พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อโลกหยุดหมุน เพราะไม่มีน้ำมันเชื้อแพลิงขับดัน น้ำมันราคาถูกหมดไปจากโลกแล้ว แต่ถ้าหากเราสามารถนำพลังงานจากถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติขึ้นมาทดแทนน้ำมันดิบได้ทันเวลา อารยธรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิลก็คงเดินหน้าต่อไปได้ จนกระทั่งเชื้อเพลิงใต้พื้นพิภพถูกนำขึ้นมาเผาผลาญจนหมดสิ้นไปภายในศตวรรษนี้ และเมื่อถึงเวลานั้น อะไรจะเกิดขึ้น สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่บนโลกใบนี้ก็คงจะไม่สามารถรับใช้วิถีชีวิตมนุษย์ในแบบเดิมๆอีกต่อไปแล้ว ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป แต่อารยธรรมสมัยใหม่ก็คงสะดุด เว้นเสียแต่ว่า เราสามารถแสวงหาวิธีการอยู่บนโลกใบนี้ได้ โดยไม่ต้องอาศัยพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ในทางเทคนิควิศวกรรม อาจเป็นไปได้ เพราะมนุษย์แก้ปัญหาทางเทคนิคได้เก่ง แหล่งกำเนิดพลังงานยุคใหม่อาจจะมาจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หรือพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานส่วนหนึ่งอาจได้มาจากเชื้อเพลิงไฮโดรเจน หรือพลังงานไฟฟ้าที่กักตุนไว้ในหม้อแบตเตอรี่เพื่อหมุนแกนฟันเฟือง ความจริงถ้าหากนักนโยบายด้านพลังงานรู้ตัวเสียแต่เนิ่นๆ และจริงจังกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เริ่มรณรงค์ให้พลเมืองของละทิ้งความสะดวกสบายด้วยบริการของพลังงานจากฟอสซิล ช่วยกันปกป้องโลกมิให้เลวร้ายลงไปกว่านี้ เก็บรักษาปิโตรเลียมไว้ให้ลูกหลานในอนาคต เพื่อนำไปผลิตอุตสาหกรรมเคมี เช่นทำยารักษาโรค เคมีเกษตร พลาสติก น่าจะเกิดประโยชน์กว่านำมาเผาทิ้ง แต่สิ่งเหล่านี้คงจะทำได้ยาก เพราะต้องอาศัยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ยาวไกลและกล้าหาญทางการเมืองกว่าปกติ ในบรรดาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลทั้งหมด ดูเหมือนว่าน้ำมันดิบจะมีบทบาทต่อชีวิตมนุษย์มากที่สุด มนุษย์รู้จักนำน้ำมันดิบมาใช้ตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะสามารถนำขึ้นมาใช้ได้ง่าย ชาวตะวันออกกลางในสมัยโบรณ รวมทั้งชาวอเมริกันพื้นเมืองนำน้ำมันดิบมาใช้เป็นยาหลายชนิด ใช้เป็นอาวุธทำสงคราม ชาวเปอร์เซียใช้นำมันดิบชุบลูกธนูไฟเป็นทีเด็ดในการยึดกรุงเอเธนส์เมื่อ 480 ปี ก่อน ค.ศ แต่ความต้องการในการใช้นำมันดิบในสมัยโบราณก็มีไม่มากนัก จนกระทั่งศตวรรษที่ 19 ในตอนต้นคริสศตวรรษที่19 การขยายตัวของอุตสาหกรรมและการใช้ชีวิตแบบคนในเมือง ความต้องการพลังงานและแสงสว่างเพิ่มขึ้น ทำให้ตะเกียงน้ำมันจากไขปลาวาฬและอุตสาหกรรมการล่าปลาวาฬคึกคักมีชีวิตชีวาอยู่ช่วงหนึ่ง จนกระทั่งถึงตอนกลางศตวรรษปลาวาฬเริ่มหายากขึ้น ก๊าซจากถ่านหินเริ่มเข้ามามีบทบาท แต่ไม่เป็นที่นิยมเท่ากับน้ำมันจากไขปลาวาฬ ในปี1859 เอ็ดวิน แอล. เดรก อดีตนายช่างทางรถไฟสายนิวยอร์คไปยังนิวเฮฟเว่น เปิดบ่อน้ำมันดิบแห่งแรกของโลกใกล้กับเมือง ธิตส์วิลล์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐเพนซิลเวเนีย หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีการกลั่นเชื้อเพลิงราคาถูกจากน้ำมันดิบเพื่อใช้แทนก๊าซจากถ่านหิน ในปี 1861 นักธุรกิจชาวเยอรมัน ชื่อ นิโคลัส ออตโต ก็ประสบความสำเร็จในการประดิษฐ์เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน ทำให้ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่สิบปีให้หลัง การขุดน้ำมันดิบมาใช้ก็เกิดขึ้นทั่วโลก ปัจจุบันมีแปลงขุดเจาะน้ำมันของทุกประเทศรวมกันมากกว่า 55,000 แห่ง ในปี 1950 เอ็ม คิง ฮับเบิร์ต