• Dr.Sixteen
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-05-10
  • จำนวนเรื่อง : 96
  • จำนวนผู้ชม : 15757
  • จำนวนผู้โหวต : 35
  • ส่ง msg :
more
Thaidialogue
อำนาจของการฟังอย่างลึกซึ้ง
Permalink : http://www.oknation.net/blog/Thaidialogue
วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม 2551
เมื่อโลกหยุดหมุน เพราะไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงขับดัน
Posted by Dr.Sixteen , ผู้อ่าน : 180 , 14:07:42 น.  
พิมพ์หน้านี้


 

เมื่อโลกหยุดหมุน เพราะไม่มีน้ำมันเชื้อแพลิงขับดัน

 

 

 

น้ำมันราคาถูกหมดไปจากโลกแล้ว แต่ถ้าหากเราสามารถนำพลังงานจากถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติขึ้นมาทดแทนน้ำมันดิบได้ทันเวลา อารยธรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิลก็คงเดินหน้าต่อไปได้ จนกระทั่งเชื้อเพลิงใต้พื้นพิภพถูกนำขึ้นมาเผาผลาญจนหมดสิ้นไปภายในศตวรรษนี้ และเมื่อถึงเวลานั้น อะไรจะเกิดขึ้น สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่บนโลกใบนี้ก็คงจะไม่สามารถรับใช้วิถีชีวิตมนุษย์ในแบบเดิมๆอีกต่อไปแล้ว ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป แต่อารยธรรมสมัยใหม่ก็คงสะดุด เว้นเสียแต่ว่า เราสามารถแสวงหาวิธีการอยู่บนโลกใบนี้ได้ โดยไม่ต้องอาศัยพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

ในทางเทคนิควิศวกรรม อาจเป็นไปได้ เพราะมนุษย์แก้ปัญหาทางเทคนิคได้เก่ง แหล่งกำเนิดพลังงานยุคใหม่อาจจะมาจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หรือพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานส่วนหนึ่งอาจได้มาจากเชื้อเพลิงไฮโดรเจน หรือพลังงานไฟฟ้าที่กักตุนไว้ในหม้อแบตเตอรี่เพื่อหมุนแกนฟันเฟือง ความจริงถ้าหากนักนโยบายด้านพลังงานรู้ตัวเสียแต่เนิ่นๆ และจริงจังกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เริ่มรณรงค์ให้พลเมืองของละทิ้งความสะดวกสบายด้วยบริการของพลังงานจากฟอสซิล ช่วยกันปกป้องโลกมิให้เลวร้ายลงไปกว่านี้ เก็บรักษาปิโตรเลียมไว้ให้ลูกหลานในอนาคต เพื่อนำไปผลิตอุตสาหกรรมเคมี เช่นทำยารักษาโรค เคมีเกษตร พลาสติก น่าจะเกิดประโยชน์กว่านำมาเผาทิ้ง แต่สิ่งเหล่านี้คงจะทำได้ยาก เพราะต้องอาศัยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ยาวไกลและกล้าหาญทางการเมืองกว่าปกติ

 

ในบรรดาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลทั้งหมด ดูเหมือนว่าน้ำมันดิบจะมีบทบาทต่อชีวิตมนุษย์มากที่สุด มนุษย์รู้จักนำน้ำมันดิบมาใช้ตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะสามารถนำขึ้นมาใช้ได้ง่าย ชาวตะวันออกกลางในสมัยโบรณ รวมทั้งชาวอเมริกันพื้นเมืองนำน้ำมันดิบมาใช้เป็นยาหลายชนิด ใช้เป็นอาวุธทำสงคราม ชาวเปอร์เซียใช้นำมันดิบชุบลูกธนูไฟเป็นทีเด็ดในการยึดกรุงเอเธนส์เมื่อ 480 ปี ก่อน ค.ศ แต่ความต้องการในการใช้นำมันดิบในสมัยโบราณก็มีไม่มากนัก จนกระทั่งศตวรรษที่ 19

 

