• Jiwkrup
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : warachm@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-08
  • จำนวนเรื่อง : 4
  • จำนวนผู้ชม : 1152
  • จำนวนผู้โหวต : 1
  • ส่ง msg :
Tourism Naresuan University Phayao
เรื่องราว ของการท่องเที่ยว ทั้งในและนอกประเทศไทย รวมถึงข้อมูลทางวิชาการทางการท่องเที่ยว
Permalink : http://www.oknation.net/blog/TourismNU
วันเสาร์ ที่ 8 กันยายน 2550
การท่องเที่ยวพำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่
Posted by Jiwkrup , ผู้อ่าน : 198 , 23:02:56 น.  
พิมพ์หน้านี้


เหลียวหลังแลหน้าการท่องเที่ยวพำนักระยะยาวของนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นในจังหวัดเชียงใหม่

ในโอกาส ความสัมพันธ์ 120 ปี ประเทศไทย - ประเทศญี่ปุ่น

วารัชต์ มัธยมบุรุษ[1]

            จังหวัดเชียงใหม่มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของประเทศไทยหรือ ภาคเหนือรวมทังยังสามารถเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายที่ครบในรูปแบบของการท่องเที่ยวในศตวรรษที่ 21 ที่องค์การท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization) (บุญเลิศ ตั้งจิตวัฒนา, 2548: 60-65) ได้กำหนดรูปแบบการท่องเที่ยวไว้ 3 แบบเพื่อตอบสนองความต้องการท่องเที่ยว โดยมีรูปแบบในการท่องเที่ยว คือ 1) รูปแบบการท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติ (Natural Based Tourism) หมายถึงการท่องเที่ยวแหล่งธรรมชาติ 2) รูปแบบการท่องเที่ยวในแหล่งวัฒนธรรม (Cultural Based Tourism) หมายถึงการท่องเที่ยวในแหล่งประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมท้องถิ่น และ 3) รูปแบบการท่องเที่ยวในความสนใจพิเศษ (Special Interest Tourism) หมายถึงการท่องเที่ยวที่ผสมผสานการท่องเที่ยว กับความต้องการอื่นเพิ่มเติมเช่นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health Tourism), การท่องเที่ยวพำนักระยะยาว (Longstay Tourism) เป็นต้น

            ข้อมูลการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ สามารถแยกตามรูปแบบการท่องเที่ยวโลก ได้คือ

            1) รูปแบบการท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติ (Natural Based Tourism) จะมีแหล่งท่องเที่ยวร้อยละ 40

            2) รูปแบบการท่องเที่ยวในแหล่งวัฒนธรรม (Cultural Based Tourism) หมายถึงการท่องเที่ยวในแหล่งประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ประเพณี จะมีแหล่งท่องเที่ยวร้อยละ 40

            3) รูปแบบการท่องเที่ยวในความสนใจพิเศษ (Special Interest Tourism) มีแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยว อยู่ราวร้อยละ 20

            การท่องเที่ยวพำนักระยะยาวนับว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของรูปแบบการท่องเที่ยวในศตวรรษที่ 21 ที่มีวิวัฒนาการจากความต้องการของนักท่องเที่ยว ที่มีพื้นฐานของการดำรงชีวิตรวมทั้งความต้องการที่ไม่เหมือนกัน แต่มีจุดมุ่งหมายที่คล้ายกันคือ การพักผ่อนหย่อนใจ (Recreation) โดยที่การท่องเที่ยวพำนักระยะยาวก็เป็นผลมาจากโครงสร้างของประชากรโลกมีการเปลี่ยนแปลง (Kotler, et al., 2006: 121) เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society) รวมทั้งมีการพยากรณ์ว่าในปี พ.ศ. 2568 จะมีประชากรที่เป็นผู้สูงอายุในโลก 340 ล้านคนซึ่งในปัจจุบันมีประชากรที่เป็นผู้สูงอายุอยู่ประมาณร้อยละ 28 โดยเฉพาะประชากรที่เกิดในปี พ.ศ.2489 – 2507 ในช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ที่เรียกคนในยุคนี้ว่า “Baby Boomer” หรือ “Gen X“ และคนกลุ่มนี้ในปัจจุบันจะเป็นกลุ่มคนที่เกษียณอายุจากการทำงานมีความสามารถในใช้จ่ายเงินเพื่อการพักผ่อน  ส่งผลทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาประเทศไทยผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี มีจำนวนสูงขึ้น จากปี พ.ศ. 2539 จำนวน 1,126,800 คน เพิ่มขึ้นเป็น 1,422,496 คนในปี พ.ศ. 2543 คิดเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.43 เป็นเหตุให้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เสนอคณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2544 ให้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวพำนักระยะยาว โดยมีคณะกรรมการจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวพำนักระยะยาวแห่งชาติและให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสนับสนุนการท่องเที่ยวสำหรับชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวโดยเฉพาะ พร้อมทั้งยังได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการต่างประเทศเรื่องการออก วีซ่าพิเศษ (O-A) โดยมีอายุวีซ่าได้ 1 ปี ในขณะนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวโดยปกติจะมีวีซ่าเพียง 1 – 3 เดือน (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, 2549: ระบบออนไลน์) (www2.tat.or.th/longstay/thai/ index.html)

            การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยให้คำจำกัดความของนักท่องเที่ยวที่พำนักระยะยาว ว่า หมายถึง นักท่องเที่ยวที่พำนักอยู่ในเมืองไทยเกิน 30 วันขึ้นไป โดยจำแนกเป็น 4 ประเภทคือ 1) นักท่องเที่ยวพำนักระยะยาว โดยเฉพาะฤดูหนาว รวมทั้งผู้ที่มารักษาสุขภาพในเมืองไทยเป็นครั้งคราว 2) นักท่องเที่ยวกลุ่มหลังเกษียณที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยเน้นกลุ่มที่มีสุขภาพดีและช่วยเหลือตนเองได้ 3) กลุ่มนักเรียนและนักศึกษาที่มาศึกษาภายในประเทศไทย และ 4) กลุ่มนักกีฬาที่เข้ามาเก็บตัวฝึกซ้อมในประเทศไทย (กระทรวงการต่างประเทศ, 2549: ระบบออนไลน์) (www.mfg.go.th/web/1184.php) แต่อย่างไรก็ตาม องค์การท่องเที่ยวโลก ไม่ได้กำหนดระยะยาวการพำนักระยะยาวไว้แน่นอน ว่าต้องพำนักนานเท่าใดเพียงกำหนดการอยู่อย่างน้อย 90 วัน

            คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวพำนักระยะยาวแห่งชาติได้กำหนดจังหวัดและพื้นที่ที่จะรองรับนักท่องเที่ยวพำนักระยะยาวที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในระยะแรกไว้ 5 แห่ง(สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ,2545 : 35 - 43) ได้แก่ 1) จังหวัดเชียงใหม่ 2) จังหวัดสุโขทัย 3) หัวหิน-ชะอำ 4) จังหวัดกาญจนบุรี และ5) จังหวัดหนองคาย

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้สำรวจข้อมูลลงวันที่ 1 มกราคม 2548 เกี่ยวกับ ชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวในเมืองไทย มากกว่า 90 วัน ถึง 1 ปี โดยมิได้นับเรื่องการทำงานในเมืองไทย เป็นชาวอเมริกา จำนวน1,409 คน ชาวญี่ปุ่น 719 คน ชาวอังกฤษ 574 คน และชาติอื่นๆรวม 2,556 คน(จำนวน 62 ชาติ) โดยมีเหตุผลที่หลากหลาย อาทิเช่น การใช้ชีวิตบั้นปลาย การท่องเที่ยว การอยู่กับครอบครัวที่เป็นคนไทย รวมทั้งการดูแลบุตรที่เล่าเรียนในเมืองไทย หรือ เป็นอาสาสมัครในองค์กรต่างๆ สำหรับนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ให้เหตุผลเพื่อการใช้ชีวิตบั้นปลาย หรือพำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่นั้น มีจำนวน 387 คนโดยได้รับวีซ่าพิเศษ (O-A) จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, 2549: ม.ป.น) และในปีพ.ศ. 2550 มีจำนวนนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ให้เหตุผลเพื่อการใช้ชีวิตบั้นปลายในจังหวัดเชียงใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 420 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 

            ทางคุณจุนโกะ โยโกตะ  กงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่ ได้กล่าวไว้ในงานสัมมนาทางวิชาการ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2550 ที่โรงแรมโลตัสบางสวนแก้ว ไว้อย่างน่าสนใจคือ ในช่วง 10ปีนับตั้งแต่ปี1997 – 2006 จำนวนของชาวญี่ปุ่นที่พำนักอยู่ในต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมีอัตราเพิ่มทั่วโลกมากถึง 38% เมื่อพิจาณาในแต่ภูมิภาคแล้ว พบว่าภูมิภาคเอเชีย- Oceania(เช่นในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์) มีอัตราเพิ่มสูงสุด คือ เพิ่มจาก สองแสนคนในปี1997 ถึงสามแสนหกหมื่นคนในปี2006 อัตราเพิ่ม80%  จำนวนชาวญี่ปุ่นพำนักอยู่ในประเทศไทยก็เพิ่มขึ้น80 % เท่ากับค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชีย- Oceania  สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ เพิ่มขึ้นถึง 3.3เท่า โดยเป็นตัวเลขที่รวมผู้พำนักระยะยาว, ผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นและครอบครัวที่มาขึ้นทะเบียนกับสถานกงสุลใหญ่เท่านั้น  และมีความเป็นไปได้สูงที่จำนวนผู้พำนักระยะยาวชาวญี่ปุ่นในเชียงใหม่จะสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงปี 2007 - 2010 ซึ่งมีการคาดว่าจะมีชาวญี่ปุ่นที่จะถึงอายุเกษียณ 60ปี  ประมาณ 7 ถึง 8 ล้านคน มีการคาดหมายในจำนวนนี้จะมีบางส่วนจะใช้ชีวิตในต่างประเทศซักระยะ 3 หรือ 6 เดือนต่อปี โดยที่มีผู้สูงอายุจำนวนมากจะมาพำนักในจังหวัดเชียงใหม่ แต่สถานที่ที่ผู้พำนักระยะยาวจะเลือกจะมีที่ ฮาวายในอเมริกา,  แวนคูเวอร์ในแคนนาดา, ซิดนีย์และโกลดโคซทในออสเตรเลีย, ปีนังและกัวลาลัมเปอร์ในมาเลเซีย  ส่วนในไทยก็มี ภูเก็ต ชะอำ กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ เป็นต้น จากตัวเลือกที่มีมากมายเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการเลือกของผู้พำนักระยะยาว เพราะถ้าเลือกถูกต้องก็ทำให้ชีวิตที่เหลือมีความสุข แต่ถ้าเลือกแล้วเกิดปัญหา จะไม่ใช่แค่ความเสียใจส่วนบุคคล ยังรวมถึงผลเสียไปถึงด้านทรัพย์สินและสุขภาพ การที่ชาวญี่ปุ่นที่เลือกมาพำนักอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ใช้ชีวิตที่นี่อย่างมีความสุขและมีความรู้สึกว่าการตัดสินใจเลือกเชียงใหม่ถูกต้อง ซึ่งทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายญี่ปุ่นรวมถึงตัวผู้พำนักระยะยาวเอง ต้องพยายามแก้ไขปัญหาและปรับปรุงสภาพแวดล้อมต่างๆ ร่วมกัน และมีเหตุผลที่เลือกจังหวัดเชียงใหม่ คือ1). ความปลอดภัย  2). การรักษาพยาบาล  3). การบริการของภาครัฐ 4). ภาษาและข้อมูลที่สื่อสาร  และ5).บทบาทหรือคุณค่าต่อสังคม (การเป็นอาสาสมัครในการทำกิจกรรมต่างๆ ของเชียงใหม่)

