|
เมื่อหลายวันก่อนหน้านี้ ครูมีโอกาสเดินดุ่มๆ เข้าไปคนเดียว ไปเที่ยวชมภายในพระราชวังพญาไท ไม่ทราบเพราะอะไร แต่ครูเป็นคนชอบสถานที่เก่าๆ โบราณๆ...แอบท่อมๆ ขึ้นไปคนเดียว...เชื่อไหม...ครูเข้าไปในห้องทรงพระอักษร ห้องสรงส่วนพระองค์ในล้นเกล้าฯรัชกาลที่หก ไปดูอ่างหินอ่อนที่ลงสรงส่วนพระองค์...เปิดประตูเข้าห้องโน้นออกห้องนี้อยู่คนเดียว...บางห้องก็มีบรรยากาศเย็นๆ..วังเวง..ชวนวูบวาบอยู่เหมือนกันนะ ครูเชื่อว่าน้อยคนนักที่จะเคยเข้าไปเที่ยวชมภายในพระราชวังพญาไท เผลอๆ อาจจะไม่รู้จักด้วยซ้ำไป แต่หากบอกว่าโรงพยาบาลพระมงกุฎ บอกชื่อนี้คนรู้จักแยะเชียว พระราชวังพญาไท เมื่อได้ให้ทหารเข้ามาใช้พื้นที่แล้ว ก็เป็นหน่วยกรมแพทย์ทหารบกซึ่งอยู่ติดกับโรงพยาบาลพระมงกุฎ ตราบจนกระทั่งกรมแพทย์ทหารบกได้ย้ายออกไปอยู่ ณ สถานที่ตั้งในปัจจุบัน ทางกองทัพบกจึงได้ขออนุมัติจากกรมศิลปากร (เพราะประกาศเป็นโบราณสถานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๒) เพื่อบูรณะให้คงสภาพเดิมให้มากที่สุด บัดนี้การปรับปรุงบูรณะต่าง ๆ เรียกได้ว่าเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว และคงความเป็นพระราชวังไว้ มิได้นำมาเป็นสถานที่ราชการเช่นแต่ก่อนอีก และได้เปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ฟรี ทุกวันเสาร์มี 2 รอบ ตามเวลาดังนี้ 09.30 น. และ 13.30 (มีวิทยากรนำชม) ความเป็นมาของพระราชวังพญาไท ซึ่งมักจะเข้าใจกันว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างขึ้น ความจริงแล้วพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๒ หลังการก่อสร้างเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ได้มีพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลคฤหมงคล (ขึ้นบ้านใหม่) ในวันที่ ๑๔ - ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๕๓ และหลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จมาประทับที่พระราชวังพญาไท หรือนามพระราชทานว่า "พระตำหนักพญาไทย" บ่อยครั้ง ครั้งสุดท้ายที่เสด็จประพาสตรงกับวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๔๕๓ ก่อนเสด็จสวรรคตเพียง ๑ สัปดาห์เท่านั้น วังพญาไท ตั้งอยู่ริมคลองสามเสน ต่อกับทุ่งพญาไทเมื่อแรกสร้างวังนี้ที่ดินบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิทั้งหมด รวมทั้งส่วนที่เป็นโรงพยาบาลพระมงกุฎ มหาวิทยาลัยแพทย์ทหาร ฯ "เป็นท้องทุ่ง" และสวนมีคลองสามเสนไหลผ่าน ที่ว่างบริเวณนี้มีอาณาเขตติดต่อกับทุ่งพญาไท ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการสร้างพระราชวังดุสิตและจัดถนนเพิ่มอีกหลายสาย สายหนึ่งที่ตัดเข้ามายังบริเวณสวนนี้คือถนน ซังฮี้ หรือถนนราชวิถี ("ซังฮี" เป็นคำมงคลของจีน มีความหมายว่า "ยินดีอย่างยิ่ง") รัชกาลที่ ๕ จึงโปรดให้ซื้อที่ดินที่เป็นสวนผักตอนหนึ่ง ที่เป็นทุ่งนาอีกตอนหนึ่งเป็นพื้นที่ประมาณ ๑๐๐ ไร่เศษ แล้วโปรดให้สร้างพระตำหนักเพื่อเสด็จประพาส ทรงพระราชทานนามว่า "พระตำหนักพญาไท" แต่ชาวบ้านเรียกขานกันต่อมาว่า "วังพญาไท" ที่ตำหนักพญาไท รัชกาลที่ ๕ โปรดใช้เป็นที่ทดลองปลูกธัญพืชต่าง ๆ มีการประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้นที่วังนี้ เมื่อถึงฤดูทำนา สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงนำเจ้านายและพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จลงดำนาด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นการประเดิมชัยในการเกษตรกรรมของประเทศในแต่ละปี ล้อมรอบพระราชวังคือทุ่งนา หากยืนที่พระที่นั่งพิมานจักรีมองออกไปทางด้านนาจะเห็นภาพงามตามธรรมชาติคือทุ่งนา ผมเกิดไม่ทันเห็นภาพนี้ทั้งหมดแต่ยังทันเห็นในวัยเด็ก ว่าแถวทางด้านตะวันออกของสถานีรถไฟสามเสนยังเป็นสวนฝรั่งอยู่ โรงเรือนหลังแรกที่รัชกาลที่ ๕ โปรดให้สร้างขึ้นคือ "โรงนา" และพระราชทานนามว่า "โรงนาหลวงคลองพญาไท" เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตแล้วเป็นผลให้สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีทรงพระประชวร พระอนามัยทรุดโทรมลง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้กราบบังคมทูลให้แปรพระราชฐาน จากในพระบรมมหาราชวังมาประทับที่วังพญาไทเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมให้ทรงสำราญและเพื่อความสะดวกของแพทย์ ที่จะถวายการรักษาตลอดจนพระประยูรญาติจะได้เข้าเยี่ยมได้โดยง่าย เมื่อเสด็จมาประทับนั้นปรากฎว่ามีผู้ติดตามมาอยู่ในพระราชสำนักของสมเด็จพระพันปีหลวงวังพญาไท เป็นจำนวนร่วม ๕๐๐ คน มีทั้งพระประยูรญาติที่ใกล้ชิด ข้าหลวง โขลน จ่า ข้าราชบริพารน้อยใหญ่ ซึ่งทุกคนจะได้รับเบี้ยหวัดเงินเดือน เงินปี ที่อยู่อาศัย อาหารการกิน ตลอดจนเครื่องนุ่งห่มอย่างอุดมสมบูรณ์ ตามสมควรแก่ฐานะโดยทั่วถึง พ.ศ.๒๔๖๒ หลังจากที่สมเด็จ ฯ ประทับอยู่เป็นเวลาร่วม ๑๐ ปี ก็สวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระราชดำริที่จะสร้างพระราชมณเฑียรสถานขึ้นใหม่ เพื่อเป็นที่ประทับในวังพญาไท และได้โปรดเกล้าให้ยกวังพญาไทเป็นพระราชวังพญาไทเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบรมชนกนาถ และพระบรมราชชนนี เมื่อทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างพระราชมณเฑียรสถานขึ้นใหม่เพื่อเป็นที่ประทับ จึงโปรดให้รื้อย้ายพระตำหนักที่ประทับของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ไปปลูกสร้างเป็นหอเรียนวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน คงเหลือแต่เพียงท้องพระโรงหน้า ซึ่งโปรดให้สร้างถวายสมเด็จพระบรมราชชนนีในตอนต้นรัชกาลเพียงองค์เดียว และระหว่างที่กำลังก่อสร้างพระราชมณเฑียรสถานอยู่นั้น ได้สร้างพระตำหนักอุดมวนาภรณ์ หรือที่ได้พระราชทานนามใหม่ในภายหลังว่า พระตำหนักเมขลารูจี เป็นที่ประทับ ซึ่งต่อมาเมื่อพระตำหนักต่าง ๆ สมบูรณ์แล้ว ตำหนักน้อยเมขลารูจีที่อยู่ริมคลองสามเสนนี้ก็เป็นที่ทรงเครื่องใหญ่ (ตัดผม) การก่อสร้างพระราชมณเฑียรสถานขึ้นแทนที่พระตำหนักเดิมนั้น ได้สร้างเป็นหมู่พระที่นั่ง ๓ องค์ พระที่นั่งเดิมคงเหลือ พระที่นั่งประธานองค์เดียว คือ พิมานจักรี บริเวณหลังพระที่นั่ง ๓ องค์ คือ พระราชอุทยานซึ่งจัดเป็นสวนรูปแบบเรขาคณิต ตามแบบสถาปัตยกรรมอิตาเลียน สมัย "เรอเนสซองค์" แต่เรียกกันว่า "สวนโรมัน" โปรดให้ย้าย "ดุสิตธานี" เมืองจำลอง ที่ทรงมีเจตนาสร้างขึ้นเพื่อฝึกหัดสั่งสอนวิธีการปกครองท้องถิ่นในระดับเทศบาล ตามรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ณ พระราชวังดุสิตมายังพระราชวังพญาไท เป็นการถาวร บทพระราชนิพนธ์ทางวรรณคดีอันทรงคุณค่า ทั้งเนื้อหาและวรรณศิลปหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่อง "มัทนะพาธา" ตำนานแห่งดอกกุหลาบก็ได้นิมิตขึ้นมาจากพระราชวังแห่งนี้ พ.