• YPD
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ypdthai@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-08
  • จำนวนเรื่อง : 92
  • จำนวนผู้ชม : 22489
  • จำนวนผู้โหวต : 28
  • ส่ง msg :
ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย Young People for Democracy Movement, Thailand (YPD.)
We are a Democratic Socialism
Permalink : http://www.oknation.net/blog/YPD
วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม 2550
ประชามติรัฐธรรมนูญ 2550 กับอนาคตสังคมไทย
Posted by YPD , ผู้อ่าน : 292 , 15:25:36 น.  
พิมพ์หน้านี้


สถานการณ์สังคมการเมืองไทย

15 ปีเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ผ่านมา แม้หลายคนจะคาดหวังว่าการพัฒนาประชาธิปไตยและการปฏิรูปการเมืองจะเดินไปข้างหน้า แต่สังคมไทยก็ยังคงตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งทางอำนาจของชนชั้นนำเหมือนเดิม ที่ซึ่งเมื่อชนชั้นนำตกลงผลประโยชน์กันไม่ได้ก็ฉีกเครื่องมือในการจัดวางความสัมพันธ์ทางอำนาจคือ “รัฐธรรมนูญ” กันเหมือนเดิม ดังที่อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เคยกล่าวถึงสังคมไทยว่า “เมื่อชนชั้นนำตกลงผลประโยชน์กันไม่ได้ หญ้าแพรกก็แหลกราญ”.. นั่นหมายถึงประชาชนตกเป็นผู้ถูกกระทำเสมอไป ทั้งยังเป็นผู้ถูกหยิบอ้างด้วย

เสมือนว่าการปฏิรูปการเมืองจะยังคงย่ำวนอยู่กับที่ หากคำตอบมิได้อยู่กับประชาชนฐานล่างทางสังคมซึ่งไม่เคยได้อะไรจากความขัดแย้งและการรัฐประหารหรือรัฐธรรมนูญของชนชั้นนำทางอำนาจแต่อย่างใด ท่ามกลางความขัดแย้งนี้ภาคประชาชนยังถูกแบ่งแยกหลวมๆ เป็น 2 ฝ่าย ไม่นิยมระบอบทักษิณหรือประชาธิปไตยเสรีนิยม ก็ซมซบอยู่กับเผด็จการทหาร ส่งผลมาถึงแนวทางรับและไม่รับรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วย โดยปราศจากพื้นที่หรือทางเลือกอื่นใดในการต่อสู้ นั่นเพราะเราไม่มีพลังในการต่อรองทางอำนาจมากเพียงพอ ที่จะปฏิเสธทั้งระบอบทักษิณและคัดค้านการรัฐประหารโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ได้ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางอำนาจของชนชั้นนำ ภาคประชาชนจึงยังไม่สามารถเสนอชุดอุดมการณ์ทางการเมืองทางเลือกอื่นๆ อย่างเป็นรูปธรรมได้ นอกจากการคัดค้าน ติดตามตรวจสอบ การเรียกร้องแก้ไขเนื้อหา และหรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญของชนชั้นนำแต่เพียงเท่านั้น

ปัญหาวิกฤติการเมืองไทยที่ผ่านมานั้น ปัญหาหลักมาจากสถานการณ์การผูกขาดอำนาจทางการเมืองของชนชั้นนำ ซึ่งยังทำให้เกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำมหาศาลในประเทศไทยในขณะนี้นั้น สังคมไทยต้องตั้งคำถามต่อทิศทางการนำพาประเทศแบบทุนนิยมเสรีที่ขึ้นต่อกลไกตลาดและกระแสโลกาภิวัตน์เต็มที่นี้ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางรายได้อย่างสูง และเป็นปัญหาทางโครงสร้างหลักของความยากจนในสังคมไทยที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลของทหารและนายทุนก็ไม่เคยเยียวยาปัญหานี้ทางโครงสร้าง โดยเฉพาะการจัดรัฐสวัสดิการและบริการสาธารณะ เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล การประกันการว่างงาน หรือกระทั่ง การยึดคืนสัมปทานของเอกชนที่เป็นสมบัติสาธารณะทางสังคมมาจัดการเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เช่น โทรคมนาคม น้ำมันและพลังงาน เป็นต้น

