที่เราไปมองปรากฏการณ์คนละจุด และต่างยืนยันว่าสิ่งที่ตนเองเห็นนั้นคือความจริง และสิ่งที่อีกฝ่ายเห็นนั้นมันไม่จริง เหมือนคำโบราณเปรียบเทียบเป็น ตาบอดคลำช้าง นั่นแหละครับ บอดหนึ่งคลำที่ขาช้าง ก็บอกว่าช้างเหมือนต้นไม้ ส่วนอีกบอดที่คลำงวงช้างอยู่ ก็บอกว่าช้างเหมือนเถาวัลย์ขนาดใหญ่ ซึ่งก็ผิดทั้งคู่นั่นแหละ แต่ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองถูก อีกฝ่ายผิด ทางออกที่ดีคือ ถ้าบอดสองบอดจะคุยเรื่องช้างให้รู้เรื่อง ก็ต้องเอามือมาคลำที่เดียวกันก่อนและค่อยบอกอีกบอดว่า ตัวเองเห็นเป็นอะไร แต่ถ้าคลำกันคนละที่ก็ต้องเถียงกันวันยังค่ำ เพราะต่างฝ่ายต่างก็มองไม่เห็นช้างทั้งตัวเหมือนกัน ข้อจำกัดของประสาทสัมผัสของมนุษย์นี่แหละครับ ที่ทำให้มนุษย์เห็นความจริงไม่หมด เหมือนเรามองเห็นดวงอาทิตย์โคจรรอบตัวเรา ทั้งๆที่ความจริง เราเกาะอยู่บนโลกที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ต่างหาก เมื่อเห็นอย่างนั้น ก็พาลคิดไปว่า ตัวเราเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมาทางทิศตะวันออก เพื่อรับใช้ให้ความอบอุ่นแก่มนุษย์ และหายไปตอนกลางคืน เพื่อให้มนุษย์ได้พักผ่อนหลับนอน เป็นงั้นไป กลับมาพูดเรื่องนี้ต่อ ถ้าเปรียบอำนาจรัฐเป็นองคาพยพ เจ้าหน้าที่ของรัฐจากหน่วยงานต่างๆจำนวนมากที่ถูกส่งไปปฏิบัติงานที่สามจังหวัดภาคใต้เปรียบเหมือนแขนขาหรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วไซร้ ภาพตัวตนของอำนาจรัฐคงดูประหลาดล้ำ เหมือนยักษ์ตัวเบ้อเริ่ม แต่มีระบบประสาทสั่งการหลายชุด อวัยวะทุกส่วนจึงพัวพัน ทับซ้อน อีนุงตุงนัง ทำงานเหยียบตาปลา แข่งขันแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเองจนระบบไม่ทำงาน และในที่สุด ยักษ์ใหญ่ก็กลายเป็นปัญหาเสียเอง ยิ่งโดนถล่มก็ยิ่งงุ่นง่าน ทำอะไรไม่ถูก ต้องอาละวาดฟาดงวงฟาดงา ใช้ความรุนแรงเพื่อข่มขวัญ แต่ไม่เป็นผลแถมไปเข้าทางฝ่ายตรงกันข้ามอีกต่างหาก ด้วยตระหนักว่าวิธีการเดิมไม่ได้ผล การปรับเปลี่ยนคือ เปลี่ยนโจทย์ใหม่ โดยเปลี่ยนจากการโจมตี การใช้กำลังทหาร การรุกเข้าสู่ที่หมายมาเป็นการสร้างสันติสุขด้วยสันติวิธี โดยประชาชนมีส่วนร่วม ..... อย่างการตรวจค้น แทนที่จะถีบประตู จูโจม เหมือนว่า เขาเป็นข้าศึก เราต้องทำใหม่ ทำเหมือนว่า เขาเป็นผู้หลงผิด เป้าหมายไม่ใช่จำนวนศพ แต่เป็นการเรียกศรัทธาของประชาชนต่างหาก ต้องล้างความคิดเดิมๆเพราะมันไม่มีข้าศึก เราคุ้นเคยกับสงครามแบบมีข้าศึก มีที่หมาย แต่เดี๋ยวนี้ไม่สามารถถึงที่หมายได้เลย และไม่สามารถเรียนได้ว่าข้าศึก เพราะมีบัตรประชาชนทุกคน เป็นคนไทยทุกคน หวังว่า ความคิดดีๆอย่างนี้ คงซึมเข้าไปในหัวใจของทุกคน ผมเชื่อว่า ความรู้สึกกระเหี้ยนกระหือของสังคม ที่ต้องการให้ปราบปรามอย่างเด็ดขาดได้ซาลงไปแล้ว เพราะการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา เท่ากับเป็นการสร้างปัญหาใหม่ที่ไม่มีวันจบสิ้น สังคมไทยต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ที่ใช้ความอดทน อดกลั้น จนสามารถกลับมาตั้งสติ คิดหาวิธีการใหม่ๆในการจัดการกับปัญหาที่ละเอียดอ่อน ซับซ้อนอย่างนี้ได้อย่างรู้เท่าทัน รวมทั้งขอสดุดีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจและพลเรือนผู้บริสุทธิ์ที่อุทิศชีวิตเพื่อให้สังคมไทยตาสว่าง ได้บทเรียนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่สลับซับซ้อนและรุนแรงขึ้นทุกวัน การแก้ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้เริ่มต้นที่การตั้งโจทย์ให้ถูก และบัดนี้ผมคิดว่าเรามีความหวังเพราะเรามองเห็นข้าศึกตัวเป็นๆแล้ว มันไม่ได้ซ่อนอยู่ตัวในป่า แต่มันอยู่ในหัวของเรานี่เอง |
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||