วันอาทิตย์ ที่ 3 มิถุนายน 2550
ดูพม่า
แล้วย้อนมาดูประเทศไทย
Posted by
YPD
,
ผู้อ่าน : 292
, 23:18:02 น.
พิมพ์หน้านี้
ดูพม่า
แล้วย้อนมาดูประเทศไทย โดย : วรภัทร วีรพัฒนคุปต์ |
จากการที่ผมได้มีโอกาสเข้ามาทำงานด้านสิทธิมนุษยชน และได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและสันติภาพในพม่า โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผมได้เป็นตัวแทน ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD.) ร่วมชุมนุมครบรอบ 11 ปีการกักบริเวณ นางอองซาน ซูจี และครบรอบ 4 ปีเหตุการณ์ที่ Depayin มันทำให้ผมได้เห็นมุมมองอะไรหลายอย่างๆ ผมจึงคิดว่าเราน่าดูพม่าเป็นตัวอย่างของการที่คนในประเทศนั้นมีความคิดด้านประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า แม้ประเทศจะยากจนกว่าเรา ผู้คนได้รับการศึกษาน้อยกว่าประเทศเรามากทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ แต่ประชาชนประเทศนี้ กลับตระหนักและหวงแหนในสิทธิเสรีภาพของตนมากกว่าคนไทยเสียอีกโดยไม่ต้องรอให้สถาบันการศึกษามาสอนแบบสั่วๆ (ใครที่ชอบอ้างเรื่องชนชั้นรากหญ้าการศึกษาน้อย ถูกชักจูงง่าย โปรดมาอ่านด้วย)
พม่ากับการต่อสู้ที่ยังไม่เห็นชัยชนะ
ประเทศพม่าที่เรามักเห็นเป็นอริราชศัตรูจากการปลูกฝังในตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ กับในภาพยนตร์ที่อลังงานการสร้างร้อยล้าน ทำให้เราหารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้ว พม่าก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากนครรัฐอื่นๆ รวมถึงกรุงศรีอยุธยา (ก่อนที่จะมาเป็นรัฐสยามประเทศ) ที่มีการศึกสงคราม มีการค้าขายเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับต่างแดน ไม่ได้บ้าเลือดหิวกระหายสงครามอย่างที่หนังหลายๆ เรื่องพยายามนำเสนอ แม้แต่กับกรุงศรีอยุธยาเอง ก็ยังเคยมีความสัมพันธ์ในเชิงการค้ากับพม่าเหมือนกัน เมื่อขัดแย้งก็ทำสงครามกัน แค่นั้นเอง และแม้แต่กรุงศรีอยุธยาเอง ก็ยังทำสงครามตีลาว ตีเขมรอยู่ประจำในยุคนั้น แม้แต่ในตำราเรียนประวัติศาสตร์ชั้นประถมยังต้องเขียนไว้เลย เพียงแต่เราไม่รู้สึกอะไรเพราะภาพของประเทศเราถูกทำให้ดูดีมาตลอด (และถ้าเอาจริงๆแล้ว ตอนนั้นเราต้องถือว่าเรายังไม่มีประเทศไทยด้วย เพราะเราเริ่มเป็นรัฐชาติในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)
แล้วใครจะนึกบ้างว่า ความเป็นมาของพม่าก็มีประวัติศาสตร์ชอกช้ำไม่แพ้กัน จากระบบนครรัฐที่ปกครองแบบเจ้าขุนมูลนายกับไพร่ทาส ชีวิตของไพร่ทาสเป็นของเจ้าแผ่นดิน ท่านสั่งให้ไปตาย ไพร่ทาสชาวแปรชาวหงสาวดีอะไรทั้งหลายแหล่ก็ต้องไป สงครามมาจากความกระหายอำนาจของเจ้าผู้ครองนคร แต่ก็นำความทุกข์ยากมาแก่บรรดาไพร่ที่ต้องไปเป็น "ทหารเลว" อยู่ทัพหน้า(ตายก่อนทหารหลวง)
แล้วสุดท้าย พม่าก็มาถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้ไม่ได้ทำสงครามกับใครไปอีกนาน เมื่ออังกฤษเข้ายึดพม่าเป็นเมืองขึ้น (ตรงกับช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์) พม่าจึงตกที่นั่งลำบากมานานหลายสิบปี จนการต่อสู้เรียกร้องอิสรภาพประสบความสำเร็จ ได้ประกาศตัวเป็นเอกราชในนาม "สหภาพพม่า" เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2491 โดยมี อูนุ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
