พิมพ์หน้านี้
|
23 กรกฎาคม 2550 วรรษมน อุณอนันต์ ท่ามกลางความขัดแย้งในวงการองค์กรนักพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอไทย ได้ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามต่อการทำงานพัฒนาสังคมในปัจจุบัน อีกทั้งยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าผลงานที่ออกมานั้นไม่มีประสิทธิภาพ ยิ่งกับเอ็นจีโอรุ่นใหม่ด้วยแล้วยิ่งมีคำถามเกิดขึ้นกับตัวเองว่า ถ้าพ่อแม่ทะเลาะกัน เด็กจะไม่สามารถมาเล่นในสนามเดียวกันได้หรือ? เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงมีผู้ใหญ่ใจดีบางท่านร่วมกับนักพัฒนารุ่นใหม่หลายคนพยายามที่จะผสานความร่วมมือระหว่างคนทำงานด้านนี้เข้าด้วยกัน เพื่อการทำงานที่เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนผู้เดือดร้อน และพัฒนาความรู้ความสามารถในตัวเองของนักพัฒนาที่ได้ชื่อว่า "คนรุ่นใหม่" มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ร่วมกับสถาบันต้นกล้า 2 องค์กรสร้างสรรค์ที่ทำงานกับนักพัฒนารุ่นใหม่มายาวนาน พร้อม กับสร้างคนรุ่นใหม่ให้กับวงการนี้ด้วยความมุ่งมั่นเสมอมา ได้เล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และจัดทำ "โครงการสัมมนานักพัฒนาเอกชนรุ่นใหม่: กรุงเทพ" เมื่อวันที่ 16-18 ก.ค.ที่ผ่านมา ให้เราได้เข้าร่วมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ โดยมีแนวคิดจากการจัดงานสัมมนาเชื่อมสัมพันธ์ลักษณะนี้ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในภูมิภาคอื่นๆ อันส่งจะผลให้มีการเชื่อมประสานกันในหมู่เอ็นจีโอมากขึ้นในอนาคต ผู้เข้าสัมมนากว่า 30 คน ได้ไปร่วมพูดคุยและระดมความคิดกันถึงอนาคตในเส้นทางการทำงานเพื่อสังคมของตนว่าควรจะมีทิศทางไปอย่างไร ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่น กับต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวชอุ่มของสวนแสงอรุณ จ.ปราจีนบุรี ในเวลาสามวันสองคืนที่ได้อยู่ร่วมกัน โดยมีพี่อ้วน กิตติชัย งามชัยพิสิฐ, พี่เจี๊ยบ ชาญวิทย์ อร่ามฤทธ์ และพี่ดำ สมสิทธิ์ นิทธยุ ผู้ใหญ่ใจดีมาอยู่ให้คำแนะนำ รวมถึงสะท้อนมุมมองจากผู้ที่ผ่านประสบการณ์การทำงานมามาก แม้ว่าพี่พี่เจี๊ยบ ชาญวิทย์ จะต้องกลับก่อนด้วยติดภารกิจ ในเย็นวันแรก
การสัมมนาโดยรวมเป็นไปด้วยบรรยากาศสบายๆ ตามสไตล์เอ็นจีโอ บวกกับสภาพแวดล้อมงามๆ ของธรรมชาติเป็นตัวช่วยอย่างดีในการระดมความคิด ก่อนอื่น... พวกเราที่เรียกตัวเองว่า "นักกิจกรรมรุ่นใหม่" ต้องมาทำความเข้าใจกับประวัติศาสตร์สามสิบปีของวงการเอ็นจีโอเสียก่อน เพื่อจะให้เราสามารถเข้าใจรากฐานของปัญหาหรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ โดยมีพี่เจี๊ยบผู้อยู่ในวงการนี้มานาน เป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวเริ่มตั้งแต่สมัยที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเข้ามาปฏิบัติการ ช่วงปีพ.