ดังนั้น แม้จะเปลี่ยนผลัดอำนาจโดยการรัฐประหารของกองทัพ สังคมก็ยังคงจ่อมจมกับปัญหาเหล่านี้ต่อไป ท่ามกลางเงื่อนไขทางสิทธิเสรีภาพที่มีมากขึ้น ความคาดหวังในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างใหม่ที่ตั้งคำถามกับเศรษฐศาสตร์กระแสหลักแต่ให้ความสำคัญ “เศรษฐศาสตร์สังคม” มากขึ้น โดยการลดทอนช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ปฏิเสธเผด็จการทุนนิยมเสรีเบ็ดเสร็จที่ไม่เป็นธรรมต่อคนส่วนใหญ่ จึงยังไม่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขใด แม้ในรัฐบาลเฉพาะกาลนี้ หรือรัฐบาลหน้าก็ตาม ตราบใดที่ภาคพลเมืองยังไม่เข้มแข็งและรวมตัวกันในการต่อรองทางอำนาจ

การผูกขาดอำนาจของชนชั้นนำดังกล่าว ยังทำให้ประเทศไทยสูญเสียบรรทัดฐานทางสังคมการเมืองซ้ำซ้อน ซึ่งมีที่มาสำคัญจากวัฒนธรรมทางการเมือง และกระบวนการยุติธรรมไทยที่ไม่สามารถทลายวัฒนธรรมการเมืองแบบอำนาจนิยมและอุปถัมภ์นิยมในสังคมไทยได้ จะด้วยการปฏิรูปกฏหมายหรือการบังคับใช้แก่ทุกฐานะทางสังคมอย่างเท่าเทียมก็ตาม กระบวนการยุติธรรมที่เป็นความหวังและหลังพิงความยุติธรรมโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติทางชนชั้นแห่งอำนาจทุกรูปแบบ จึงยังไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบแก่ผู้มีอำนาจทางการเมืองได้

เราจึงไม่เห็นว่า ผู้ที่สั่งฆ่าประชาชนในเหตุการณ์ 17-21 พฤษภาคม 2535 ทำไมไม่ได้รับโทษทัณฑ์ใดๆ, ญาติผู้สูญหายในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ - นายทนงค์ โพธิ์อ่าน - 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ - ทนายสมชาย นีละไพจิตร ทำไมไม่ได้รับความยุติธรรมในปัจจุบัน เหตุใดผู้ใช้นโยบายก่อให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่ต้องรับผิดชอบในกระบวนการยุติธรรม คงมิพักต้องกล่าวถึงย้อนหลังประวัติศาสตร์อีกมากมาย ตั้งแต่สมัยสฤษดิ์ ธนรัชต์, ถนอม กิตติขจร หรือกระทั่งยุค “ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้” ในสมัยเผ่า ศรียานนท์ ซึ่งมีการกระทำป่าเถื่อนมากมาย โดยเฉพาะการอุ้มฆ่า 4 รัฐมนตรี และจนบัดนี้ไม่เคยมีใครรับผิดชอบ

รัฐธรรมนูญฉบับประชามติ 2550 และการประชามติ

ตัวแปรสำคัญทางการเมืองในขณะนี้คือ “รัฐธรรมนูญ” และกลุ่มพลังอำนาจทางการเมืองต่างกำลังใช้ฐานะการลงประชามติเป็นความหมายแห่งวาระการต่อรองกันขั้นสุดท้ายก่อนมีการจัดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง ซึ่งเดิมพันโดยการแบ่งสังกัดขั้วทางการเมืองอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะกลุ่มอำนาจของระบอบทักษิณเดิม กับกลุ่มอำนาจที่ได้มาใหม่ของกองทัพและรัฐบาลเฉพาะกาล

ฐานะของประชาชนในอดีต เราได้เพียงเคยคาดหวังว่า รัฐธรรมนูญจะจัดวางพื้นที่ให้ คือสิทธิพลเมืองและชุมชน บวกกับพื้นที่สิทธิทางเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมาถูกเลือกปฏิบัติในการหยิบใช้ ซึ่งนั่นทำให้เราต้องทบทวนว่า เราไม่อาจหวังให้รัฐธรรมนูญของชนชั้นนำมาปฏิรูปการเมืองไทยได้ เพราะเขาจะไม่ยอมปฏิรูปตนเอง ยิ่งการเมืองแตกเป็นสองขั้ว ฝ่ายใดช่วงชิงได้มากกว่าก็เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามนั่นเอง ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็มุ่งทำลายประสบการณ์ “เผด็จการนายทุน” ในนาม “ระบอบทักษิณ” โดยขั้วทางการเมืองฝ่ายทหารในนาม “อมาตยาธิปไตย” และภาคประชาชนส่วนหนึ่งที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่จะสังกัดขั้วทางการเมือง (politicize)