นักธรณีวิทยาของบริษัทเชลล์ พยากรณ์ว่า อัตราการน้ำมันดิบขึ้นมาใช้จะพุ่งถึงจุดสูงสุดในราวปี 1970 และหลังจากนั้นก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ในเวลานั้นไม่มีใครใส่ใจคำพยากรณ์ของเขา จนกระทั่งความจริงปรากฏขึ้นดังคำทำนาย กล่าวคือ ในปี 1970 สหรัฐอเมริกานำน้ำมันดิบขึ้นมาใช้ถึงวันละเก้า ล้านบาร์เรล แล้วก็ลดลงมาอย่างถาวร ในปัจจุบันเหลือไม่ถึงหกล้านบาร์เรล ปัจจุบันบริษัทน้ำมันทั่วโลกได้ใช้ ฮับเบิร์ตโมเดล ในการพยากรณ์ปริมาณน้ำมันสำรองในแปลงสัมปทาน เมื่อไม่นานมานี้ นักสำรวจน้ำมันได้ใช้เทคนิคของฮับเบิร์ตในการคำนวณปริมาณของน้ำมันสำรองที่มีอยู่ทั้งโลก แม้ต่างคนต่างใช้ข้อมูลคนละชุด ใช้สมมุติฐานคนละอัน วิธีการอาจแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ที่น่าทึ่งคือ ผลออกมาใกล้เคียงกัน กล่าวคือ การบริโภคน้ำมันของโลกจะแตะจุดสูงสุดภายในทศวรรษนี้ แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วย แต่คนที่เชื่อในเรื่องนี้ก็พยายามชี้ประเด็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ปริมาณน้ำมันของโลกจะไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้วก็ลดระดับลงมาอย่างถาวรในไม่ช้า มีหลายคนพูดว่าปริมาณน้ำมันสำรองสามารถใช้ได้ถึงสี่สิบปีข้างหน้าหรือมากกว่านั้น แต่ความเชื่อนี้ผิดทั้งเพ เพราะเมื่อรู้ว่าน้ำมันจะหมด อุปสงค์ (demand)จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสวนทางกันอุปทาน (supply)ที่ลดลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน เพราะคนที่มีทุนหนาจะซื้อกักตุนเก็งกำไร ช่วงเวลาดังกล่าวจะกลายเป็นวิกฤติสร้างความหายนะอย่างใหญ่หลวงแก่อารยธรรมโลก บทเรียนเล็กๆเกิดขึ้นแล้วในปี 1973 เมื่อประเทศตะวันออกกลางซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ฉกฉวยโอกาสจากเหตุการณ์น้ำมันสำรองในประเทศสหรัฐอเมริกาลดลง ด้วยการลดปริมาณการผลิต ทำให้น้ำมันในตลาดโลกขาดแคลนชั่วคราว ผลที่เกิดขึ้นคือผู้คนพากันตื่นตระหนกเข้าคิวยาวเหยียดเพื่อซื้อนำมันมากักตุนไว้ใช้ส่วนตัวพร้อมกับความหวาดวิตกต่ออนาคตการดำรงชีวิตแบบอเมริกันที่ต้องพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก แต่นั่นเป็นเพียงปรากฏการณ์แตกตื่นชั่วครั้งชั่วคราว หลังจากปริมาณการใช้น้ำมันขึ้นถึงจุดสูงสุดตามรูปแบบการทำนายของฮับเบิร์ต ปริมาณน้ำมันของโลกจะลดลงอย่างถาวรและไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก หลายคนมองเห็นอันตรายจากความยุ่งยากที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม เราได้เผาผลาญน้ำมันและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลก ทำให้โลกร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงจุดที่ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย จะเป็นได้มากน้อยเพียงใดหากเราสามารถนำเอารูปแบบการทำนายของฮับเบิร์ตมาช่วยโลกให้พ้นวิกฤตจากน้ำมือของพวกเราเอง ภูมิอากาศของโลกอยู่ในสภาวะที่เปราะบาง แต่สิ่งมีชีวิตอาจจะมีบทบาทช่วยให้โลกกลับคืนสู่ภาวะอันมั่นคงต่อไปได้ สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำก็สามารถผลิตออกซิเจน ส่วนซากของมันก็กลายเป็นคาร์บอน เป็นถ่านหินและเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่ใต้ผิวโลกจำนวนมหึมา ถ้าหากการใช้พลังงานถึงจุดสูงสุดตามรูปแบบการทำนายของฮับเบิร์ต เราหันกลับมาใช้ถ่านหินในปริมาณมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาล เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับโลกของเรา แต่ความเป็นไปได้ทางหนึ่งคือ จะทำให้โลกเปลี่ยนแปลงสถานะแบบหน้ามือเป็นหลังมือ สภาพคล้ายกับดาวพระศุกร์ เพราะเมื่อไม่มีก๊าซเรือนกระจก อุณหภูมิของโลกก็จะร้อนขึ้นจนสามารถหลอมละลายตะกั่วได้อย่างสบาย นักเศรษฐศาสตร์บางคนกล่าวว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องวิตกกังวลอะไร เพราะเมื่อราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้น ก็จะทำให้ให้คนผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากวัตถุดิบอื่นๆออกสู่ตลาด เพราะมีราคาเป็นแรงจูงใจ แต่จากบทเรียนในปี 1973 การขาดแคลนน้ำมันเป็นไปอย่างรุนแรงและฉับพลันยากที่จะควบคุม อาจจะต้องใช้เวลาเป็นปี หรือสิบปี จึงจะสามารถจัดหาพลังงานมาป้อนเครื่องจักรที่ใช้ในการอุตสาหกรรม การขนส่ง ในปริมาณ 20 ล้านลิตรซึ่งคนอเมริกันทั้งประเทศเผาผลาญกันต่อวัน ผลสะเทือนอีกอันหนึ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือ ภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง เพราะน้ำมันและผลผลิตข้างเคียงจากน้ำมันดิบ รวมทั้งสินค้าทุกอย่างที่ต้องพึ่งพาการขนส่ง จะมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของโลก บางทีอาจรุนแรงถึงระดับที่ทุกอย่างหยุดชะงัก เพราะเราไม่สามารถแสวงหาพลังงานที่จะใช้กับเครื่องจักรและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันได้ นับเป็นเรื่องที่น่ากลัวจนไม่มีใครอยากคิดถึงมัน ส่วนพลังงานจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์นั้นเล่า ก็น่าสะพรึงกลัวและมีคนคัดค้านเสียจนรัฐบาลไม่กล้าสร้างขึ้นมาใหม่ในแผ่นดินสหรัฐอเมริกาหลายปีมาแล้ว บางประเทศเช่นอิตาลี ออกกฎหมายห้ามสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์น้ำมัน เสียงคัดค้านดูเหมือนจะซาลง แต่ก็ต้องใช้เวลานานนับสิบปีหรือมากกว่านั้น กว่าจะทำให้เตาปฏิกรณ์ตัวใหม่เดินเครื่องได้ แต่พลังงานจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ก็ใช้ได้ในวงจำกัด พลังงานนิวเคลียร์ จึงไม่สามารถแทนที่บทบาทของน้ำมันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้นว่าเราประสบความสำเร็จในการนำถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติกลับมาใช้ในรุ่นต่อไป ก็คงจะทำให้บรรยากาศของโลกเลวร้ายลงและผลเสียอื่นๆที่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ มีหนทางเดียวที่จะอยู่ในโลกอันมืดมนนี้ได้คือ ต้องเอาชีวิตไปแขวนไปกับเตาปฏิกรณ์ปรมาณูและพลังงานจากดวงอาทิตย์ เราจะมีปัญญาทำเช่นนั้นได้หรือไม่ สมมุติว่าได้ วิถีชีวิตภายใต้อารยธรรมอันสลับซับซ้อนจะเดินต่อไปภายใต้การขับเคลื่อนของพลังงานเหล่านั้นได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่ท้ายทายการดำรงอยู่ของมนุษย์ และขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสังคมและการเมือง โดยมีวิทยาศาสตร์เป็นองค์ประกอบสำคัญอยู่เบื้องหลัง เรามีความหวัง ถ้าหากเราฉลาดพอ ด้วยการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติของกฎหมาย เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎของธรรมชาติได้ โลกต้องหันมายอมรับความจริง ช่วยกันหาคำอธิบายกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ฉายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโอกาสและข้อจำกัดของสิ่งที่ธรรมชาติได้มอบให้เรา เพื่อให้คนที่ไม่ใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางสามารถเห็นและเตรียมตัวเพื่อหาทางออกร่วมกัน เพื่อความอยู่รอดในโลกอนาคตที่ปราศจากพลังงานขับดันของเชื้อเพลิงจากฟอสซิล หมายเหตุ: ถอดความจากหนังสือ Out of Gas เขียนโดย David Goodstein (2004) W.W Norton & Company. |
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||