ในตอนต้นคริสศตวรรษที่19 การขยายตัวของอุตสาหกรรมและการใช้ชีวิตแบบคนในเมือง ความต้องการพลังงานและแสงสว่างเพิ่มขึ้น ทำให้ตะเกียงน้ำมันจากไขปลาวาฬและอุตสาหกรรมการล่าปลาวาฬคึกคักมีชีวิตชีวาอยู่ช่วงหนึ่ง จนกระทั่งถึงตอนกลางศตวรรษปลาวาฬเริ่มหายากขึ้น ก๊าซจากถ่านหินเริ่มเข้ามามีบทบาท แต่ไม่เป็นที่นิยมเท่ากับน้ำมันจากไขปลาวาฬ

 

ในปี1859 เอ็ดวิน แอล. เดรก อดีตนายช่างทางรถไฟสายนิวยอร์คไปยังนิวเฮฟเว่น เปิดบ่อน้ำมันดิบแห่งแรกของโลกใกล้กับเมือง ธิตส์วิลล์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐเพนซิลเวเนีย หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีการกลั่นเชื้อเพลิงราคาถูกจากน้ำมันดิบเพื่อใช้แทนก๊าซจากถ่านหิน ในปี 1861 นักธุรกิจชาวเยอรมัน ชื่อ นิโคลัส ออตโต ก็ประสบความสำเร็จในการประดิษฐ์เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน ทำให้ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่สิบปีให้หลัง การขุดน้ำมันดิบมาใช้ก็เกิดขึ้นทั่วโลก ปัจจุบันมีแปลงขุดเจาะน้ำมันของทุกประเทศรวมกันมากกว่า 55,000 แห่ง

 

ในปี 1950 เอ็ม คิง ฮับเบิร์ต นักธรณีวิทยาของบริษัทเชลล์ พยากรณ์ว่า อัตราการน้ำมันดิบขึ้นมาใช้จะพุ่งถึงจุดสูงสุดในราวปี 1970 และหลังจากนั้นก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ในเวลานั้นไม่มีใครใส่ใจคำพยากรณ์ของเขา จนกระทั่งความจริงปรากฏขึ้นดังคำทำนาย กล่าวคือ ในปี 1970 สหรัฐอเมริกานำน้ำมันดิบขึ้นมาใช้ถึงวันละเก้า ล้านบาร์เรล แล้วก็ลดลงมาอย่างถาวร ในปัจจุบันเหลือไม่ถึงหกล้านบาร์เรล ปัจจุบันบริษัทน้ำมันทั่วโลกได้ใช้ “ฮับเบิร์ตโมเดล” ในการพยากรณ์ปริมาณน้ำมันสำรองในแปลงสัมปทาน

 

เมื่อไม่นานมานี้ นักสำรวจน้ำมันได้ใช้เทคนิคของฮับเบิร์ตในการคำนวณปริมาณของน้ำมันสำรองที่มีอยู่ทั้งโลก แม้ต่างคนต่างใช้ข้อมูลคนละชุด ใช้สมมุติฐานคนละอัน วิธีการอาจแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ที่น่าทึ่งคือ ผลออกมาใกล้เคียงกัน กล่าวคือ การบริโภคน้ำมันของโลกจะแตะจุดสูงสุดภายในทศวรรษนี้ แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วย แต่คนที่เชื่อในเรื่องนี้ก็พยายามชี้ประเด็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ปริมาณน้ำมันของโลกจะไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้วก็ลดระดับลงมาอย่างถาวรในไม่ช้า

 

มีหลายคนพูดว่าปริมาณน้ำมันสำรองสามารถใช้ได้ถึงสี่สิบปีข้างหน้าหรือมากกว่านั้น แต่ความเชื่อนี้ผิดทั้งเพ เพราะเมื่อรู้ว่าน้ำมันจะหมด อุปสงค์ (demand)จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสวนทางกันอุปทาน (supply)ที่ลดลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน เพราะคนที่มีทุนหนาจะซื้อกักตุนเก็งกำไร ช่วงเวลาดังกล่าวจะกลายเป็นวิกฤติสร้างความหายนะอย่างใหญ่หลวงแก่อารยธรรมโลก บทเรียนเล็กๆเกิดขึ้นแล้วในปี 1973 เมื่อประเทศตะวันออกกลางซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ฉกฉวยโอกาสจากเหตุการณ์น้ำมันสำรองในประเทศสหรัฐอเมริกาลดลง ด้วยการลดปริมาณการผลิต ทำให้น้ำมันในตลาดโลกขาดแคลนชั่วคราว ผลที่เกิดขึ้นคือผู้คนพากันตื่นตระหนกเข้าคิวยาวเหยียดเพื่อซื้อนำมันมากักตุนไว้ใช้ส่วนตัวพร้อมกับความหวาดวิตกต่ออนาคตการดำรงชีวิตแบบอเมริกันที่ต้องพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก แต่นั่นเป็นเพียงปรากฏการณ์แตกตื่นชั่วครั้งชั่วคราว หลังจากปริมาณการใช้น้ำมันขึ้นถึงจุดสูงสุดตามรูปแบบการทำนายของฮับเบิร์ต ปริมาณน้ำมันของโลกจะลดลงอย่างถาวรและไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก

 

หลายคนมองเห็นอันตรายจากความยุ่งยากที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม เราได้เผาผลาญน้ำมันและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลก ทำให้โลกร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงจุดที่ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย จะเป็นได้มากน้อยเพียงใดหากเราสามารถนำเอารูปแบบการทำนายของฮับเบิร์ตมาช่วยโลกให้พ้นวิกฤตจากน้ำมือของพวกเราเอง

 

ภูมิอากาศของโลกอยู่ในสภาวะที่เปราะบาง แต่สิ่งมีชีวิตอาจจะมีบทบาทช่วยให้โลกกลับคืนสู่ภาวะอันมั่นคงต่อไปได้ สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำก็สามารถผลิตออกซิเจน ส่วนซากของมันก็กลายเป็นคาร์บอน เป็นถ่านหินและเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่ใต้ผิวโลกจำนวนมหึมา ถ้าหากการใช้พลังงานถึงจุดสูงสุดตามรูปแบบการทำนายของฮับเบิร์ต เราหันกลับมาใช้ถ่านหินในปริมาณมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาล เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับโลกของเรา แต่ความเป็นไปได้ทางหนึ่งคือ จะทำให้โลกเปลี่ยนแปลงสถานะแบบหน้ามือเป็นหลังมือ สภาพคล้ายกับดาวพระศุกร์ เพราะเมื่อไม่มีก๊าซเรือนกระจก อุณหภูมิของโลกก็จะร้อนขึ้นจนสามารถหลอมละลายตะกั่วได้อย่างสบาย

 

นักเศรษฐศาสตร์บางคนกล่าวว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องวิตกกังวลอะไร เพราะเมื่อราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้น ก็จะทำให้ให้คนผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากวัตถุดิบอื่นๆออกสู่ตลาด เพราะมีราคาเป็นแรงจูงใจ แต่จากบทเรียนในปี 1973 การขาดแคลนน้ำมันเป็นไปอย่างรุนแรงและฉับพลันยากที่จะควบคุม อาจจะต้องใช้เวลาเป็นปี หรือสิบปี จึงจะสามารถจัดหาพลังงานมาป้อนเครื่องจักรที่ใช้ในการอุตสาหกรรม การขนส่ง ในปริมาณ 20 ล้านลิตรซึ่งคนอเมริกันทั้งประเทศเผาผลาญกันต่อวัน

 

ผลสะเทือนอีกอันหนึ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือ ภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง เพราะน้ำมันและผลผลิตข้างเคียงจากน้ำมันดิบ รวมทั้งสินค้าทุกอย่างที่ต้องพึ่งพาการขนส่ง จะมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของโลก บางทีอาจรุนแรงถึงระดับที่ทุกอย่างหยุดชะงัก เพราะเราไม่สามารถแสวงหาพลังงานที่จะใช้กับเครื่องจักรและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันได้ นับเป็นเรื่องที่น่ากลัวจนไม่มีใครอยากคิดถึงมัน

 