            โดยย้อนกลับมาที่จุดประสงค์ของการท่องเที่ยวพำนักระยะยาวของประเทศไทย มีอยู่ 5 ประการ คือ 1) เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นสถานที่พำนักระยะยาวของนักท่องเที่ยวที่มีกำลังการใช้จ่ายสูง 2) เพื่อนำเงินตราต่างประเทศเข้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย 3) เพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ในภาคอุตสาหกรรม และภาคการบริการที่เกี่ยวข้อง อันจะทำให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย 4) เพื่อขยายกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และ 5) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวทางการท่องเที่ยวในพื้นที่ทางเลือกอื่น

            กลุ่มนักท่องเที่ยวเกษียณอายุการทำงานหรือผู้สูงอายุ มีรูปแบบและพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เฉพาะคือ 1) เน้นการท่องเที่ยวและบริการที่มีคุณภาพดี 2) มีความสามารถในการซื้อบริการในราคาสูง ขณะเดียวกันคำนึงถึงความคุ้มค่ามาก 3) ความมั่นใจด้านความปลอดภัย 4) ความมั่นใจด้านบริการ ดูแลสุขภาพที่ดี และ 5) กิจกรรมที่เหมาะกับวัยและสุขภาพ อีกทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่ต้องกังวลต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เนื่องจากเป็นผู้มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิต จึงมีความละเอียดรอบคอบในการเลือกซื้อสินค้าและบริการต่างๆมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการเตรียมความพร้อมในการรองรับตลาดเหล่านี้จึงต้องมีการศึกษาในรายละเอียดค่อนข้างมาก และมีการเตรียมการที่ดี

            ส่วนทางด้านนโยบายทางการท่องเที่ยว โดยตัวแทนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดย คุณภราเดช พยัฆวิเชียร (ที่ปรึกษาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระดับ 11, สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ได้กล่าวไว้ว่า ประเทศไทยได้มีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนการท่องเที่ยวพำนักระยะยาวโดยการ คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวพำนักระยะยาวแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2544 และได้จัดตั้งบริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2544 และให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยถือหุ้นร้อยละ 30 ส่วนร้อยละ 70 ถือหุ้นโดยภาคเอกชน การบริหารจัดการของบริษัทไทยจัดการลองสเตย์ จำกัดได้จัดทำการท่องเที่ยวพำนักระยะยาว แบบเบ็ดเสร็จ โดยจัดให้มีการบริการนักท่องเที่ยวพำนักระยะยาว ที่เดินทางมาประเทศไทยผ่านระบบการสมัครสมาชิกของทางบริษัท และให้บริการจัดที่พักอาศัย การบริการเดินทาง ขนส่ง การบริการทางด้านการสุขภาพ การบริการนำเที่ยว และบริการข้อมูลการท่องเที่ยว รวมทั้งบริการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในระบบสมาชิก (บริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด, 2550: ระบบออนไลน์) (www.thailongstay.co.th) แต่มีปัญหาคือการทางบริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัดไม่ได้ทำเป็นตัวกลางในการจัดการท่องเที่ยวพำนักระยะยาวแต่ทำเป็นบริษัทเหมือนเอกชนอื่นแทน หรือเป็นผู้ประกอบเอง จึงทำให้การดูแลภาพรวมไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตามทางภาครัฐโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็ยังให้การสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวระยะยาวต่อไป เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของการท่องเที่ยวพำนักระยะยาวของจังหวัดเชียงใหม่ ควรจะจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการท่องเที่ยวพำนักระยะยาวระดับจังหวัดเพื่อเป็นผู้ประสานงานระหว่าง หน่วยงานภาครัฐทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงการต่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึง สถานพยาบาล โรงพยาบาลทุกแห่ง กับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นทั้งที่เป็นสมาชิกหรือไม่เป็นสมาชิกของชมรมต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงภาคเอกชนในจังหวัดเชียงใหม่ที่ให้บริการท่องเที่ยวพำนักระยะยาว หรือบริการการท่องเที่ยว กิจกรรมการท่องเที่ยวและที่พักให้แก่นักท่องเที่ยวพำนักระยะยาว นอกจากประสานงานแล้วจะต้องสามารถตัดสินใจให้ความช่วยเหลือแก่นักท่องเที่ยว หรือเป็นตัวแทนของภาครัฐในการเจรจาปัญหากับนักท่องเที่ยวเบื้องต้น ในขณะที่รอการช่วยเหลือจากภาครัฐ

            สิ่งสำคัญในการท่องเที่ยวพำนักระยาวของชาวญี่ปุ่นในจังหวัดเชียงใหม่คือ การสื่อสารระหว่าง ผู้ใช้บริการกับ ผู้ให้บริการที่ไม่สามารถเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของแต่ละฝ่าย รวมถึงความไว้วางใจในการให้บริการ แต่อย่างไรก็ตามยังพบจุดแข็งของการก่อเกิดการท่องเที่ยวพำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่ คือ การที่มีวัฒนธรรมที่ดีงาม การเคารพซึ่งกันและกัน ทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ ภูมิอากาศที่บริสุทธิ์ อาหารการกินดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ค่าครองชีพไม่แพง มีระบบการรักษาความปลอดภัยหรือการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเมื่อประสบปัญหา และมีมาตรฐานทางการแพทย์ที่สูง

            การสำรวจของหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับ CLL (Chiangmai long stay life club) ประจำเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2550 ได้ทำการสอบถามกับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่พำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่พบว่า

            1. ทางด้านข้อมูลทั่วไป นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่อาศัยพำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่อายุเฉลี่ยประมาณ 60 ปี โดยที่มีรายได้ต่อปีส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 1 – 4 ล้านเยน หรือ 3 แสนบาท – 1.2 ล้านบาท (100 เยนเท่ากับ 30 บาท) โดยที่มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 1 – 3 แสนเยน หรือ 3 - 9 หมื่นบาท

            2. ความสามารถในการสื่อสาร โดยที่นักท่องเที่ยวเหล่านี้มีความสามารถการใช้ภาษาอื่นนอกจากภาษาญี่ปุ่นเช่นภาษาอังกฤษ และภาษาไทยได้ในระดับที่สามารถพูด สนทนาและอ่านประโยคอย่างง่ายหรือประโยคที่ใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น ส่วนรูปประโยคที่ซับซ้อนหรือรูปประโยคที่ทางวิชาการหากต้องการความเข้าจะต้องมีการถอดรูปเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจหรือจะต้องมีการอธิบายเพิ่มเติม

            3. สถานที่พำนักการพำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่และการเดินทาง แต่ครั้งนี้ได้วางแผนในการพักอาศัย อย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ปี อยู่ราวร้อยละ 10 อาศัยอยู่ราว 1 – 3 ปี ร้อยละ 47 นอกนั้นวางแผนอาศัยอยู่มากว่า 3 ปี การเดินทางมาท่องเที่ยวพำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่ ได้เคยมาประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยว ร้อยละ 70 และมาสำรวจสถานที่พำนักระยะยาวร้อยละ 42 เมื่อมาพำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบันอาศัยอยู่กับคู่สมรสถึงร้อยละ 67 อาศัยคนเดียวร้อยละ 21 และอาศัยกับคนไทยร้อยละ 12 และร้อยละ 50 ได้รับวีซ่าพำนักระยะยาว (รหัส O-A)

            4. เหตุผลที่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่พำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่ สามารถแบ่งออกเป็น  6 ด้านคือ 1). ทางด้านภูมิศาสตร์ พบว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการเดินทางในประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ง่าย รวมทั้งสามารถเดินทางมาจากประเทศญี่ปุ่นได้ง่าย อีกทั้งจังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตและการท่องเที่ยว 2).ทางด้านเศรษฐกิจ พบว่าค่าครองชีพในจังหวัดเชียงใหม่ถูกกว่าการดำรงชีพในประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งสามารถแลกเปลี่ยนเงินตราได้สะดวก 3).ทางด้านสังคมและวัฒนธรรม พบว่า ผู้คนในจังหวัดเชียงใหม่ มีอัธยาศัยดีต่อชาวญี่ปุ่น มีบรรยากาศของเมืองที่ไม่เครียด ไม่วุ่นวาย รวมทั้งขนาดของเมืองเหมาะสมต่อการใช้ชีวิต อีกทั้งมีความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมทั้งนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นสามารถหาความเป็นส่วนตัวในการดำรงชีวิตได้มากกว่าในประเทศอื่น และสามารถเรียนรู้วัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่นได้ตามที่ต้องการ ซึ่งเหมือนกับการใช้ชีวิตในปะเทศของตน 4).ทางด้านการดำรงชีวิต พบว่านักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่พำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่ สามารถซื้อหาอาหาร เครื่องปรุงอาหารญี่ปุ่นและอาหารไทยได้ง่าย พร้อมทั้งสามารถทำงานอดิเรก หรือทำงานอาสาสมัครในเชียงใหม่ได้ง่าย  5).ทางด้านการท่องเที่ยว พบว่านักท่องเที่ยวให้เหตุผลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวคือ การใช้บริการสนามกอล์ฟ รวมทั้งเดินทางท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวได้หลากหลายและสะดวกสบาย 6).ทางด้านอื่นๆ พบว่าการยื่นขอวีซ่าเข้าประเทศมีความสะดวกสบายและได้ง่าย พร้อมทั้งสถานที่พักมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายในใช้ชีวิต และมีสังคม ชุมชนชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่จำนวนหนึ่ง

            5.ส่วนการบริการด้านต่างๆ พบว่า การใช้บริการกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพบปัญหาทางด้านการให้คำอธิบายของเจ้าหน้าที่รวมถึงขั้นตอนการใช้บริการร้อยละ 50 แต่การสื่อสารกับเจ้าหน้าและการไม่เข้าใจทางด้านเอกสารพบปัญหาเพียงร้อยละ 31 เท่านั้น

            6. สถานที่พำนักการพำนักระยะยาวของนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ คอนโดมีเนียม ร้อยละ 39 อพาร์ตเม้นต์อาศัยร้อยละ 22  ส่วนบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ อาศัยร้อยละ 39 โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่อาศัยในเขตอำเภอเมือง ถึงร้อยละ 66 อำเภอสันทรายและอำเภอหางดงอาศัยอำเภอละ 4.5