ศ. 2510 และมีอิทธิพลทางความคิดต่อนักศึกษายุคนั้นเป็นอย่างมาก ซึ่งผลพวงของแนวความคิดเหล่านี้ได้วิวัฒนาการกลายเป็นการทำงานช่วยเหลือสังคมของบุคคลคนเดียวหรือหลายคน ทว่าก็ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก กระทั่งในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2521-2530 มีการริเริ่มความคิดที่จะมีการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มต่างๆ จนกลายมาเป็นการตั้งองค์กรช่วยเหลือและพัฒนาสังคมในเวลาต่อมา อันอาจถือได้ว่าเป็นยุคเริ่มต้นของวงการเอ็นจีโอไทยก็เป็นได้ ทว่าการเกิดขึ้นของเอ็นจีโอไทยนั้นมีความหลากหลาย จึงทำให้ความขัดแย้งระหว่างคนทำงานด้านเดียวกันเกิดขึ้นได้ง่าย และเพราะความที่ไม่มีการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกัน จึงทำให้ปัญหาความขัดแย้งนั้นสะสมและมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ พี่อ้วนเสริมต่อว่า เอ็นจีโอแต่ละกลุ่มจะมองเห็นว่าประเด็นที่ตนเองทำนั้นสำคัญเสมอ และไม่มีการเชื่อมโยงประเด็นเข้าหากันทำให้ไม่มีจุดร่วม ซึ่งนี่เองที่เป็นปัญหาและทำให้ต้องมีการจัดงานสัมมนาขึ้น นอกจากนี้ปัญหาเรื่องของแหล่งทุน ก็ทำให้เกิดความไม่เข้าใจในหมู่คนทำงานพัฒนามากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน ต่อเรื่องนี้พี่เจี๊ยบได้ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า ปัจจุบันการทำงานของเอ็นจีโอมีลักษณะเป็น "อาชีพ" มากกว่าการทำงานเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมอย่างแท้จริง และการลงพื้นที่ไปพบปะชาวบ้าน ไปศึกษาปัญหา และเรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้านนั้นมีน้อย ทำให้ความเข้าใจในปัญหาและการได้รับผลกระทบจากปัญหานั้นไม่ลึกซึ้งเท่าที่ควร อีกทั้งหากยังสามารถเข้าถึงความต้องการพื้นฐานของชีวิตได้อย่างสุขสบาย โดยได้รับเงินเดือนอย่างสม่ำเสมอ และรากฐานของชีวิตไม่ถูกบีบเหมือนชาวบ้าน ไม่รู้สึกถึงความกดดันที่พวกเขาได้รับ ดังนั้นจจึงยังมีมุมมองที่ว่าปัญหาสามารถรอได้
ทั้งหมดนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้พวกเราเอ็นจีโอรุ่นใหม่ได้ตั้งคำถามที่ชวนให้กลับมานั่งคิด และพิจารณาถามตัวเองว่า การเข้ามาทำงานด้านนี้มีเหตุผลจากอะไร เพื่ออะไร แล้วสังคมใหม่ที่เราต้องการนั้นจะเป็นแบบไหน มีลักษณะอย่างไร เหล่านี้คือสิ่งที่พี่ๆ วิพากษ์ว่า นักกิจกรรมรุ่นใหม่ขาดการอธิบายและวิเคราะห์สังคม อันเป็นสิ่งที่จะนำไปสู่คำตอบของการมาทำงานในด้านพัฒนานี้เพื่ออะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งว่าสำหรับวงการเอ็นจีโอไทยนั้นถูกชุดความคิดในการอธิบายโลกแบบเดิมๆตั้งแต่ยี่สิบสามสิบปีก่อนครอบงำ ทำให้ภาพของสังคมใหม่นั้นดูจะพร่ามัวไม่ชัดเจน และไม่สามารถตอบคำถามกับกระแสสังคมยุคโลกาภิวัฒน์ได้ ดังเช่นการตกอยู่ภายใต้วังวนกระแสทุนนิยม ที่พวกเรายากจะปฏิเสธมัน จากการอธิบายโลกของพวกเราไม่ชัดเจนจึงทำให้นำมาสู่อีกปัญหา คือการที่เราไม่รู้ว่าเราทำงานเพื่อตัวเองเพื่อสังคม หรือเพื่อใครคนอื่นกันแน่ เราเอาชาวบ้านมาเป็นเครื่องมือตอบสนองความต้องการทางจิตใจของตัวเองหรือไม่? นั้นยิ่งทำให้ต้องหันกลับมามองและวิเคราะห์ตัวเองมากขึ้นไปอีก