ท่ามกลางรัฐธรรมนูญที่ถูกออกแบบมาเพื่อฐานะดังกล่าว ภาคพลเมืองจะหยิบใช้และต่อสู้อย่างไรเพื่อฐานะของตนเอง จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อขบวนการภาคประชาชนไทย ที่จะหยิบใช้สถานการณ์อย่างไร

เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ทางอำนาจในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่จะยึดโยงว่า “อธิปไตยเป็นของปวงชน” (ซึ่งหมายถึงเรา)ทั้งในนิยามแห่งอำนาจและการปฏิบัติการทางอำนาจนั้น เรากลับพบว่า แม้รัฐธรรมนูญจะมีหลายมาตราที่ก้าวหน้าและดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบบางมาตราของรัฐธรรมนูญ 2540 โดยเฉพาะในหมวดสิทธิเสรีภาพ แต่ที่ล้าหลังไปมากกว่าเก่าในนิยามแห่งอำนาจที่กล่าวมานั้น และไม่อาจยอมรับได้ก็คือ

1.รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ่ายโอนอธิปไตยของปวงชนชาวไทยสู่ระบอบ “รัฐข้าราชการ” โดยเฉพาะฝ่ายตุลาการมากเกินไป ในนาม “อำนาจทางการเมือง” ทั้งที่ฝ่ายตุลาการควรมีอำนาจทางกฏหมายและกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น จนพื้นที่ทางอำนาจของประชาชนแทบจะไม่มีหลงเหลืออยู่ในรัฐธรรมนูญ หากนับการถ่ายโอนอำนาจของประชาชนแก่ผู้แทนราษฎร(ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) บางส่วนเท่านั้น เนื่องเพราะมีการทำลายความสมดุลย์ของอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ โดยให้ฝ่ายนิติบัญญัติมาจากการแต่งตั้งส่วนหนึ่ง (ม.111) โดยคณะกรรมการสรรหาซึ่งส่วนใหญ่มาจากฝ่ายตุลาการ ทำให้ความสัมพันธ์ทางอำนาจไขว้กันไปมาและตัดทอนอธิปไตยของปวงชนอย่างชัดเจน

การให้มีวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง 76 คน อีก 74 คนมาจากการแต่งตั้งซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งนั้น จะไม่เป็นปัญหามากหากอำนาจของวุฒิสภา(ส.ว.) ไม่มีอำนาจในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน หรือมีอำนาจในการกลั่นกรองกฎหมาย ซึ่งเกี่ยวกันกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจำนวนมาก รวมทั้งยังมีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอื่น ซึ่งทำให้วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งมีบทบาทสำคัญสูงในการกำหนดโครงสร้าง ดังที่อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ สรุปว่า กลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตยจะสามารถมากำหนดกฎเกณฑ์ กำกับ ตรวจสอบ และควบคุมสังคมการเมืองไทยได้

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับประชามติ ยังให้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมาจากกระบวนการสรรหาของฝ่ายตุลาการเป็นส่วนใหญ่ ทั้งยังต้องผ่านความเห็นชอบหรือกลั่นกรองจากฝ่ายนิติบัญญัติที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งด้วยเช่นกัน (กกต. ม.231, ผู้ตรวจการฯ ม.243, ป.ป.ช. ม.246, กสม. ม.256) ซึ่งทำให้ขัดแย้งหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยตามมาตรา 3 เพราะตัดขาดการยึดโยงอำนาจของประชาชน นำพาระบอบประชาธิปไตยรับใช้ “รัฐข้าราชการ” เต็มที่โดยกฏหมายรัฐธรรมนูญ