            6.1.คอนโดมิเนียมที่ชาวญี่ปุ่นเลือกอาศัยมีเนื้อที่โดยประมาณ คือ 80-200 ตารางเมตร โดยคิดเป็นร้อยละ 26 นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของร้อยละ 46 ราคาที่ซื้อคอนโดมิเนียมโดยเฉลี่ย ประมาณ 1.93 ล้านบาท กรณีเช่าที่พัก ราคาค่าเช่าที่พักโดยเฉลี่ย คือ 8,900 บาท โดยการเลือกสถานที่พำนักจะคำนึงถึง ซุปเปอร์มาร์เกต ร้อยละ 40.5 ตามด้วยใกล้โรงพยาบาลร้อยละ 38 สถานที่ออกกำลังกายร้อยละ 13 ในสถานที่พำนักมีความเหมาะสม แต่มีปัญหาบางอย่างเช่น เฟอร์นิเจอร์เก่า สกปรก มีความชำรุด ส่วนห้องครัวและห้องน้ำ สกปรก แคบ น้ำรั่วหรือบางครั้งน้ำไม่ไหล ส่วนระบบไฟฟ้าจำนวนเต้าเสียบมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการ รวมไม่มีระบบอินเตอร์เน็ทความเร็วสูง (ADSL) และระบบโทรทัศน์ไม่มีช่องสัญญาณ NHK

            6.2.อพาร์ตเม้นต์ที่ชาวญี่ปุ่นเลือกอาศัยมีเนื้อที่โดยประมาณ คือ 80 ตารางเมตร โดยคิดเป็นร้อยละ 53 โดยมีอัตราค่าเช่าเฉลี่ย คือ 12,000 บาท โดยการเลือกสถานที่พำนักจะคำนึงถึง ซุปเปอร์มาร์เกต ร้อยละ 36 ตามด้วยใกล้โรงพยาบาลร้อยละ 32 สถานที่ออกกำลังกายร้อยละ 24 ในสถานที่พำนักมีความเหมาะสม แต่มีปัญหาบางอย่างเช่น จำนวนเฟอร์นิเจอร์น้อย ส่วนห้องครัวและห้องน้ำ มีขนาดเล็ก ระบบระบายอากาศไม่ดี ส่วนระบบไฟฟ้ามีแสงสว่างไม่เพียงพอต่อต้องการ รวมไม่มีระบบอินเตอร์เน็ทความเร็วสูง (ADSL) และระบบโทรทัศน์ไม่มีช่องสัญญาณ NHK

            6.3 บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ที่ชาวญี่ปุ่นเลือกอาศัยมีเนื้อที่โดยประมาณ คือ 120 - 320 ตารางเมตร โดยคิดเป็นร้อยละ 50 นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของร้อยละ 50 ราคาที่ซื้อบ้านโดยเฉลี่ย ประมาณ 1. 33 ล้านบาท กรณีเช่าที่พัก ราคาค่าเช่าที่พักโดยเฉลี่ย คือ 13,000 บาท โดยการเลือกสถานที่พำนักจะคำนึงถึง โรงพยาบาลร้อยละ 40 ตามด้วยใกล้ซุปเปอร์มาร์เกต ร้อยละ 33.3 ในสถานที่พำนักมีความเหมาะสม แต่มีปัญหาบางอย่างเช่น ส่วนระบบไฟฟ้าจำนวนเต้าเสียบมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการ และระบบโทรทัศน์ไม่มีช่องสัญญาณ NHK

            7. การดำรงชีวิตของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับอาหาร

            7.1.อาหารเช้า พบว่านักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นจะประกอบอาหารเองมากถึงร้อยละ 81 โดยอาหารที่นิยมทำเป็นอาหารญี่ปุ่นถึงร้อยละ 54 ตามด้วยอาหารฝรั่งร้อยละ 42 ในการประกอบอาหารแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 42 บาทต่อมื้อ แต่ในการเลือกซื้ออาหารเช้าจะนิยมเลือกรับประทานอาหารญี่ปุ่น ถึงร้อยละ 64.8 ตามด้วยอาหารฝรั่งร้อยละ 25.9 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายโดยประมาณต่อมื้อ 57 บาท

            7.2อาหารมื้อกลางวัน นิยมออกรับประทานอาหารนอกบ้านมากกว่าที่จะทำอาหารเองถึงร้อยละ 50.7 โดยที่จะรับประทานอาหารญี่ปุ่นถึงร้อยละ 56 ตามด้วยรับประทานอาหารไทยร้อยด้วย 36 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อครั้งประมาณ 80 บาทต่อมื้อ ส่วนการทำอาหารรับประทานเองจะนิยมทำอาหารญี่ปุ่น ถึงร้อยละ 73 และมีค่าใช้จ่ายในการประกอบอาหารประมาณ 57 บาท

            7.3.อาหารมื้อเย็น พบว่า จะนิยมทำอาหารเองถึงร้อยละ 59 โดยนิยมทำอาหารญี่ปุ่นถึงร้อยละ 94 และมีค่าใช้จ่ายอาหารต่อมื้ออยู่ที่ 130 บาท แต่หากออกรับประทานอาหารนอกบ้านจะนิยมทานอาหารญี่ปุ่นร้อยละ 72.5 โดยมีค่าใช้จ่ายอาหารต่อมื้ออยู่ที่ 180 บาท

            8.ในด้านสิ่งความอำนวยความสะดวกของจังหวัดเชียงใหม่พบว่า สภาพของถนนควรปรับปรุงถึงร้อยละ 53 รถประจำทางควรปรับปรุงร้อยละ 67  ส่วนทางด้านแสงสว่างในตัวเมืองมีแสงสว่างเพียงพอต่อการเดินทางในกลางคืน แต่ในเรื่องสิ่งแวดล้อมของในจังหวัดเชียงใหม่พบว่า ปัญหาทางมลภาวะทางน้ำ(น้ำเสีย) เสียงดังเกินระดับการฟัง รวมทั้งยังพบมีปัญหาทางด้านขยะและกลิ่น จำนวนมาก ส่วนปัญหาหมอกควันก็ยังเป็นปัญหาที่ชาวญี่ปุ่นคิดว่าอยู่ในระดับรุนแรง แต่ยังมีเรื่องความปลอดภัยในจังหวัดเชียงใหม่ ถึงว่าเป็นสิ่งที่ดีแทบจะไม่พบปัญหาใดๆ เกี่ยวกับทางด้านอาชญากรรม