ส่วนพลังงานจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์นั้นเล่า ก็น่าสะพรึงกลัวและมีคนคัดค้านเสียจนรัฐบาลไม่กล้าสร้างขึ้นมาใหม่ในแผ่นดินสหรัฐอเมริกาหลายปีมาแล้ว บางประเทศเช่นอิตาลี ออกกฎหมายห้ามสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์น้ำมัน เสียงคัดค้านดูเหมือนจะซาลง แต่ก็ต้องใช้เวลานานนับสิบปีหรือมากกว่านั้น กว่าจะทำให้เตาปฏิกรณ์ตัวใหม่เดินเครื่องได้ แต่พลังงานจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ก็ใช้ได้ในวงจำกัด พลังงานนิวเคลียร์ จึงไม่สามารถแทนที่บทบาทของน้ำมันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้นว่าเราประสบความสำเร็จในการนำถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติกลับมาใช้ในรุ่นต่อไป ก็คงจะทำให้บรรยากาศของโลกเลวร้ายลงและผลเสียอื่นๆที่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ มีหนทางเดียวที่จะอยู่ในโลกอันมืดมนนี้ได้คือ ต้องเอาชีวิตไปแขวนไปกับเตาปฏิกรณ์ปรมาณูและพลังงานจากดวงอาทิตย์ เราจะมีปัญญาทำเช่นนั้นได้หรือไม่ สมมุติว่าได้ วิถีชีวิตภายใต้อารยธรรมอันสลับซับซ้อนจะเดินต่อไปภายใต้การขับเคลื่อนของพลังงานเหล่านั้นได้หรือไม่

 

สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่ท้ายทายการดำรงอยู่ของมนุษย์ และขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสังคมและการเมือง โดยมีวิทยาศาสตร์เป็นองค์ประกอบสำคัญอยู่เบื้องหลัง เรามีความหวัง ถ้าหากเราฉลาดพอ ด้วยการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติของกฎหมาย เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎของธรรมชาติได้ โลกต้องหันมายอมรับความจริง ช่วยกันหาคำอธิบายกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ฉายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโอกาสและข้อจำกัดของสิ่งที่ธรรมชาติได้มอบให้เรา เพื่อให้คนที่ไม่ใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางสามารถเห็นและเตรียมตัวเพื่อหาทางออกร่วมกัน เพื่อความอยู่รอดในโลกอนาคตที่ปราศจากพลังงานขับดันของเชื้อเพลิงจากฟอสซิล

 

หมายเหตุ: ถอดความจากหนังสือ Out of Gas เขียนโดย David Goodstein (2004) W.W Norton & Company. New York


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4
coolwater วันที่ : 23/07/2008 เวลา : 22.03 น.
http://www.oknation.net/blog/cool
enough  is  enough   ความเพียงพอคือความพอเพียง

เราก็เลิกใช้พลังงานดีไหมคะ

มีอะไรมาบอกค่ะ ลองอ่านข่าวนี้ดูนะคะ
http://www.prachatai.com/05web/th/home/12912
ความคิดเห็นที่ 3
Dr.Sixteen วันที่ : 23/07/2008 เวลา : 08.58 น.
http://www.oknation.net/blog/Thaidialogue

กลัวแล้วทำไงต่อล่ะครับ พี่น้อง
ความคิดเห็นที่ 2
coolwater วันที่ : 22/07/2008 เวลา : 22.12 น.
http://www.oknation.net/blog/cool
enough  is  enough   ความเพียงพอคือความพอเพียง

ความคิดเห็นที่ 10
Dr.Sixteen วันที่ : 22/07/2008 เวลา : 17.20 น.
http://www.oknation.net/blog/Thaidialogue
แล้วครูน้ำทิปเด็กบ้างหรือเปล่า
.........................................................
มีแต่จะขอทิปจากเด็กนะซิคะ เพราะน้ำเสริฟ์น้ำเสริฟ์อาหาร หาจานหาถ้วยแทนเด็ก (สงสารค่ะเพราะทำงานอยู่คนเดียวเอง)
ความคิดเห็นที่ 1
coolwater วันที่ : 22/07/2008 เวลา : 22.09 น.
http://www.oknation.net/blog/cool
enough  is  enough   ความเพียงพอคือความพอเพียง

น่ากลัวจัง
ถ้าน้ำมันหมด เราต้องมีพลังงานทดแทน
ต่อไปแผ่นดินจะถูกนำไปปลูกพืชพลังงานทดแทนหมด
อาหารจะหายาก น้ำจะเหือดแห้ง
เราจะมีสงครามแย่งน้ำแย่งชิงอาหาร
น่ากลัว ๆ ค่ะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31