อย่าลืมว่า ฐานะของภาคประชาชน เราไม่อาจปฏิรูปการเมือง โดยไม่ “ปฏิรูปการเมืองเชิงโครงสร้าง” -แห่งอำนาจ ที่จะมองเห็นฐานะภาคประชาชนพลเมืองเป็นเจ้าของอธิปไตยได้ในระบบรัฐ และการเมืองบนท้องถนนก็เป็นส่วนกดดันที่จะเติมเต็มฐานะนี้ สังคมไทยถึงจะมี “ประชาธิปไตยทางการเมือง และระบบเศรษฐกิจแบบรัฐสวัสดิการ” ได้อย่างแท้จริง

โดยสรุป มีการบิดเบือนอำนาจอธิปไตยของประชาชน ทั้งในนิยามแห่งอำนาจและการปฏิบัติการทางอำนาจ โดยยึดเอา อธิปไตยของประชาชนส่วนหนึ่งที่ยึดโยงกับนักการเมืองผ่านการเลือกตั้งมาให้แก่ข้าราชการตุลาการ โดยการตีความมุมแคบจากประสบการณ์ทางสังคมที่พบว่านักการเมืองเป็นข้าทาสของนายทุนและใช้อำนาจรัฐซึ่งต้องควบคุมเต็มที่ แต่ไม่ได้ตระหนักว่า นักการเมืองคือฐานะหนึ่งของผู้แทนอธิปไตยของประชาชน และไม่ยอมตีความว่า “ศาลก็คืออำนาจรัฐหนึ่ง” ซึ่งไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนแต่อย่างใด จึงนำมาซึ่งรัฐธรรมนูญที่สรุปได้ว่า “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจข้าราชการ” ที่อยู่ของภาคประชาชนคือการให้สิทธิเสรีภาพมากขึ้นแต่มีเงื่อนไขหากมีกฏหมายและพระราชบัญญัติลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามมา

2.การนิรโทษกรรมตามมาตรา 309 โดยให้บรรดาการใดๆ ที่รับรองตามรัฐธรรมนูญ 2549 ชอบด้วยกฏหมายและรัฐธรรมนูญนี้ รวมทั้งการกระทำเกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนและหลังรัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศใช้ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น ซึ่งอาจทำให้รัฐธรรมนูญ 2 ฉบับทับซ้อนทางอำนาจกัน และทำให้อำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ตามมาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญ 2549 ยังคงอยู่ รวมทั้งประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองฯ (คปค.) (ตามม.36-37, รธน.2549) ยังมีผลทางอำนาจอยู่ โดยตุลาการศาลฎีกาไม่สามารถนำมาตีความหรือวินิจฉัยตามหลักนิติธรรมได้อีกต่อไปเพราะไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า “ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” แล้ว ซึ่งเรื่องนี้เข้าใจว่าเป็นการนิรโทษกรรมตนเองสืบเนื่องเพราะคณะรัฐประหารและผู้ใช้อำนาจสืบเนื่องกลัวการถูก “เอาคืน” ทางการเมือง แม้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2549 จะนิรโทษกรรมให้แล้วก็ตาม แต่การบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นนี้ นอกจากสะท้อนว่าการเมืองไทยจะไม่มีความสงบอีกพักใหญ่และจะนำพาสังคมสู่บรรยากาศแห่งการแตกแยกอีกระยะหนึ่งแล้ว อันตรายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำลายกระบวนการยุติธรรมไทยในอนาคต และทำลายการพยายามจะสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองไทยให้เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะไม่สามารถนำมาวินิจฉัยในกระบวนการยุติธรรมได้

ทบทวน - สิ่งที่รัฐธรรมนูญจะต้องมี

1.ประชาธิปไตยทางการเมือง โดยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง ตามกติกาสากลระหว่างประเทศ (ICCPR.) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี (2539) และปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (2491) จะต้องถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหลักการที่ว่า “ประชาชนทุกคนต้องมีสิทธิที่จะมีส่วนในรัฐบาลของประเทศตน ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยผ่านผู้แทนซึ่งได้เลือกตั้งโดยอิสระ และเจตจำนงของประชาชนจะต้องเป็นมูลฐานแห่งอำนาจของรัฐบาล โดยเจตจำนงนี้จะต้องแสดงออกทางการเลือกตั้งตามกำหนดเวลา และอย่างแท้จริง” รวมทั้งสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ตามกติการะหว่างประเทศ(ICESR.) ที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี (2542) ด้วยเช่นกัน (หมายรวมถึงต้องยกเลิกบังคับ ส.ส. สังกัดพรรคและการกีดกันการเข้าสู่การเมืองด้วยรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะวุฒิการศึกษา)