            9. ทางด้านการท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นนิยมเดินทางไปท่องเที่ยว ทางธรรมชาติมากถึงร้อยละ 58.4 รองมาด้วยการท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ร้อยละ 27 ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่นิยมท่องเที่ยว คือเส้นทางของดอยอินทนนท์ ตามด้วยเส้นทางของแม่ริม และเส้นทางดอยสุเทพ-ปุย โดยมีค่าใช้จ่ายต่อครั้งคิดเป็นเงินประมาณ 6,000 บาท สำหรับสถานท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์จะนิยมท่องเที่ยวในเขตอำเภอเมือง โดยมีค่าใช้จ่ายต่อครั้งคิดเป็นเงินประมาณ 6,200 บาท และสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านกิจกรรม-กีฬา นิยมทำกิจกรรมการตีกอล์ฟ และนั่งช้าง โดยมีค่าใช้จ่ายต่อครั้งคิดเป็นเงินประมาณ 2,400 บาท ในการเลือกสถานที่พักระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวจะนิยมเลือกพักตามโรงแรม เนื่องจากมีความปลอดภัย และอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งเดินทางได้สะดวก

            10 ภาพรวมของการท่องเที่ยวพบว่า นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่พำนักระยะยาวมีความประทับใจในแหล่งท่องเที่ยวปานกลาง ร้อยละ 47.5 ความประทับใจในกิจกรรมการท่องเที่ยว ร้อยละ 52.7 ความพึงพอใจในค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ร้อยละ 44 ส่วนความคุ้มค่าต่อค่าใช่จ่ายในสถานที่พัก ร้อยละ48

            จากการสัมมนาเชิงวิชาการโดยมีข้อเสนอและข้อสังเกตของคณะบุคคลต่างๆ ของกลุ่มทีนำเสนอ โอกาสของการเที่ยวพำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ นายกองเอก วิลาศ รุจิวัฒนพงศ์ (รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่) ศาสตราจารย์นายแพทย์ณรงค์ นิ่มสกุล(ประธานชมรมมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น) นายแพทย์ธานินทร์ สนธิรักษ์ (นายแพทย์สาธารณสุขระดับ 9 กระทรวงสาธารณสุข) ดร.ณพศิษฐ์ จักรพิทักษ์ (ผู้อำนวยการวิทยาลัยสื่อ ศิลปะ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) และ Mr.Shigetoshi Nakanishi (ประธานชมรม Longstay Life club (Chiangmai)

            ทางจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีแผนยุทธศาสตร์ทางการท่องเที่ยว ทั่วไปแต่ยังไม่แผนยุทธศาสตร์ชัดเจนมากนักแต่ได้มีการวางแผนเพื่อให้นักท่องเที่ยวที่พำนักระยะยาวพำนักระยะยาวในจังหวัดอยู่อย่างมีความสุข และปลอดภัย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น ถึงแม้จะมีปัญหาทางด้านการสื่อสารระหว่างภาครัฐและนักท่องเที่ยว ส่วนปัญหาทางด้านระบบสาธารณูปโภค ในปัจจุบันทางจังหวัดเชียงใหม่อยู่ในช่วงปรับปรุงและพัฒนาภูมิทัศน์เพื่อให้เหมาะสมต่อการเป็นเมืองน่าอยู่สำหรับประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่และนักท่องเที่ยว แต่ในความเห็นของนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่ผ่านการสำรวจของหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่รวมกับ CLL. ให้ความเห็นเพิ่มเติมในปัญหาที่ฝากทางภาครัฐนำไปแก้ไข หรือป้องกัน คือ 1). ปัญหาที่เจ้าหน้าที่ของทางภาครัฐไม่สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นหรือเอกสารราชการไม่เป็นภาษาญี่ปุ่น 2).ทางเท้าที่ใช้ในการเดินในปัจจุบันไม่สามารถเดินได้เนื่องจากมีการซ่อมบำรุงหรือมีผู้คนนำสินค้ามาวางขาย 3).การควบคุมมลพิษ โดยเฉพาะอากาศเสีย และ4.) สถานที่ซื้อวัตถุดิบในการทำอาหารของคนญี่ปุ่นมีน้อยหรือไม่มีป้ายบอกราคาที่ชัดเจน

            ส่วนทางการบริการสาธารณสุข ทางจังหวัดเชียงใหม่เองควร มีสถานที่พักเหมาะสมแต่ละกลุ่มแต่ละอายุ ความสะดวกสบาย สะอาดในสถานที่พัก สื่อสาร ความพร้อมทางการแพทย์ พยาบาล สิ่งแวดล้อมทั้งระบบ และมีเครือข่ายในการรักษาพยาบาล ที่สามารถติดต่อระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น หรือ จังหวัดเชียงใหม่ กับ จังหวัดกรุงเทพมหานครได้ โดยผ่านระบบ Video Conference (VoIP) นอกจากนั้นการบริการทางด้านสุขภาพ โดยเฉพาะทางการนวดไทย และSPA จะช่วยให้นักท่องเที่ยวผ่อนคลายในระหว่างพักผ่อนในประเทศไทย โดยถือเป็นป้องกันทางด้านสุขภาพของนักท่องเที่ยว

            การบริหารการท่องเที่ยว และการตลาดการท่องเที่ยวพำนักระยะยาว ควรจะต้องพิจารณาการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งที่พักของนักท่องเที่ยวควรจะมีระบบสารสนเทศ เช่นระบบ Internet Tele-Conference เพิ่ม และพัฒนาการบุคลากรทางการท่องเที่ยวเพื่อตอบสนองความต้องการในอนาคต

            ส่วนการประชุมกลุ่มย่อยกลุ่มที่ 1 ของหน่วยงานภาครัฐ ในการบริการการท่องเที่ยวพำนักระยะยาว โดยคุณจุณพงษ์ สาระนาค (ผู้อำนวยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยภาคเหนือเขต 1) พ.ต. หญิง ธาราทิพย์ จำรัส (สำนักงานด่านตรวจคนเข้าเมือง) คุณภาคภูมิ ธาวงศ์ (วิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับ8 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่) และ Mr.Noritoshi Urano (ประธานบริษัทหนังสือชื่อ noise) ได้สรุปได้ว่า

            1. นโยบายของการท่องเที่ยวพำนักระยะยาวของการท่องเที่ยวประเทศไทยได้ยังทำอย่างต่อเนื่องโดยจัดทำโดยสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ย่านกินซ่า

            2. ผู้ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวพำนักระยะยาวจะเป็นกลุ่มแม่บ้าน รวมทั้งการขอ Visa Longstay ทำได้ง่ายกว่าประเทศอื่น ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(สำนักงานที่ประเทศญี่ปุ่นควรทำการตลาดร่วมกับภาคเอกชนในจังหวัดเชียงใหม่)

            3. ชาวญี่ปุ่นชอบทำอาหารรับประทานอาหารเอง ควรมีแหล่งซื้อวัตถุดิบในการประกอบอาหารในบริเวณที่พัก

            4. ชาวญี่ปุ่นชอบอยู่กับชาวไทยมากกว่าอยู่รวมกลุ่มกันเอง จึงมีความเห็นไม่ควรสร้างหมู่บ้านคนญี่ปุ่น ในเชียงใหม่ ห้องพัก ควรมีระบบแสงสว่างมากกว่า รวมเต้าเสียบ อีกทั้งห้องน้ำอยากมีอ่างอาบน้ำ

            5. กิจกรรม ชาวญี่ปุ่น ไม่ชอบอยู่เฉย แต่ชอบทำงานอาสาสมัครเช่น สอนภาษา จัดดอกไม้ รวมทั้งชอบเรียนรู้วัฒนธรรมไทย ส่วนกีฬา ชอบเล่น โบว์ลิ่ง หรือ Fitness ที่ได้รับรองมาตรฐาน

            6. จากการศึกษาพฤติกรรม พบว่าชาวญี่ปุ่นชอบความปลอดภัย สุขภาพ Nursing home พร้อมทั้ง ระบบสารสนเทศ จะควรมี call center ภาษาญี่ปุ่น ที่สามารถช่วยเหลือได้ทุกเรื่อง

            7. การตลาดการท่องเที่ยว ควรเน้นวัฒนธรรม มากกว่าแหล่งท่องเที่ยว (Living style culture than attraction) การทำแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม Cross culture ระหว่างแม่บ้านทั้งสองฝ่าย และwebsite ภาษาญี่ปุ่น ที่เปรียบเสมือน นิตยสารที่ทุกคนสามารเข้าอ่านและสอบถามได้ตลอดเวลา และ fan trip กับสื่อมวลชน พร้อมทั้งทำ workshop กับบริษัทใหญ่เช่น Sony Nikon เพื่อเมื่อพักงานเกษียณอายุแล้วจะเดินทางมาพำนักในเมืองไทย

            8. พบปัญหาเกี่ยวกับ การสื่อสาร เนื่อง จากเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นอีกทั้ง ชาวญี่ปุ่นก็ไม่เข้าใจภาษาไทย และอังกฤษ แต่อย่างไรก็ตามชาวญี่ปุ่นที่มีคู่ชาวไทยก็ให้คู่ชาวไทย แปลให้อีกที แต่ปัจจุบัน ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงใหม่ มีนโยบายมีล่ามภาษาญี่ปุ่นชาวไทย ทุกสำนักงาน ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยใช้อาสาสมัครมาช่วยก่อนจะมีอัตรารองรับ ในปัจจุบันที่ชาวญี่ปุ่นที่มาต่อวีซ่า OA ประมาณวันละ 10 คน มากกว่าเมื่อก่อน 3 เท่าตัว และให้สิทธิพิเศษมากกว่าวีซ่าประเทศอื่น ที่มีการควบคุมโดยเฉพาะนักธุรกิจ โดยจะเข้ามาเมืองไทยเป็น non o ก่อนแล้วค่อยเปลี่ยน วีซ่าที่หลังในด่านตรวจตนเข้าเมืองเชียงใหม่ โดยเอกสารประกอบการพิจารณาเป็นเอกสารฉบับจริงเท่านั้น โดยเงินบำนาญจะต้องได้รับการรับรองการเงิน จากการกงสุลญี่ปุ่นและธนาคาร 65000 บาทต่อเดือน หรือ เงินฝาก 800000 บาท หรือรวมกันได้ บัญชีเงินฝาก ต่อบุคคล ส่วนคู่สมรสต้องจดทะเบียนตากกฎหมาย ซึ่งอายุไม่จำเป็นถึง 50 ปีก็ได้ รับรองจากสถานทูต หรือกงสุลญี่ปุ่นก็ได้ ถ้านำบุตรมาด้วยบุตรต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปี บริบูรณ์ ในการต่อวีซ่าจะมีช่องพิเศษ ใช้เวลาในการต่อวีซ่าประมาณ 30 นาที

