• YPD
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ypdthai@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-08
  • จำนวนเรื่อง : 89
  • จำนวนผู้ชม : 18899
  • จำนวนผู้โหวต : 28
  • ส่ง msg :
ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย Young People for Democracy Movement, Thailand (YPD.)
We are a Democratic Socialism
Permalink : http://www.oknation.net/blog/YPD
วันจันทร์ ที่ 10 กันยายน 2550
ม.นอกระบบ…ตอบไม่ตรงคำถาม (หรือถามไม่ตรงคำตอบ)
Posted by YPD , ผู้อ่าน : 218 , 01:29:34 น.  
พิมพ์หน้านี้


อันที่จริง ผมได้เขียนบทความนี้ไว้นานมากแล้ว แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่าจะส่งไปที่ไหนดี เลยดองเค็มไว้ แต่ล่าสุดได้มีกรณีการพิจารณานำมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือออกนอกระบบ และคาดว่ามหาวิทยาลัยต่างๆที่มีร่างพระราชบัญญัติจ่ออยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คงจะต้องถูกแปรสภาพหมดทันก่อนที่ สนช. จะหมดวาระอย่างแน่นอน จึงเห็นเป็นฤกษ์งามยามดี (ตรงไหนวะ?) ที่จะนำบทความนี้ออกมาเผยแพร่เสียที

*************************************

"มหาวิทยาลัยอุปมาประดุจบ่อน้ำ เพื่อบำบัดความกระหายของราษฎร" วลีนี้เป็นวลีที่สะท้อนถึงวัตถุประสงค์ของการกำเนิดขึ้นของมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่งแถวๆ ท่าพระจันทร์ ที่ต้องการให้เป็นขุมพลังทางปัญญาในการขับเคลื่อนสังคม ด้วยตระหนักว่าการศึกษาคือสิ่ง ที่ประชาชนควรมีโอกาสได้รับอย่างเท่าเทียม ทั่วถึงที่สุด เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาของประเทศ เหมือนปรัชญาของมหาวิทยาลัยรัฐอีกแห่งที่อยู่แถวๆ อโศกว่า "การศึกษา คือความเจริญงอกงาม"

ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยหลายฉบับที่กำลังจะแปรสภาพมหาวิทยาลัยรัฐ ให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ กำลังถูกขึ้นเขียงนำเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งผมไม่สามารถตอบคำถามของใครๆ ได้ว่าสภานี้มีความชอบธรรมทางการเมืองมาจากไหน ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมหวั่นใจมาก ผมกลัวที่จะต้องลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับอะไรๆ ที่ไม่เหมือนเดิม กลัวว่าวันหนึ่งตื่นขึ้นมา มหาวิทยาลัยของผมจะไม่เป็นเหมือนเดิมที่เคยเป็น ที่ผมเคยรักและหวงแหน กลัวว่าจากมหาวิทยาลัยที่อุปมาประดุจบ่อน้ำบำบัดกระหายของราษฎร จะกลายเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อทุนนิยมและการค้า

ความกลัวของผมมาจากร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับผ่านการพิจารณาของสภามหาวิทยาลัย สิ่งที่เป็นข้อกังกลที่สุดของพวกผมคือ มาตรา13 ว่าด้วยเรื่องรายได้ของมหาวิทยาลัย ตามวงเล็บดังต่อไปนี้

(8) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุนหรือร่วมลงทุนและจากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
(9)รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้รับมาจากการใช้ที่ดินซึ่งมหาวิทยาลัยปกครอง ดูแล หรือใช้ประโยชน์อยู่ หรือที่เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย
(10)รายได้หรือผลประโยชน์อย่างอื่น (สำนักงานเตรียมความพร้อมและประสานงานมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในกำกับของรัฐ,2546,น.6-7)