2.รัฐธรรมนูญต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ และปฏิรูปการเมืองเชิงโครงสร้างแห่งอำนาจ ความสัมพันธ์ทางอำนาจของสถาบันทางการเมืองโดยยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยของประชาชนและตรวจสอบได้ รวมถึงองค์กรอิสระและสถาบันทางการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะที่ผ่านมาอำนาจท้องถิ่นไม่สามารถมีอำนาจที่แท้จริงตามเจตนารมณ์ของการปฏิรูปการเมืองได้ เพราะการกระจายอำนาจที่ผ่านมามีความลักลั่นและทับซ้อนกัน

3. รัฐธรรมนูญควรกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ทั้งแบบเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อเหมือนเดิมเพื่อพัฒนาการเมืองไทย เพราะการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อสนับสนุนให้พรรคการเมืองมีนโยบายและอุดมการณ์ทางการเมือง ทั้งยังสนับสนุนให้เกิดจิตสำนึกทางการเมืองของพลเมืองและพรรคการเมืองทางเลือกของประชาชนจากกลุ่มชนชั้นทางผลประโยชน์ต่างๆ ทั้งนี้ ต้องแบ่งสัดส่วนตามคะแนนเสียงของประชาชนอย่างแท้จริงโดยไม่มีอัตราขั้นต่ำเพื่อกีดกันพรรคเล็กเหมือนในรัฐธรรมนูญ 2540

4. รัฐธรรมนูญจะต้องมีการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ และบัญญัติให้มีการเก็บภาษีมรดก และภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้า

รวมถึงนโยบายอื่นที่สร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจของสังคมและประชาชน เช่น การจำกัดการถือครองที่ดิน รวมถึงพันธกิจและหน้าที่ของรัฐบาลไม่ว่าจะมาจากพรรคใดต้องมีหน้าที่ดูแลสวัสดิภาพของประชาชน สร้างรัฐสวัสดิการและบริการสาธารณะโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการศึกษา การสาธารณสุข การประกันการว่างงานและสวัสดิการแรงงาน โดยทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึงบริการสาธารณะในประเทศของตนโดยเสมอภาค

ประชามติ “ติ่ง”

ขณะที่สังคมกำลังเฝ้าจับตาว่า 19 สิงหาคม 2550 ผลประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะออกมาเช่นไรนั้น ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของหลายฝ่ายก็แสดงออกตามสังกัดขั้วทางการเมือง (politicize) ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ที่อาจจะไม่ได้อ่านเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ไม่มากก็น้อยเป็นความเห็นว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็ตามเหตุผลหรือมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่มีการโฆษณาการขึ้น ส่วนสังคมอีกส่วนหนึ่งยังสับสนทั้งหลักการและข้อเท็จจริง

หากการโฆษณาการกล่าวว่า “รับ” ถือว่าสนับสนุนเผด็จการทหาร มุมกลับกัน “ไม่รับ” ก็ถือเป็นการสนับสนุนเผด็จการนายทุนในนาม “ระบอบทักษิณ” ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งนั่น อาจไม่ใช่เป็นสิ่งต้องเลือกว่าเราจะต่อสู้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือจักต้องเอียงข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสมอไป เพราะโจทย์นี้เรียวแคบเกินไปและนำมาซึ่งการเลือกฝ่ายชิงชัง แต่เราต้องตั้งฐานะของเราว่า ในฐานะพลเมือง ในโครงสร้างแบบนี้เราจะต่อสู้ต่อเผด็จการทหารและเผด็จการนายทุนอย่างไร เพื่อสถาปนาฐานะฝ่ายประชาชนขึ้น