แม้ประเทศจะเป็นเอกราช แต่ประชาชนกลับไม่ได้เป็นเอกราชเมื่อในปี2502 นายพลเนวินนำคณะทหารทำการปฏิวัติยึดอำนาจจากอูนุ ภายใต้นามพรรคโครงการสังคมนิยมพม่า (BSPP) หรือที่เรียกว่า "ระบอบเนวิน" (อันนี้เป็นระบอบได้จริงๆ ไม่เหมือนกับระบอบทักษิณที่พวกเราคิดไปเองว่ามันมีจริง) ในยุคนี้พม่าตกต่ำอย่างที่สุดทั้งทางเศรษฐกิจสังคม ในขณะที่ตัวของนายพลเนวินได้ชื่อว่าเป็นมหาเศรษฐีคนหนึ่งของโลก ด้วยทรัพย์สินที่ถ่ายเทมาจากประเทศพม่าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นประเทศร่ำรวยที่สุดในเอเชียอาคเนย์
การบริหารประเทศแบบเผด็จการ ที่สูบเลือดสูบเนื้อประชาชน ไม่นำพาต่อปัญหาปากท้องของประชาชน นำไปสู่การลุกฮือขึ้นต่อต้านอย่างต่อเนื่อง มีการปราบปรามอย่างรุนแรง มีประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากมาโดยตลอด แต่นั่นกลับไม่ได้ทำให้การต่อสู้ของประชาชนอ่อนพลังลง แต่กลับยิ่งเพิ่มความโกรธแค้นมากขึ้น ขบวนการนักศึกษา ขบวนการแรงงาน ไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์ ล้วนแต่มีบทบาทในการต่อสู้เผด็จการเนวินทั้งสิ้น จนเนวินต้องประกาศลาออกในเดือนกรกฎาคมปี 2531 แต่การลาออกครั้งนี้กลับนำประเทศพม่าไปสู่ประวัติศาสตร์ที่ปวดร้าวยิ่งกว่า
การขึ้นมาเป็นประธานพรรคโครงการสังคมนิยมแห่งพม่าของ เส่ง ลวิน ได้นำประเทศไปสู่ความโหดร้ายหนักกว่าเดิม เพราะ เส่ง ลวิน เป็นคนที่ประชาชนไม่ยอมรับเนื่องจากเป็นผู้ออกคำสั่งยิงนักศึกษาในปี 2505 สั่งยิงอาคารสหภาพนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยร่างกุ้ง อันเป็นสถานที่สำคัญของขบวนการกู้ชาติพม่า เรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ และเส่ง ลวิน ยังใจคออำมหิตขนาดที่สั่งบุกมหาวิทยาลัยร่างกุ้งในปี 2517 ระหว่างที่มีการเตรียมการจัดงานศพของ อูถั่น (อดีตเลขาธิการสหประชาชาติคนแรกที่เป็นชาวอเชีย)
และความโหดเหี้ยมของเส่ง ลวิน ก็ได้ทำให้เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในวันที่ 8 สิงหาคม 2531 หรือที่เรียกว่า เหตุการณ์ 8888 (วันที่8 เดือน8 คศ.1988) ที่มีการสังหารโหดอย่างต่อเนื่องถึง 4 วัน มีคนตายร่วมหมื่นคน
หลังจากนั้นพม่าได้มีผู้นำอย่าง หม่อง หม่อง ที่มีท่าทีประนีประนอมขึ้น พร้อมกับการเดินทางกลับมาของนางอองซาน ซูจี บุตรสาวของอูนุที่ประชาชนพม่าให้ความเคารพรักในฐานะผู้นำในการกู้ชาติพม่า แต่เมื่อ พลเอกซอว์ หม่อง เข้ายึดอำนาจอีกครั้ง การละเมิดวิถีทางประชาธิปไตยอันเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าก็ได้เกิดขึ้นอีกเมื่อ มิงโกนาย ผู้นำนักศึกษาคนสำคัญถูกจับ พร้อมกับการกัดบริเวณนางอองซาน ซูจี ที่อยู่ในฐานะ เลขาธิการพรรคแนวร่วมแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) จนเมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้น พรรคเอ็นแอลดี เป็นฝ่ายชนะ แต่รัฐบาลทหารก็ยังไม่ยอมคืนอำนาจให้ผู้ชนะ