ศ.๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สนองพระราชดำริของรัชกาลที่ ๖ ซึ่งได้เคยมีพระราชปรารภเป็นการส่วนพระองค์กับพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง ว่าพระราชวังพญาไทเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่โต มีบริเวณกว้างขวาง สิ้นเปลืองพระราชทรัพย์ในการบำรุงรักษา หากปรับปรุงให้เป็นโรงแรมชั้นหนึ่งซึ่งเมืองไทยยังไม่มีเลย ก็จะอำนวยความสะดวกให้แก่ชาวต่างประเทศที่เข้ามาเยี่ยมเยียน และติดต่อธุรกิจในประเทศสยาม และยังนำค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารวมไว้ในงบของโรงแรมได้ด้วย แต่ไม่ทันดำเนินการตามพระราชดำริก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน เมื่อ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติสืบสนองจากองค์สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชแล้ว จึงโปรดเกล้าให้กรมรถไฟหลวงปรับปรุงพระราชวังพญาไท เป็นโรงแรมชั้นหนึ่งชื่อ "PHYA THAI PALACE HOTEL" และได้เสด็จมาเปิด "โฮเต็ลพญาไท" เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๘ โฮเต็ลพญาไทจัดว่าเป็นโรงแรมที่หรูหรา และได้รับการยกย่องว่ายอดเยี่ยมที่สุดในภาคตะวันออกไกล มีวงดนตรีสากลชนิดออเคสตร้า มีนักดนตรีประมาณ ๒๐ คน คัดมาจากวงดนตรีของกองดุริยางค์ทหารบก และดนตรีวงนี้จะบรรเลงให้ลีลาศกันในวันสุดสัปดาห์ สลับกับการแสดงโชว์กับคณะนักร้องจากยุโรป และเมื่อหลวงสุขุมนับประดิษฐ์ จบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาก็ได้นำวงดนตรีแจ๊ส เข้ามาบรรเลงที่โฮเต็ลแห่งนี้ โฮเต็ลพญาไทได้รับเกียรติเป็นสถานที่จัดประชุมก่อตั้งสโมสรโรตารี่กรุงเทพ ฯ ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๔๗๓ และในปีเดียวกันนั้นเอง พระเจ้าพี่ยาเธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ได้ทรงเปิดการส่งวิทยุกระจายเสียงจาก "สถานีวิทยุกระจายเสียงกรุงเทพ ฯ ที่พญาไท" ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่พระที่นั่งไวกูณฑเทพยสถาน ในบริเวณโฮเต็ลพญาไท โดยได้อัญเชิญกระแสพระราชดำรัสตอบ เนื่องในการพระราชพิธีฉัตรมงคลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยถ่ายทอดจากท้องพระโรงพระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัย มาตามสายแล้วเข้าเครื่องส่งกระจายเสียงสู่ประชาชนเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๓ นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีการถ่ายทอดเสียงทางวิทยุในประเทศไทย พ.ศ.๒๔๗๕ มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน โฮเต็ลพญาไทในเวลานั้นขาดทุนอย่างมาก กระทรวงกลาโหมต้องการใช้สถานที่เป็น "กองเสนารักษ์" คณะกรรมการราษฎรหรือคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นจึงได้มีมติให้เลิกกิจการ โฮเต็ลพญาไท พร้อมกับให้ย้ายสถานีวิทยุกระจายเสียงกรุงเทพ ฯ ไปตั้งรวมกับสถานีเครื่องส่งโทรเลขที่ศาลาแดง ตุลาคม ๒๔๗๕ กองเสนารักษ์ จังหวัดทหารบกกรุงเทพ ฯ ได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่พระราชวังพญาไท จนกระทั่งถึง พ.