ในสถานการณ์ที่การประชามติครั้งแรกของประเทศไทยนี้ เป็นการประชามติภายใต้บรรยากาศทหาร ที่มีการควบคุมโดยกำลังอาวุธและกลไกรัฐ มีการประกาศกฏอัยการศึกใน 35 จังหวัดที่เป็นชายแดนและไม่ใช่ชายแดนแต่เป็นที่ตั้งของศูนย์บัญชาการทางทหาร เสมือนประเทศไทยเป็นรัฐทหารมานานมากแล้ว มากกว่านั้นมีการปฏิบัติการโดยอ้างอำนาจตามประกาศกฏอัยการศึก เพื่อการคุกคาม หรือกีดกันการรณรงค์คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งบานปลายในหลายจังหวัดภาคเหนือและภาคอิสาน ท่ามกลาง “งบลับ” มหาศาลของกองทัพที่ไม่เคยถูกเปิดเผยและอาจเกี่ยวเนื่องกับการค้าอาวุธหรือความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งเหล่านี้ก็คือ บรรยากาศการลงประชามติ ภายใต้กระบอกปืนของกองทัพนั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างประชามติในครั้งนี้ให้ “จอมปลอม” มากยิ่งขึ้น หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ประชามติ “ติ่ง”

อย่างไรก็ตาม “จุดยืน” ของเราก็คือว่า ทำอย่างไรให้การลงประชามติครั้งแรกทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย แม้เป็นประชามติภายใต้บรรยากาศเผด็จการทหาร แต่เราต้องประครองให้ประชามติมีความหมายให้มากที่สุดให้ได้ เพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าต่อไป รัฐไทยต้องสร้างประชาธิปไตยทางตรงโดยการประชามติ สอบถามการตกลงปลงใจของประชาชนต่อเรื่องต่างๆ

และความหมายที่ดีที่สุดเพื่อฐานะของภาคประชาชนดังที่ได้กล่าวถึงเหตุผลมาแล้ว เราต้องไปลงประชามติ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ด้วยเหตุผลทางเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ และเพื่อต่อรองอำนาจกับรัฐทหาร และข้าราชการในนาม “อมาตยาธิปไตย” ซึ่งใช้กลไกรัฐทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์พัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กรมการปกครอง หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน/ชุมชน (อสม.) ปฏิบัติการทางมวลชน แม้ว่าขณะเดียวกันที่เสียง “ระบอบทักษิณ” ก็สนธิกำลังแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ(นปก.) และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) พรรคไทยรักไทยหลายร้อยคน โหมโรงต้านรัฐธรรมนูญที่มีที่มาจากการรัฐประหารในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศด้วยเช่นกัน แต่ “ฐานะ” ของภาคพลเมืองไทยยังคงจำเป็นต้องมองที่ความขัดแย้งทางโครงสร้างหลักทางการเมืองและต่อสู้กับ “อำนาจรัฐ” ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่

และก้าวไปไกลกว่า “การลงประชามติ รัฐธรรมนูญ” ผ่านไม่ผ่านก็ต้องมี “การเลือกตั้ง” โดยเร็วที่สุด และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ต้องไม่ลืมว่า 19 กันยายน 2550 ครบรอบ 1 ปีที่กองทัพให้สัญญาว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชน

อนาคตสังคมไทย ก้าวต่อไปของภาคพลเมือง

ก้าวให้พ้นเสรีนิยมประชาธิปไตย มุ่งหน้าสู่ประชาธิปไตยสังคมนิยม (Social-Democracy)


ขณะที่กลุ่มการเมืองของชนชั้นนำแตกสาขาไปเป็นกลุ่มพรรคต่างๆ หลายกลุ่ม นอกจากซีกหนึ่งคือกลุ่มพลังเดิมของ “ประชาธิปัตย์และชาติไทย” อีกซีกหนึ่งคือ “พรรคพลังประชาชน” ตัวแทนของระบอบทักษิณ ยังมีกลุ่ม “รักชาติ” ภายใต้การนำของ ร.อ.ขจิต หัพนานนท์ ซึ่งถูกมองว่าอาจเป็นตัวแทนของการสืบทอดอำนาจของสายทหาร ยังไม่นับรวมถึงกลุ่มอื่นๆ ที่รอผสมประโยชน์กับ 3 กลุ่มข้างต้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดทางการเมือง เช่น กลุ่มมัชฌิมา กลุ่มรวมใจไทย หรือกลุ่มสมานฉันท์ เป็นต้น ซึ่งที่กล่าวมาข้างต้นล้วนเป็นพรรคของชนชั้นนายทุนและทหารแทบทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ภาคพลเมืองจะไม่มีพรรคตัวแทนทางชนชั้นในระบบรัฐสภา แต่หลังจากการประชามติ “เรา” จะร่วมกันต่อสู้อย่างไรดี ที่จะสร้างเอกภาพและน้ำหนึ่งใจเดียวกันของภาคประชาชน ประสานการต่อสู้เพื่อก้าวพ้นเสรีนิยมประชาธิปไตย รวมพลังเพื่อมุ่งหน้าสู่ประชาธิปไตยสังคมนิยม (Social-Democracy) ในอนาคต

