พิมพ์หน้านี้
|
(การเดินทางของ เม็ดฝุ่น # 6) ..เรียนรู้ ทศวรรษประเทศไทย หลายวันผ่านไป ชีวิตในทำเนียบที่เปี่ยมอิสรภาพ ทำให้ผมมีความสุขตามอัตภาพ สังคมชาวฝุ่นที่นี่ มีความอารีอารอบ และที่สำคัญ ผมได้เรียนรู้อะไรมากมาย อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทุกๆเช้าถ้าอยากฟังเรื่องราวดีๆที่เป็นประโยชน์ ก็เพียงไปที่ร้านกาแฟ ตรงมุมสวน เขาเรียกกันว่า สภากาแฟ ชาวฝุ่น ที่นั่น มีผู้อาวุโสชาวฝุ่น ที่พูดคุยกันอย่างออกรส บางทีก็มีการ ถกแถลง ถกเถียงกัน หน้าดำหน้าแดง แต่ก็ไม่เคยเห็นมีการลงไม้ลงมืออะไรกัน เฒ่าฝุ่น โปรเฟสเซ่อร์ บอกผมว่า กว่าที่มันจะพัฒนามาเป็น Learning Base Dusty Forum .อย่างที่เห็นนี่ ใช้เวลาเกือบ 10 ปี ทีเดียว ไอ้ Lerning Base Dusty Forum ที่ลุงพูดน่ะ แปลว่าอะไร? ผมถาม เฒ่าฝุ่น ด้วยความสงสัย ..อ่อ..มันก็คือ กลุ่มชาวฝุ่นที่มารวมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถ่ายเทความรู้ เรื่องต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เพราะเรื่องราวทางสังคมเนี่ยะ บางทีมัน ซับซ้อน คิดเองคนเดียว อาจวิเคราะห์ไม่ออก..ยิ่งไอ้ที่เกี่ยวกับสังคมมนุษย์ ยิ่งเข้าใจยากเข้าไปใหญ่.. เฒ่าฝุ่นตอบเนิบๆ เด็กๆอย่างผมไปได้มั้ย..? แกยิ้มอย่างอารมณ์ดี พลางพยักหน้า ได้สิ ! อยากไปก็ตามมา ข้ากำลังจะไปอยู่พอดี เมื่อไปถึงที่นั่น จึงได้รู้ว่า ผมเป็นเม็ดฝุ่นที่มีอายุน้อยที่สุด นอกนั้นล้วนแตเป็นผู้อาวุโสทั้งสิ้น บางเม็ดก็เป็นพวกเกษียณอายุแล้ว นั่งกันอยู่เกือบ สิบเม็ด และถ้าเดาไม่ผิด เฒ่าฝุ่น โปรเฟสเซ่อร์ คงจะอาวุโสกว่าทุกเม็ด เพราะพวกที่นั่งอยู่ก่อน ต่างหันมาคารวะแกอย่างนอบน้อม แล้วแกจึงแนะนำให้ทุกเม็ดรู้ว่า ไอ้เม็ดฝุ่นน้อย ที่แกพามาด้วย มันพเนจรมาอย่างไร? ทุกเม็ดยิ้มน้อยๆเมื่อได้ฟังเรื่องราวนั้น ผมรู้สึกอบอุ่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ..เออ ! วันนี้อยู่กันพร้อมหน้าเลย.. เฒ่าฝุ่นทักทายพร้อมทรุดตัวลงนั่ง แล้วเอ่ยต่อ..