            9. ให้ความเห็นว่า การทำศูนย์กลางการแพทย์ของเอเชีย มีโรงพยาบาลในภาครัฐ 23 แห่งกระจายอยู่ทุกอำเภอ สถานีอนามัย 260 กระจายอยู่ทุกตำบล มีโรงเรียนแพทย์ 1 แห่ง โรงพยาบาลเกี่ยวกับระบบประสาทอีก 2 แห่ง โรงพยาบาลทุกแห่งการผ่านการประกันคุณภาพ และสามารถได้รับส่งผู้ป่วย(ส่งต่อ) โดยรถพยาบาลจะมารับส่งไม่เกิน 10 นาที โดยทาง รพ. จะมีหน่วยงานใหม่ที่จะให้บริการทางการแพทย์กับภาคเอกชน โดยให้บริการทางพยาบาล ทันตกรรม spa นวดแผนไทย และสมุนไทย เพื่อตอบสนองกับความต้องการของนักท่องเที่ยว โดยกำหนดมาตรฐาน เช่น อัตตลักษณ์ล้านนาสปา

            10. การรับประทานอาหาร ทางภาครัฐส่งเสริมการปลูกพืชด้วยเกษตรอินทรีย์ อีกทั้งทางเนื้อสัตว์ ปลาจะเป็นลักษณะ ชีวอนามัย และสุ่มตรวจสารตกค้าง (สารเคมี) กับตลาดสดทุกแห่ง ส่วนร้านอาหารที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความสะอาดจะมีป้ายของสาธารณสุข

            11. ภาษาในการติดต่อสื่อสาร ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เร็ว แต่ควรหาวิธีการในการจัดการเรื่องนี้ เช่นการใช้อาสาสมัครชาวญี่ปุ่น หรือ แบบฟอร์มมีภาษาญี่ปุ่นกำกับ รวมทั้งมีบอร์ดที่มีคำอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่น หรือให้คนเก่าแนะนำคนใหม่ที่พำนักระยะยาว

            12. ปัญหาทางด้านอาชญากรรม ควรมีการระมัดระวังภัยด้วย รวมทั้งปัญหาทางด้าน ความจำ(อัลไซเมอร์) ของคนญี่ปุ่นเอง เพราะมาตอนแก่แล้วและมาคนเดียว ไม่มีเพื่อนคุยอยู่จนเหงา และเกิดปัญหาได้ แต่ใช้ชีวิตประจำวันสามารถดำรงชีวิตได้อย่างไม่มีปัญหา

            13. ควรจัดให้มีชุมชนของชาวญี่ปุ่นเพื่อดูแลทางด้านสุขภาพ และการมาท่องเที่ยวพำนักระยะยาวไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้ ควรจัดการกันเอง หรือ ระมัดระวังตัว และของให้การพำนักระยะยาวในเชียงใหม่ มีความสนุกสนาน มีความสุข และขอให้หน่วยงานต่างๆ ช่วยเชื่อมการพบปะระหว่างกลุ่มชาวญี่ปุ่นกับชาวไทย

            14. ปัญหาอีกด้านคือโครงสร้างของสิ่งอำนวยความสะดวก ของภาครัฐยังไม่ดีพอ ควรมีการประชุมสัมมนาในเรื่องดีเพิ่มเติม เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

            15. เรื่องการเดินทาง ยังมีปัญหาของขั้นตอน ควรจะศึกษาวิธีการก่อนการเดินทาง หรือมีการวางแผนให้ครบถ้วนก่อน หรือ ปรึกษากับทางการท่องเที่ยว ก่อนการเดินทางเพื่อตรวจสอบข้อมูลที่ Up to date

            16. ปัญหาเรื่องน้ำในคูเมือง ขณะเล่นน้ำสงกรานต์ เป็นหน้าที่ของเทศบาล

            17. ปัญหาเรื่อง การก่อสร้างในเขตตัวเชียงใหม่ ไม่น่าได้รับความปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องแผ่นดินไหว เป็นหน้าทีของเทศบาล

            18. ปัญหาเรื่องรถยนต์มากไม่ค่อยมีคนเดินเท่าไร ทำให้เกิดมลภาวะ ส่วนป้ายสัญญาจารจร ได้เฉพาะคนพอการใช้รถเข็น ปัญหาทางเทศบาลปัญหาเรื่อง เสียงดัง สกปรก จากร้านอาหาร ผับ บาร์ จะมีการควบคุมเรื่องเสียง Zoning ของสถานบันเทิง แต่อย่างไรก็ตาม ชาวญี่ปุ่นควรศึกษาและเลือกสถานที่พำนักก่อนตัดสินใจซื้อ และปัญหาอื่นๆ ควรเขียนเรื่องร้องเรียนผ่านกงสุลญี่ปุ่นประจำเชียงใหม่ เพื่อประสานงานในการแก้ไขปัญหา

            ส่วนการประชุมกลุ่มย่อยกลุ่มที่ 2 ของหน่วยงานการพยาบาล และการบริการสุขภาพ โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง กรรณิการ์ พรพัฒน์กุล


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
kikuno วันที่ : 26/06/2008 เวลา : 10.42 น.
http://www.oknation.net/blog/konbini

ขอบคุณค่ะ น่ารู้มาก
ความคิดเห็นที่ 2
ไกด์พงษ์ วันที่ : 12/09/2007 เวลา : 03.43 น.
http://www.oknation.net/blog/guidepong


ถ้าชอบเที่ยวมาคุยกับเราได้นะ
ความคิดเห็นที่ 1
Dogstar วันที่ : 09/09/2007 เวลา : 10.36 น.
http://www.oknation.net/blog/dogstar

การท่องเที่ยวต้องควบคุ่ไปกับการอนูรักษ์
เชิญอ่านบล็ิกของdogstar ค่ะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30