ซึ่งตามข้อที่กล่าวมานี้เอง สิ่งที่ยังความหนักใจมาให้พวกเรา ตามที่มีอาจารย์นิติศาสตร์ กับเพื่อนนักศึกษาที่ทำกิจกรรมภาคประชาชนด้วยกันเคยวิเคราะห์ไว้ว่า ร่างพรบ.ใหม่นี้ แม้ในมาตรา 13 จะมีข้อ (1) เงินประเดิม กับข้อ (2) เงินอุดหนุนทั่วไปและเงินอื่นๆที่รัฐบาลจัดสรรให้รายปี แต่ด้วยความที่ต่อไปมหาวิทยาลัยจะไม่ใช่หน่วยงานของรัฐแล้ว (แค่อยู่ในกำกับของรัฐ) และกับข้อที่เพิ่มขึ้นมาดังข้อที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ทำให้อดกังวลไม่ได้ว่าจะมีหลักประกันใดบ้างที่มหาวิทยาลัยจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างเหมาะสมแก่สภาพจริงๆ อย่างเรื่องเงินประเดิมในข้อ (1) มันก็แค่เงินที่ให้ในงวดแรกภายหลังการออกนอกระบบอย่างสมบูรณ์ (เปรียบเทียบคล้ายๆกับซองขาวที่ให้คนที่กำลังจะโดนไล่ออกจากงาน) หรืออย่างข้อ (2) นั้น ก็ไม่มีหลักประกันเรื่องของมาตรฐานการให้เงินอุดหนุนรายปี ซึ่งในทางกฎหมาย รัฐให้เงินแค่บาทเดียวก็ถือว่าเป็นการจ่ายเงินแล้ว และต้องย้ำว่าสภาพมันไม่ใช่หน่วยงานของรัฐที่รัฐต้องประคองทุกวิถีทาง แต่กลับเพิ่มเงื่อนไขข้อ8-10 ซึ่งพูดง่ายๆ คือ มหาวิทยาลัยต้องใช้ทรัพยากร หรือวิธีการลงทุนแบบต่างๆ เพื่อระดมทุนมาเพื่อประคองตนเองนั่นเอง

ซึ่งข้อนี้อาจไม่เป็นปัญหานักกับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและมีแหล่งรายได้ของตนเอง อย่างจุฬาฯก็มีที่ดินย่านสยามสแควร์ที่ทำรายได้ปีละหลายล้าน หรืออย่างธรรมศาสตร์ก็มีโรงพิมพ์ซึ่งผลิตตำราวิชาการขายเป็นที่ยอมรับทั่วไป ทำเงินได้ไม่ใช่น้อย นอกจากนี้วิธีการที่ทำได้ก็ด้วยการเน้นพวกเปิดพวกโครงการพิเศษ นักศึกษาภาคพิเศษ (เรียนนอกเวลาราชการ) และอื่นๆ ได้อีกสารพัด ซึ่งคุณภาพก็เป็นที่เชื่อถือได้อยู่แล้ว

แต่ทีนี้คำถามที่ตามมาข้อแรกคือ แล้วมหาวิทยาลัยที่ไม่มีหม้อข้าวของตนเอง และมีภาระหนี้สินอยู่ล่ะ จะทำอย่างไร ในข้อต่อมาคือการเปิดพวกโครงการพิเศษต่างๆ ที่กล่าวมานั้นก็เป็นทางที่ช่วยได้ แต่คำถามที่ตามมาคือ นอกเหนือจากการเพิ่มขึ้นในเชิงคุณภาพของการพัฒนาการศึกษา (ตามจำนวนหลักสูตรที่มีมากขึ้นและทำให้นักศึกษามีจำนวนมากขึ้น) เชิงคุณภาพการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของนักศึกษาที่เข้ามา และที่สำคัญคือ การพัฒนาทางวิชาการที่ตอบสนองต่อการพัฒนาตามบริบทของสังคมไทย