วันนี้วันที่เท่าไรหว่า? วันที 2 กรกฎาคม ไงลุง ฝุ่นสูงวัย สรวมแว่นสายตาสั้นหนาเตอะตอบทันควัน และยิ้มยั่ว ลุงชักจะหลงๆแล้วมั้ง พักนี้ จบคำยั่ว ทั้งวงหัวเราะเบาๆกันทั่วหน้า เออ ! พวกเอ็งไม่แก่บ้างก็แล้วไป แกตอบอารมณืดี ขณะที่ ฝุ่นเจ้าของร้านยกกาแฟและโอวัลตินมาให้ที่โต้ะ สองกรกฎาคม.. แกทวนคำเบาๆ ก่อนจะตบเข่าผาง เฮ้ย ! นี่มัน ครบรอบ สิบปีต้มยำกุ้ง นี่หว่า ..ใช่มั้ย?..เผลอแผล็บเดียว สิบปีแล้วเรอะเนี่ยะ ไม่น่าเชื่อ..? ต้มยำกุ้ง ?!? อะไรน่ะ ลุง.. ผมงงเป็นไก่ตาแตก ก็แค่ชื่ออาหารไทย ที่ฝรั่งชอบกิน ทำไมต้องตบเข่าผางด้วย ..เอ้อ !! มันเป็นเหตุการณ์ ฟองสบู่เศรษฐกิจแตก เขาเรียก กันว่า โรคต้มยำกุ้ง เพราะมันเริ่มที่เมืองไทย ลุงฝุ่นคนที่ไว้หนวดแบบฮิตเลอ่ร์ ตอบเรียบๆ กระนั้นผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี หน้าตาผมคงเหรอหราพิลึก ทุกคนมองมาที่ผม เป็นตาเดียว เอางี้.. เฒ่าฝุ่นเปรย ปีนี้เอ็งอายุ 18 ใช่มั้ย? ตอนนั้นเอ็งเพิ่ง แปดขวบเอง จะไปรู้อะไรวะ !! เมื่อปี 2540 วันเดียวกันนี่แหละ รัฐบาลไทยสมัย บิก้จิ๋ว ประกาศค่าเงินบาทลอยตัว เพราะสู้ค่าเงินบาทกับพวกเฮดจ์ ฟัน ไม่ไหว เฒ่าฝุ่นกระแอมนิดหนึ่ง ก่อนจะสาธยายต่อ พอเป็นอย่างนั้น ค่าแลกเปลี่ยนเงินตราก็ผันผวน เต็มที่ เอ็งคิดดู ค่าเงินบาท ก่อนประกาศน่ะ ใช ยีบห้าบาท แลกได้ หนึ่งดอลล่าร์ สหรัฐ พอประกาศเปรี้ยงเดียว หนึ่งเหรียญสหรัฐต้องใช้เงินบาทไปแลกสูงขึ้นไปถึงเกือบ ห้าสิบบาท หรือ ห้าสิบบาทกว่าๆนี่หละ..เท่าตัวเลย.. กล่าวจบแกมองหน้าผม คงเห็นแววตาสงสัยอยู่ดี ที่เรียกว่าเป็นวิกฤติเศรษฐกิจน่ะ เพราะก่อนหน้านี้ หลายปี เขามีการปริวรรตเงินตรา คือ การอนุญาตให้สถาบันการเงิน พ่อค้า วานิช กู้เงินต่างประเทศได้ไม่อั้น เท่าไรเท่ากัน สนุกสิทีนี้ พวกกู้กันเป็นว่าเล่น ลงทุนกันแบบไม่บันยะบันยัง ที่ทางก็ถูกปั่นราคาแพงเอา แพงเอา ชาวไร่ ชาวสวนเห็นได้ราคา ก็ขายกันเรียบ ช่วงก่อน สี่ศูนย์น่ะพวกนักลงทุน ก็กู้แบ้งค์ แบงค์ก็ให้กู้ง่ายๆ เพราะได้ส่วนต่างที่อัตราดอกเบี้ยที่กู้เมืองนอกมา นักลงทุนซื้อที่ดินอย่างกับซื้อปลาย่างในตลาด หมู่บ้านจัดสรร เกิดอย่างกะดอกเห็ด ใครๆก็ลงทุน อู้ฟู่เลยตอนนั้นน่ะ.. มันหาเงินได้ง่ายๆ เศรษฐกิจโตแบบฟองสบู่ มันไม่ใช่ของแท้ พอมันพองมากๆเข้าก็ระเบิดตูมเลย,, แกหยุดจิบกาแฟนิดหนึ่ง แล้วพยักพะเยิดให้ลุงฝุ่นไว้หนวดฮิตเล่อร์ เหมือนว่าให้ช่วยเล่าต่อที.. ก็แบบที่ลุงพูดนั่นแหละ.. ฝุ่นฮิตเล่อร์เล่าต่อ เงินที่กู้จากเมืองนอกมาช่วงนั้นรวมๆกัน เป็นหมื่น เป็นแสนล้าน พอค่าแลกเปลี่ยน มันสูงไปเท่าตัว ก็ซวยสิทีนี้ เพราะตอนใช้หนี้กลับน่ะ มูลหนี้ก็เพิ่มไปเท่าตัว ตอนเอามาเหรียญละ ยี่สิบห้า ตอนส่งคืนเจ้าหนี้..แม่ง!! เหรียญหนึ่งปาเข้าไป ห้าสิบบาท บานตะไทย..พระเจ้าจอร์จ ยอดไปเลย.." เว้นระยะกระแอมนิดหนึ่ง ลุงฝุ่นแว่นหนากล่าวต่อ นั่นหละ คราวนี้ก็ป่วนทั้งประเทศเลย สถาบันการเงิน 56 หรือ 57 แห่ง เจ๊งทันที ปิดกิจการ โรงงานอุตสาหกรรม เลิกจ้างคนงาน มีคนตกงานราว ล้านเจ็ดแสนคน ธุรกิจใหญ่น้อยล้มกันระเนระนาด หมู่บ้านจัดสรรโครงการเดินต่อไม่ได้ เป็นเสาโด่เด่เพียบไปหมด พ่อค้าหลายคนฆ่าตัวตายหนีหนี้ หมดเนื้อหมดตัวแบบไม่ต้องอายกันเลย บางธุรกิจดำเนินมาตั้งกะรุ่นก๋ง มาเจ๊งเอารุ่นหลาน มีการตั้งชมรมลูกหนี้ มีคาถาสู้หนี้ว่า ไม่มี ไม่หนี ไม่ใช้ มีขบวนการ เปิดท้ายขายของ คนที่มีรถยนต์มารวมตัวกันจอดเป็นกลุ่มๆ เอาของใช้แล้วที่มีอยู่มาเป็นสินค้าราคาถูก ตระเวนขายกันไปทุกหนแห่ง..ธุรกิจเป็นหมื่นๆติด NPL ..หมายความว่า เป็นพวกหนี้ที่ไม่ก่อรายได้..เข้าบัญชีดำ แบงค์ก็ไม่ปล่อยเงินให้ ไอ้ที่กำลังดำเนินการ ก็ติดแหง็ก ยังกะปลาขาดน้ำ รอวันตายอย่างเดียว.. ..ทีนี้ มันไม่ใช่ แค่ประเทศไทย เฒ่าฝุ่นกล่าวต่อ มันลามยังกะไฟลามทุ่ง ไปทั้งทวีปเอเชียเลย เขาก็เลยเรียกมันเหมือนเป็นโรคระบาดว่า โรคต้มยำกุ้ง..นี่ที่มาของความหมายเป็นอย่างนี้..เข้าใจยัง ? แกหันมาถามผม ผมพยักหน้าตอบรับ ในสมองเริ่มต่อจิ้กซอเรื่องราวได้บ้าง แต่ก็ยังไม่วายสงสัย แล้วไงต่อล่ะ ลุง จะยังไง? ก็บอกแล้วไง มันปั่นป่วนกันไปหมด นึกเอาล่ะกัน หมอประเวศ แกบอกว่าสังคมตอนนั้นน่ะ พวกนักลงทุน วุ่นวาย อย่างกะ หมาหลงบนทางด่วน คิดเอาละกัน หมาบนทางด่วน..มันจะไปไหนรอด..ไม่รู้ที่ขึ้น ที่ลง วิ่งไปมา ถูกรถทับตายห่า..ตอนนั้นประเทศมีหนี้สาธารณะราวๆ 3.3 ล้านล้าน บาท ละมั้ง หมายความว่าเป็นหนีร่วมกันทั้งประเทศ ไม่มีทางเลือกต้องเข้าโครงการของ IMF..ใช้หนี้อยู่หลายปี...