มีการตั้งประเด็นคำถามที่น่าสนใจในวงพูดคุยว่า เราพอใจหรือเห็นด้วยกับการเรียกตัวเองว่า "เอ็นจีโอ" หรือไม่ ในเมื่อพวกเราประสบปัญหาการบอกกับผู้คนรอบข้าง ไม่ว่าเพื่อน หรือครอบครัว ว่าเป็น "เอ็นจีโอ" สาเหตุหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาให้เหตุผลคือวาทกรรมจากรัฐที่ให้นิยามของคำว่า "เอ็นจีโอ" ไปในทางลบ อีกทั้งไม่ได้มีความพยายามที่จะช่วงชิงนิยามนั้นกลับคืนมา ความคิดให้มีการช่วงชิงนิยามกลับมาในทางบวกถูกเสนอจากคนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งในวงสัมมนา แต่อีกส่วนหนึ่งกลับเห็นว่า ไม่มีความจำเป็น เพราะเราสามารถเอาตัวเนื้องานของเรามาเป็นสิ่งที่จะอธิบายสังคมได้ว่าเราคือใครและกำลังทำอะไรอยู่ นอกนากนั้นคำว่า "เอ็นจีโอ" ยังสามารถแทนด้วยคำเรียกอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นนักพัฒนา นักกิจกรรม หรือคำใดๆ ตามแต่จะสรรหา แล้วเรามีจุดประสงค์อะไรอีกเล่าที่จะต้องช่วงชิงนิยามนั้นกลับมา... ในเมื่อยังต้องมาเริ่มนิยามคำจำกัดความของ "เอ็นจีโอ" ในหมู่พวกเรากันเองอยู่เรื่อยไป เช่นนั้นแล้วก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าพอใจที่จะเรียก หรือนิยามความเป็นตัวตนของตนเองว่าอย่างไร นี่ถือเป็นโอกาสดี เมื่อแต่ละคนจะได้หันกลับมามองและตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ ไม่อย่างนั้นแล้วอาจทำให้เดินหลงทางไปก็เป็นได้ เมื่อได้ทบทวนถึงฐานความคิดของตัวเองแล้ว จากนั้นจึงเป็นการพิจารณาถึงปรากฏการณ์ของเอ็นจีโอในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร เราจะสามารถสร้างความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ได้มากน้อยแค่ไหน? พี่ๆ แสดงความคิดเห็นตามแนวทางของตัวเองว่า ความหลากหลายของวงการนี้จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "สำนักร้อยบุปผา" โดยจะมีการก่อเกิดขึ้นของความคิดการวิเคราะห์สังคมที่แตกต่างกันออกไปมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันได้ และมีการประสานงานได้อย่างดีคือ เราต้องยอมรับในความแตกต่างซึ่งกันและกัน ทว่ายังคงจุดยืนของตนในการทำงานไว้ แต่คนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งได้ให้ความเห็นต่อแนวคิดสำนักร้อยบุปผาว่า การเติบโตขึ้นของ "ขบวน" เอ็นจีโอนั้น จะเป็นลักษณะของดอกไม้หลากหลายสี (อาจเปรียบได้กับความคิดหลายสำนัก) ที่เติบโตผลิดอกออกผลอย่างเป็นอิสระ ซึ่งพวกเขาเปรียบสิ่งเหล่านั้นเป็น "แท่ง" ของการเติบโต แล้ววันหนึ่งจะต้องมีการปะทะกันเพื่อให้เกิดเอกภาพทางความคิด ซึ่งการปะทะกันก็เปรียบเสมือนการแตกแยกของ "ขบวน" เอ็นจีโอในปัจจุบัน แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องแยกมิตรกับศัตรูให้ชัดเจน เราจะแยกมิตรกับศัตรูด้วยประเด็นที่เราทำหรือวิธีการทำงาน จะมีสิ่งที่เรียกว่า "แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง" มากน้อยแค่ไหน เหล่านี้ต้องมีการพูดคุยวิเคราะห์กันให้ชัดเจน