ร่วมกันต่อรองทางอำนาจและกดดันคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ให้คืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว ภายใน 19 กันยายน 2550 และจัดให้มีการเลือกตั้งตามวิถีประชาธิปไตย อย่าซ้ำร้อยกรณีคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(รสช.) ที่พยายามสืบทอดอำนาจจนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองไทยอีกครั้งว่า ประชาชนไม่ต้องการให้ “ใคร” โดยเฉพาะกองทัพยึดเอาอำนาจของประชาชนไปเป็นของตัวโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งบรรทัดฐานนี้ผ่านการยืนยันอย่างหนักแน่นในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 เพราะฉะนั้น รัฐบาลเฉพาะกาลและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ไม่อาจเยียวยาได้โดยปฏิเสธการคืนอำนาจนี้

เงื่อนไขอำนาจ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ และกฏหมายอื่นๆ

สิ่งที่ตามมาหลังจากการประชามติ และพลเมืองไทยจะต้องรวมพลังกันคัดค้านก็คือ อันตรายจากกฏหมายต่างๆ ที่รัฐบาลเฉพาะกาลและกองทัพพยายามผลักดันออกมาเพื่อให้อำนาจตนเอง โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.... ซึ่งขณะนี้อยู่ที่กฤษฎีกา และเตรียมเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในเร็วๆ นี้ โดยการผลักดันของทหาร ตามที่ขณะนี้แม้ว่านายกรัฐมนตรีและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) จะเสมือนหยุดการเคลื่อนไหวเพื่อหวังผลการประชามติรัฐธรรมนูญ แต่ในระดับผู้บัญชาการภาคยังเคลื่อนไหวกดดันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ สนับสนุนกฏหมายดังกล่าว

แม้ว่ารัฐบาลอาจจะแก้ไขอำนาจของผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(ผอ.รมน.) จากผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) เป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม แต่อำนาจข้ออื่นๆ ก็ยังเป็นปัญหา เพราะยังให้อำนาจ "ผอ.รมน.ภาค" ซึ่งก็คือผู้บัญชาการภาคมีหน้าที่รับผิดชอบในงานราชการของคณะกรรมการรักษาความมั่นคงภายในภาค และมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบบังคับบัญชาข้าราชการ ซึ่งเท่ากับว่าให้ ผบ.ภ.มีอำนาจเหนือกระทรวงมหาดไทยสั่งการข้าราชการได้!!! ซึ่งก็คือ “รัฐทหารผสมพลเรือน” ในอนาคต หรือการพยายามสถาปนารัฐทหารในระยะยาวนั่นเอง ยังไม่ต้องพูดถึงว่า กฏหมายดังกล่าว ไม่ต้องขึ้นต่อ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและการพิจารณาคดีปกครอง ซึ่งเป็นกฏหมายหลักของระบบนิติรัฐ ซึ่งราชการและหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติตาม หรือผู้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.นี้ไม่ต้องมีความผิดทั้งทางแพ่งและอาญาอีกด้วย

นั่นหมายความว่า แม้เราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดี แต่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ย่อมอยู่เหนือรัฐธรรมนูญซึ่งสามารถจะละเมิดสิทธิเสรีภาพพลเมืองใดๆ ก็ได้ ซึ่งจะทำให้ “รัฐธรรมนูญ” และ “การเลือกตั้ง” ไม่มีความหมายใดๆ

และนี่คือการสร้าง “ระบอบกองทัพ” ขึ้นมาใหม่แทน “ระบอบทักษิณ”

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีกฏหมายเพื่อ “เพิ่มอำนาจข้าราชการ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพพลเมือง” อีกมากมาย อาทิ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 รวมทั้งกฏหมายที่รอเวลาคลอดคือ ร่างพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ...., ร่างพ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ...., ร่างพ.ร.บ.การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ พ.ศ.. และร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ เป็นต้น