ศ.๒๔๘๓ กองทัพบกได้พัฒนากองเสนารักษ์ มณฑลทหารบกที่ ๑ เป็นโรงพยาบาลทหารบก ใช้พื้นที่ภายในเขตพระราชฐานทั้งหมด เนื่องจากพระราชวังพญาไท เคยเป็นพระราชฐานที่ประทับในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเวลานาน เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติของพระองค์ท่าน กองทัพบกจึงขอพระราชทานนามโรงพยาบาลทหารบกเป็น "โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า" ซึ่งได้ประกอบพิธีเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ อันเป็นวันคล้ายวันสวรรคต (เสด็จสวรรคต กลางคืนวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๔๘๖ เวลา ๐๑.๔๕ ซึ่งความจริงนับเป็นวันที่ ๒๖ แล้ว และ พ.ศ. ก็เช่นกันต้องทราบว่าเวลานั้นถือวันที่ ๑ เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่) ต่อมาโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ได้สร้างอาคารใหม่และย้ายไปอยู่อาคารใหม่ ส่วนกรมแพทย์ทหารบกยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่ของพระราชวังจนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๓๒ จึงย้ายไปอยู่ที่บริเวณถนนพญาไท เขตราชเทวี และปรับปรุงพระราชวังพญาไทจนงดงามเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับให้ประชาชนเข้าชม  











ภาพทั้งหมดด้านบนนี้ถ่ายจากแผ่นภาพที่ทางพระราชวังพญาไทจัดตั้งไว้ให้ประชาชนได้ชมค่ะ 
ตอนนี้ครูเริ่มซุกซนแล้วค่ะ...ความอยากรู้อยากเห็นมีอยู่มาก...แอบจรดปลายเท้าย่องขึ้นบันไดมาเงียบๆ... 
ห้องแรกที่พบเป็นห้องของชมรมดนตรีไทย..เขาปิดล็อกห้องไว้เลยอดดู 

เดินย่องต่อมา...ห้องนี้เปิดอยู่...เลยเข้ามากราบถวายสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ของทุกพระองค์...ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย 


ความงดงามของศิลปะบนฝ้าเพดานและช่องลมเหนือบานประตู 



ความงดงามภายใน "ห้องทรงพระอักษร" ค่ะ 
บานประตูไม้แกะสลักลายงดงามยิ่ง..เป็นบานประตูของ "ห้องพระสมุด" 
เข้ามาภายในห้อง...วังเวงมากค่ะ..รู้สึกแปลกๆ...ดูได้ไม่นานต้องรีบออกมา... 
แหงนดูความงดงามของศิลปะบนฝ้าเพดานค่ะ 
เดินเรื่อยๆ มาอีกห้องนึง...เห็นประตูเปิดแง้มไว้..ลองเปิดเข้าไปดู...รู้สึกได้ถึงความเย็นวูบเลยล่ะค่ะ...เป็นห้องสรงน้ำส่วนพระองค์...สุขภัณฑ์เป็นหินอ่อนนะคะ 
อ่างที่พระองค์เสด็จลงสรงน้ำค่ะ...มีขั้นบันไดลงไปสองหรือสามขั้นนี่แหละค่ะ...รีบดูรีบออกมาค่ะ...เย็นยะเยือก..แปลกๆ เลยอ่ะ 
เดินอ้อมมาอีกด้าน...พบประตูบานนี้...ลวดลายเพ้นท์กระจกสวยงามมากๆ...ไม่ทราบว่าลายกุหลาบนี้จะเกี่ยวข้องกับพระราชนิพนธ์เรื่อง "มัทนะพาธา" อย่างไรหรือไม่ 
ตอนหนึ่งในละครพูดเรื่อง "มัทนะพาธา" พระราชนิพนธ์ในล้นเกล้ารัชกาลที่หก 
อีกมุมที่จัดไว้ให้ประชาชนได้กราบถวายสักการะพระองค์ท่านค่ะ 
หันมาจากมุมนั้นก็จะพบตู้เซฟใบนี้...ดูใกล้ๆ เห็นที่ป้ายมีคำว่า LONDON นะคะ 
ภาพสุดท้ายก่อนกลับบ้านค่ะ
|