เมื่อเป็นเช่นนี้... แล้วในหมู่นักพัฒนารุ่นใหม่จะสร้างความร่วมมือในการทำงานร่วมกันได้อย่างไร? ผู้ใหญ่ใจดีเสนอแนะว่า คนรุ่นใหม่ต้องสร้างประวัติศาสตร์ร่วม เพื่อสร้างจุดเชื่อมโยงระหว่างคนในรุ่นให้ได้ นอกจากนั้นการพยายามสื่อสารระหว่างกันต้องมีมากขึ้น โดยพวกเขาต่างก็หวังว่าการจัดสัมมนาครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นให้มีการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ถ้าจะให้มองเป็นรูปธรรมของความร่วมมือ เราต้องเริ่มศึกษากันก่อนว่าแต่ละองค์กรนั้นมีการทำงานอย่างไร ในรูปแบบไหน และประเด็นอะไรที่เราสามารถเชื่อมโยงซึ่งกันและกันได้ โดยการเริ่มจากวงสัมมนา ที่ทมีผู้เข้าร่วมจากองค์กรต่างๆกว่า 10 องค์กร ด้วยการแบ่งกลุ่มพูดคุยย่อยตามประเภทขององค์กรออกเป็นสี่กลุ่มคือ กลุ่มสิทธิฯ, กลุ่มสื่อ, กลุ่มสิ่งแวดล้อม และกลุ่มนักศึกษา แล้วให้แต่กลุ่มศึกษากันและกัน ว่าเราจะสามารถร่วมทำงานกับเขาได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าจะต้องมีการจัดให้มีการพบปะพูดคุยกันเป็นระยะๆ หลังจากนี้ เพื่อให้การเชื่อมโยงงานมีประสิทธิภาพและเห็นผลที่เป็นรูปธรรมชัดเจน นอกจากนี้แล้วในวงสัมมนานี้ยังมีประเด็นการพูดคุยที่น่าสนใจมากมาย เช่น เวลาที่ผ่านมาสามสิบปีของเอ็นจีโอไทยมีอะไรที่เป็นรูปธรรมออกมาบ้าง? อะไรเป็นชัยชนะหรือตัวชี้วัดความสำเร็จของงานที่เราทำ? การจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้เราต้องเข้าไปสู่อำนาจรัฐหรือไม่? ซึ่งพวกเราก็ได้มีโอกาสถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างได้อรรถรส ตั้งแต่ที่ว่า ตัวชี้วัดความสำเร็จหรือชัยชนะไม่อาจเห็นได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว อาจจะต้องใช้เวลาเป็นร้อยปีในการเปลี่ยนแปลง หรือในประเด็นการเข้าสู่อำนาจรัฐ บางคนเห็นว่าควรจะให้มีการแย่งชิงอำนาจจากรัฐมาสู่ภาคประชาชนโดยผ่านการตั้งพรรคการเมืองของประชาชน (อาจเป็นพรรคการเมืองของเอ็นจีโอก็ได้) แต่บางคนก็เห็นว่าวิธีนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับพี่น้องผู้เดือดร้อนได้ในระยะเร่งด่วน และจากประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาซึ่งมีคนในแวดวงเอ็นจีโอเข้าไปสู่อำนาจรัฐก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มาก ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็เห็นว่าการเข้าสู่อำนาจรัฐนั้นยังต้องการแรงสนับสนุนจากประชาชนภายนอกอันจะคอยส่งเสริมบทบาทและสนับสนุนการทำงานของคนที่เข้าไปต่อสู้ในกลไกของรัฐ ประเด็นเหล่านี้ยังต้องการการถกเถียงแลกเปลี่ยนกันในวงกว้าง เพราะค่อนข้างละเอียดอ่อน และขึ้นอยู่กับทัศนะของแต่ละคนด้วย ความอิหลักอิเหลื่อของเอ็นจีโอที่ถูกนำมาถกเถียงอีกข้อหนึ่งก็คือ "เอ็นจีโอกับการตลาด" ซึ่งเกิดจากคำถามในวงสัมมนาว่า การที่องค์กรเอ็นจีโอขอโฆษณานั้นผิดหรือไม่? เพราะโดยส่วนมากถ้ามีองค์กรใดทำแบบนี้จะถูกประณามจากเพื่อนร่วมอาชีพ แล้วถ้าอย่างนั้นจะหวังพึ่งแหล่งทุนอย่างเดียวได้หรือไม่ และจะทำอย่างไรให้องค์กรของเราเลี้ยงตัวเองได้ หรือจะใช้วิธีการในรูปแบบของสหภาพแรงงานที่มีการเก็บเงินค่าสมาชิก??? หลายคนประเมินว่า การนำการตลาดมาจับกับการทำงานของเอ็นจีโอจะเกิดมิติการอธิบายที่ว่า ต้นทุนของเอ็นจีโอคือ เวลา สินค้า คือ ความรู้ เป้าหมาย คือ นักศึกษา ชาวบ้าน หรืออื่นๆ ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กร ส่วนผลกำไรของเรา คือ นักศึกษาที่สนใจสังคมมากขึ้น, ชาวบ้านอยู่ดีกินดี ไม่ต้องประสบกับการขูดรีดจากรัฐ, แรงงานได้รับสวัสดิการและความเป็นธรรม ฯลฯ ดังนั้นถ้าจะมองกันในแง่นี้การตลาดก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเอ็นจีโอได้ แต่ทั้งนี้ควรมองจุดยืนในการทำงานของตัวองค์กรมากกว่า เพราะรูปแบบการทำงานสามารถปรับเปลี่ยนได้ ตราบเท่าที่จุดยืนยังคงเดิม เมื่อพูดถึงการใช้การตลาดมาประยุกต์ใช้กับการทำงานของเอ็นจีโอ ก็ต้องพูดถึงการขยายมวลชนด้วย ในแง่หนึ่งก็คือการขยายตลาดนั่นเอง โดยการแลกเปลี่ยนวิธีการขยายมวลชนของแต่ละองค์กร ทั้งการจัดรณรงค์ในประเด็นที่เข้าใจง่ายก่อนแล้วค่อยขยับไปสู่ประเด็นร้อน, การใช้สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อินเตอร์เน็ต หรือสื่อสิ่งพิมพ์, การจัดกิจกรรมอาสา, จัดวงสัมมนาพูดคุยเพื่อหากลุ่มหรือบุคคลที่มีความสนใจในด้านเดียวกันแล้วค่อยสร้างแนวร่วมจากคนกลุ่มนั้น, การจัดทำข้อมูลที่เป็นความเข้าใจเดียวกันและง่ายต่อการศึกษาสำหรับทั้งชาวบ้านและคนทำงาน ซึ่งสิ่งสำคัญต้องไม่ยึดติดกับรูปแบบการขยายมวลชนแบบเดิมๆ ต้องสร้างกิจกรรมใหม่ๆ และหลากหลาย หลังจากที่ได้มีการพูดคุยและตั้งคำถามกับการทำงานของเอ็นจีโอไทยมาอย่างมากมาย พี่อ้วน ได้ออกแบบ "สามเหลี่ยมแห่งการวิเคราะห์" (ตั้งชื่อโดยผู้เขียน) ให้ได้ลองมาพิจารณา ถึงการแยกมิตร/ศัตรู หรือการสร้างความเชื่อมโยงกับกลุ่มองค์กรต่างๆ ได้ โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่ได้บอกว่าสิ่งนี้จะสามารถอธิบายพลวัตของเอ็นจีโอได้ทั้งหมด เพียงแต่อาจจะจุดเป็นเริ่มต้นให้ใครหลายๆ คนได้ขบคิดว่าความขัดแย้งกันที่แท้จริงเกิดจากสาเหตุใด แล้วเราจะมีจุดไหนที่สามารถร่วมมือกันได้บ้าง ไม่ว่าเราจะมีความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ แตกต่างกันมากน้อยเพียงใด แต่เชื่อว่าเวทีสัมมนาในวันนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ทุกคนได้หันมามองซึ่งกันและกัน พยายามแสวงหาความร่วมมือในการทำงาน ไม่ใช่เพื่อตัวเรา ไม่ใช่เพื่อองค์กร ไม่ใช่เพื่อทำโครงการขอเงินจากแหล่งทุน และไม่ใช่เพื่อให้พวกเรามีงานทำต่อไปในอาชีพนี้ แต่เพื่อประชาชนจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไม่ต้องระแวงว่ารัฐจะมาคุกคามเสรีภาพของเขาหรือไม่ และเพื่อให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ด้วยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย เพราะเราเชื่อว่า "สังคมใหม่เกิดขึ้นได้"
|
| CAMP | ||
Democracy Camp |
||
|
View All |
||
| Internacional | ||
all |
||
|
View All |
||
| << | สิงหาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |