| << | กันยายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | ||||
พิมพ์หน้านี้
|
สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนค่ะ วันนี้ วันพระ วันธรรมสวนะ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ เอ็นทรี่นี้ก็เลยอยากจะเชิญชวนทุกท่าน เข้าวัดทำบุญ วันนี้ทางภาคกลางเราเรียก "สารทไทย" ที่เชียงใหม่เรียก "๑๒ เป็ง" ภาคใต้เรียก "บุญชิงเปรต" ภาคอีสานเรียก "บุญผะเหวด" จุดมุ่งหมายของงานบุญในช่วงนี้ก็เพื่ออุทิศให้ปิยชน บรรพชน ผู้ล่วงลับ ให้ได้รับอานิสงค์เต็มที่ เนื่องจากเป็นความเชื่อว่า ในช่วงนี้เป็นช่วง "ปล่อยผี" วิญญาณของผู้ที่ได้รับทุกขเวทนา ให้ออกมาเสวยผลบุญ ที่ญาติทั้งหลายเขาอุทิศให้ จะเป็นจริงไม่จริงก็ไม่ทราบ แต่ก็เป็นสิ่งที่บรรพชนเขาทำกันมา ก็เลยนำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ บางช่วงบางตอนขออนุญาตคัดลอกมาจากบล็อกของท่านกิตติศักดิ์_สิริภทฺโท
วันนี้จะชวนไปทำบุญที่วัดพระพุทธบาท ราชวรมหาวิหาร เรามารู้จักวัดนี้กันสักหน่อยนะ
พระอารามหลวงชั้นเอกพิเศษ ชนิดราชวรมหาวิหาร วัดพระพุทธบาท ราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท ห่างจากตัวจังหวัดสระบุรีประมาณ ๒๘ กม. มีทางเลี้ยวซ้ายก่อนถึงอำเภอพระ พุทธบาทเข้าไป ๑ กม. ปูชนียสถานที่สำคัญคือ "รอยพระพุทธบาท" ที่ประทับไว้ในแผ่นหินเหนือไหล่เขาสุวรรณบรรพต หรือเขาสัจจพันธคีรี ลักษณะของรอยพระพุทธบาทคล้าย เท้าคน กว้าง ๒๑ นิ้ว ยาว ๕ ฟุต ลึก ๑๑ นิ้ว ค้นพบในสมัยพระเจ้าทรงธรรม พระองค์ทรงเห็นว่าเป็นรอยพระบาทตามลักษณะ ๑๐๘ ประการ จึงโปรดให้สร้างมณฑปชั่วคราวครอบรอยพระบาทไว้ ต่อมาได้มีการก่อสร้างต่อเติมอีกหลายสมัย
ลักษณะของพระมณฑป เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ประกอบเครื่องยอดรูปปราสาท ๗ ชั้น มุงกระเบื้องเคลือบสีเขียว มีซุ้มบันแถลงประดับทุกชั้น มีเสาย่อมุมไม้สิบสองปิดประดับกระจกโดยรอบ ฝาผนังด้านนอกปิดทองประดับกระจกเป็นรูปเทพพนมและมีพุ่มข้าวบิณฑ์ บานประตูพระมณฑปเป็นงานศิลปกรรมประดับชั้นเยี่ยมของเมืองไทย ทางขึ้นพระมณฑปเป็นบันไดนาคสามสาย หมายถึง บันไดเงิน บันไดทอง และบันไดแก้ว ที่ทอดลงมาจากสวรรค์ หัวนาคที่เชิงบันไดหล่อด้วยทองสำริดเป็นนาค ๕ เศียร บริเวณรอบพระมณฑปมีระฆังแขวนเรียงราย เพื่อให้ผู้ที่มานมัสการได้ตี เป็นการแผ่ส่วนกุศลแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย พระอุโบสถและพระวิหารต่างๆ ที่อยู่รายรอบ ล้วนสร้างตามแบบศิลปกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ทางขึ้นพระมณฑปเป็นบันไดนาคสามสาย หมายถึง บันไดเงิน บันไดทอง และบันไดแก้ว ที่ทอดลงมาจากสวรรค์
หัวนาคที่เชิงบันไดหล่อด้วยทองสำริดเป็นนาค ๕ เศียร
พระมณฑป เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ประกอบเครื่องยอดรูปปราสาท ๗ ชั้น มุงกระเบื้องเคลือบสีเขียว มีซุ้มบันแถลงประดับทุกชั้น มีเสาย่อมุมไม้สิบสองปิดประดับกระจกโดยรอบ ฝาผนังด้านนอกปิดทองประดับกระจกเป็นรูปเทพพนมและมีพุ่มข้าวบิณฑ์ บานประตูพระมณฑปเป็นงานศิลปกรรมประดับชั้นเยี่ยมของเมืองไทย
"รอยพระพุทธบาท" ที่ประทับไว้ในแผ่นหินเหนือไหล่เขาสุวรรณบรรพต หรือเขาสัจจพันธคีรี
ลักษณะของรอยพระพุทธบาทคล้ายเท้าคน กว้าง ๒๑ นิ้ว ยาว ๕ ฟุต ลึก ๑๑ นิ้ว ค้นพบในสมัยพระเจ้าทรงธรรม พระองค์ทรงเห็นว่าเป็นรอยพระบาทตามลักษณะ ๑๐๘ ประการ จึงโปรดให้สร้างมณฑปชั่วคราวครอบรอยพระบาทไว้
เสาย่อมุมไม้สิบสองปิดประดับกระจกโดยรอบ
ฝาผนังด้านนอกปิดทองประดับกระจกเป็นรูปเทพพนมและมีพุ่มข้าวบิณฑ์
ถ่ายภาพหมู่ร่วมกับคณะครูที่ไปกราบพระด้วยกัน
มีระฆังแขวนเรียงราย เพื่อให้ผู้ที่มานมัสการได้ตี เป็นการแผ่ส่วนกุศลแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย
ขึ้นรถเดินทางกลับ กทม. โดยสวัสดิภาพปลอดภัย |