ถึงตอนนี้ก็เถอะพวกที่ติด NPL ยังดิ้นกันหร็อกแหล็ก ถูกฟ้องร้อง ยึดทรัพย์สิน เป็นร้อย เป็นพันคดี.. แล้วชาวไร่ ชาวนาล่ะ.. ผมถามต่อ ..พวกนั้นน่ะ ตอนแรกๆยังไม่รู้อะไรหรอก มันยังไม่ลงไปกระทบจังๆ รัฐบาล ก็เร่ง อัดฉีดเงินลงไป หวังให้เศรษฐกิจมันเคลื่อน อัดเงิน มิยาซาว่า เงินที่กู้มาน่ะ..หลายพันล้าน เอ็งเอ้ย ! ยังกับราดน้ำลงบนกองทรายเลย วาบเดียวหายวั้บ..แย่งกันใช้ ไม่รู้คุณค่า ไม่มีวินัย ทุกคนบอก เงินหลวงใช้ฟรี ไอ้ทางรัฐบาลหวังให้ไปสร้างงาน ส่วนท้องถิ่น ก็อยากรับเหมาเอาประโยชน์ ล่อกันมั่วไปหมด.. แกหยุดนิดหนึ่ง มีอยู่ อบต.หนึ่ง พยายามสร้างงาน ให้ชาวบ้าน ช่วยกันลอกผักตบชวา ขึ้นจากคลอง ค่าแรงวันละ 150 บาท กลางวัน ก็ เอาขึ้นริมตลิ่ง... พอตกกลางคืน.. แกหยุดเล่าซะดื้อๆ จนลุงฝุ่นฮิตเล่อร์ ต้องถาม แกจึงเล่าต่อเนิบๆว่า ..กลางคืน ชาวบ้านแอบมาช่วยกัน เขี่ยลงน้ำอีก พรุ่งนี้จะได้ เก็บใหม่ เอาค่าแรงอีกวัน..ดูซิ..ทำกันขนาดนี้. นิสัยคนไทย!!.......ยัง..ยังมีเรื่องกองทุนหมู่บ้านที่คุณทักษิณ อัดลงไปอีก 70,000 ล้าน แผนกระตุ้นเศรษฐกิจระดับตำบลอีก 5-6 พันล้าน เงิน SML อีกบานเลย ไปสร้างเด้นท์ประจำหมู่บ้านกันเพียบ..นี่ก็เรื่องยาวเหมือนกัน..ไว้จะเล่าให้ฟัง วันหลัง.. ทั้งกลุ่มนั่งกันเงียบ ขณะที่สายลมแรงกระพือเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ฟ้าแลบแปลบปลาบ เมฆครึ้มตั้งเค้า เฒ่าฝุ่น แหงนมองขึ้นไปบนฟ้า ก่อนจะกล่าวว่า วันนี้เอาแค่นี้ก่อนเถอะวะ..พรุ่งนี้ค่อยเล่าต่อดีกว่า..ฝนท่าจะตกฉลอง 10 ปี ต้มยำกุ้ง ใครช้าไม่รีบกลับ มึงไหลลงคลองแน่..ไปโว้ย !! ...กูล่ะขำ ไอ้พวก นปก. แถวสนามหลวงเปียกกันมะร็อกมะแร็ก..ได้ตังค์ไม่พอค่ายา...
จบคำฝุ่นทุกเม็ดกุลีกุจอ เผ่นจากสภากาแฟชาวฝุ่น กลับที่พัก สำหรับชาวฝุ่นน่ะ ลม กับฝน คือภัยพิบัติร้ายแรง มันร้ายยิ่งกว่า โรคต้มยำกุ้ง ของมนุษย์ซะด้วยซ้ำไป !! ..................................................................................................................
|
| งานสร้างสุขภาคกลาง | ||
๑๐ - ๑๒ มกราคม ๒๕๕๑ ณ ลานโดม อาคารวิทยบริการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต ๑ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | 31 | ||||