จนถึงยุคของ นายพลตาน ฉ่วย มีการเปลี่ยนชื่อประเทศพม่าเป็นเมียนมาร์ มีความพยายามผลักดันนโยบายเปิดประเทศ พยายามเข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาคมอาเซียน รวมถึงการอนุญาตให้ผู้แทนจากคณะกรรมการกาชาดสากลและ องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เข้าพม่า แต่ปัญหาความรุนแรงกับชนกลุ่มน้อยที่มีมาช้านาน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่รัฐบาลทหารพม่าทุกยุคระแวงว่าจะเป็นกลุ่มที่ให้การสนับสนุนขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย การปราบปรามด้วยความรุนแรงจึงยังเกิดขึ้นไม่รู้จบด้วยยุทธวิธีตัด 4 คือ 1. อาหาร 2. ทุน 3. การข่าว 4. กำลังพล และยังมีการเข่นฆ่าอย่างเหี้ยมโหด การข่มขืนเพื่อข่มขู่ ปราบปราม ทำลายล้างกลุ่มชาติพันธุ์อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน (ชาวพม่าที่หนีมาเป็นแรงงานเถื่อนในไทย จึงไม่ใช่แค่การหนีเพื่อหวังหาชีวิตที่ดีกว่า แต่มันคือการหนีเพื่อเอาชีวิตปัจจุบันของตนให้พ้นจากเงื้อมมือปีศาจด้วย)
ต่อมาในสมัยของพลเอกขิ่น ยุ่นต์ ดูจะเป็นยุคที่พม่าเริ่มมองเห็นหนทางประชาธิปไตยได้มากที่สุด (เท่าที่จะมากได้แล้ว) ด้วยการเปิดการเจรจาแบบ face 'to 'face กับอองซาน ซูจี เป็นครั้งแรก (แม้ยังไม่นำไปสู่อะไรก็ตาม) และยังมีการฟื้นฟูการร่างรัฐธรรมนูญ การจัดทำแผน 7 ขั้นตอนเพื่อประชาธิปไตยและการปรองดองแห่งชาติ (Road Map to Democracy and National Reconciliation) ที่ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยได้มีส่วนร่วมด้วย แต่สุดท้ายขิ่น ยุ่นต์ ก็ต้องถูกยึดอำนาจในข้อหาคอรัปชั่น
และในขณะที่อองซาน ซูจี ถูกกักบริเวณมาถึง 11 ปีในปีนี้แล้ว ทางนายพลโส วิน นายกรัฐมนตรีพม่าคนปัจจุบันยังประกาศว่าจะกักตัวอองซาน ซูจี ต่อไปอีก 1 ปี
ที่เล่ามายืดยาวจะเห็นได้ว่าประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของพม่าเป็นอะไรที่ขมขื่นมาก ประชาชนพม่าแทบไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสรสชาติความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเลย ในขณะที่คนไทยยังเคยมีโอกาสมาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา แต่เราก็ไม่ช่วยกันดูแลรักษาให้ดี
ด้วยเหตุนี้การต่อสู้ของพม่าจึงยังไม่หยุดนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าป่าซ่องสุมกองกำลังติดอาวุธตามแนวชายแดน รวมถึงการมาต่อสู้เคลื่อนไหวในประเทศไทยของกลุ่มขบวนการนักศึกษาพม่าร่วมกับกลุ่มนักกิจกรรม และองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆในประเทศไทย
คงเพราะความขมขื่นนี้แหละมั้ง ที่ทำให้คนพม่ารักและกระหายที่จะได้อำนาจอธิปไตยอย่างมาก คนพม่าคิดว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันคือปากท้อง คือสิทธิเสรีภาพ คือชีวิตที่ดีกว่าของพวกเขาที่แม้ยากลำบากแค่ไหน ก็ต้องอดทนต่อสู้เพื่อให้ได้มันมา
ขณะที่คนไทยเป็นชนชาติที่พอเพียง พอใจกับการเป็นเบี้ยล่างนักการเมืองและชนชั้นผู้มีบารมีทั้งหลาย...
***ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ "ไทยรักพม่า" ของคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า ที่ช่วยให้ผู้เขียนอ้างอิงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ได้ชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นมาก
|