โดยเฉพาะ ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ พ.ศ... ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติไปแล้วและกำลังรอพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยมีเนื้อหาเพื่อการแปรรูปรัฐวิสาหกิจรอบสอง หรือการขายชาติรอบใหม่โดยการผลักดันของกลุ่มทุนเก่าอย่างน่าเกลียดที่สุดนั่นเอง ทั้งที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ชุดปัจจุบัน ไม่ควรผ่านกฏหมายใดๆ ทั้งสิ้นที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือผลประโยชน์สาธารณะของชาติ

ก้าวต่อไปของฝ่ายประชาชน บนสงครามสองฝ่าย

สถานการณ์สู้รบช่วงที่ผ่านมา เราได้สร้างพลังการเคลื่อนไหวของประชาสังคมอย่างครึกโครมในประเทศไทย และประสบการณ์การเคลื่อนไหวกับพันธมิตรและแนวร่วมทางสังคมต่างๆ รวมทั้งการตื่นตัวทางสังคม แต่ในด้านที่เสียนอกจากการช่วงชิงของมิตรร่วมรบชั่วคราวหลายฝ่าย เรายังได้สูญวัฒนธรรมและวาทกรรมของฝ่ายสังคมนิยม-ประชาธิปไตยไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะเมื่อเกิดการผสมพันธุ์ของฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา คอมมิวนิสต์ นายทุนและขุนศึก ศักดินา มั่วไปหมด

แต่เราแทบไม่มีพลังฝ่ายประชาชน ขบวนการและหรือพรรคการเมืองที่เข้มแข็งของเรา..

(แนวรบ เพื่อการต่อสู้อย่างครึกโครม, งานวิชาการของฝ่ายก้าวหน้าของขบวน, การรณรงค์และสร้างวัฒนธรรมความคิดสังคมนิยม-ประชาธิปไตย, การจัดตั้งครั้งใหญ่ ขยายงานมวลชนและแนวร่วม, การผสานขบวนการกรรมกร-ชาวนา, คนหนุ่มสาวในขบวนการต่างๆ คือเป้าหมายร่วมสมัย ฯลฯ)

เพื่อ เปลี่ยนผ่านเผด็จการทหาร ต่อต้านเผด็จการนายทุน..

กลับมายืนในที่ที่เราควรยืน เพื่อสร้าง “สังคมนิยม-ประชาธิปไตย” (Social-Democracy) ร่วมกันดีกว่า..


ความคิดเห็นที่ 3
เมธา วันที่ : 15/08/2007 เวลา : 14.43 น.
http://www.oknation.net/blog/talkwithMetha
ip : 58.8.107.68
 
ผมคงไมได้ไปเพราะต้องไปสัมมนา IUSY ครบรอบ 100 ปีที่เบอร์ลิน
รับ ไม่รับก็เคารพในความเห็นของทุกฝ่ายครับ แต่อย่างไรเสียรัฐธรรมนูญก็คงผ่าน เพราะนักการเมืองต้องการการเลือกตั้งเร็วอยู่แล้ว
*บทความนี้ ใช้นำเสนอที่เวทีเสวนา “รัฐธรรมนูญ 2550 และการลงประชามติกับอนาคตประเทศไทย”
14 สิงหาคม 2550 ณ ห้องประชุมชั้น 5 อาคารอเนกประสงค์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ครับ

ความคิดเห็นที่ 2
PRIMES วันที่ : 15/08/2007 เวลา : 14.31 น.
http://www.oknation.net/blog/PRIMES
ip : 125.24.81.196
 
ผมไปครับ
ไปลงรับร่างฯ

ความคิดเห็นที่ 1
มุสิกะตะวัน วันที่ : 15/08/2007 เวลา : 14.19 น.
http://www.oknation.net/blog/mataharee
ip : 125.25.216.206
 
ผมรับ ขอรับ

แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

Internacional

all

View All
<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



ท่านไม่พอใจใครมากที่สุด จากการทำรัฐประหาร
สนธิ บุญรัตกลิน
10 คน
สุรยุทธุ์ จุลานนท์
1 คน
ทักษิณ ชินวัตร
43 คน
เปรม ติณสูลานนท์
5 คน
สนธิ ลิ้มทองกุล
9 คน
สพรั่ง กัลยาณมิตร
1 คน
อนุพงษ์ เผ่าจินดา
0 คน
มีชัย ฤชพันธุ์
1 คน
ประสงค์ สุ่นสิริ
2 คน

  โหวต 72 คน