เพราะถ้าต้องคิดเรื่องการหาเงินเข้ากระเป๋ามากขึ้น หลักสูตรที่เกิดมาก็ต้องเป็นที่ยอมรับ ทำเงินได้ แล้วพวกหลักสูตรเพื่อการพัฒนาเช่น วิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาชนบท การพัฒนาชุมชน หรืออย่างหลักสูตรเพื่อพัฒนาท้องถิ่นเช่น หลักสูตรอุตสาหกรรมยางพารา (มีในแถบภาคใต้) คำถามคือ เมื่อหลักสูตรเหล่านี้ไม่ใช่หลักสูตรยอดนิยมที่สามารถเรียกคนเข้ามาเรียนได้มากๆ ทำเงินได้มากๆ จะมีหลักประกันใดที่มั่นใจได้ว่าหลักสูตรเหล่านี้จะไม่ค่อยสูญหายไป แม้ในมาตร13จะมีข้อ (5) ที่กล่าวถึงกองทุนเพื่อจัดการศึกษาในสาขาวิชาชีพที่ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ในทางการเงิน แต่เมื่อมหาวิทยาลัยกลายเป็นองค์กรเพื่อการแสวงหากำไรแล้ว จะมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้บริหารจะไม่ตัดสินใจยุบหลักสูตรนั้นทิ้ง เมื่อเขามีสิทธิ มีความชอบธรรมที่จะทำได้เพื่อไม่เป็นภาระที่องค์กรต้องแบกรับ

ผมไม่ได้วิตกจริตไปเองด้วย แต่พูดตามเนื้อผ้า ตามสภาพการณ์ปัจจุบันที่เห็นๆอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับที่ศาสตราจารย์รังสรรค์ ธนพรพันธุ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยกล่าวไว้ว่า "ในเมื่ออาจารย์มหาวิทยาลัยพากันเดินสายฝึกอบรมและแปรสภาพเป็น 'เซลส์แมน' ขายปริญญาบัตรและวุฒิบัตร มิใยต้องกล่าวว่า มหาวิทยาลัยในเมืองไทยในรากเหง้าทางประวัติศาสตร์มิได้มีการออกแบบเชิงสถาบัน (Institutional Design) เพื่อให้เป็นสถาบันผลิตองค์ความรู้ตั้งแต่ต้น ด้วยเหตุดังนี้ใครก็ตามที่ผลักดันมหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบราชการ และเข้าสู่วิถีแห่งตลาด โดยหวังว่าจะก่อให้เกิดความก้าวหน้าขององค์ความรู้และวิทยาการ คงจะมีความไร้เดียงสาอย่างถึงที่สุด"

แล้วยิ่งบทบาทของอุดมศึกษาต่อสังคมไทยที่ผมเห็นวันนี้ ช่างน่าเหนื่อยใจเสียเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเราได้เป็นขุมปัญญารับใช้สังคมกันสักแค่ไหน แล้วยิ่งถ้ามหาวิทยาลัยต้องพึ่งตนเองด้วยการหาเงินเอง จะมีโอกาสสูงมากที่มหาวิทยาลัยจะต้องทำงานวิจัยเพื่อรับใช้รัฐหรือนายทุนที่ให้เศษเงินสนับสนุนการวิจัยเพื่อให้มหาวิทยาลัยทำผลการวิจัยที่สร้างความชอบธรรมแก่การดำเนินการใดๆสักอย่างของผู้ว่าจ้าง ซึ่งในข้อนี้ นายเมธา มาสขาว อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) พี่ชายในวงการที่ผมให้ความเคารพนับถือ เคยให้ทัศนะไว้ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อ 21 ธันวาคม 2544ว่า

"...นักวิชาการบางท่าน อาจารย์บางท่าน บางมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ในนามมหาวิทยาลัยเองก็ไปขัดแย้งกับสังคมเช่น ปัญหาโรงไฟฟ้า หรือว่าปัญหา EIA มันขัดแย้งกับความต้องการของชาวบ้าน กับความจริงบางอย่าง..." (ดินสอธรรม,2545,น.7)

การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบนั้นเพื่อเป็นทางหนึ่งในการผลักภาระที่รัฐต้องแบกรับ ตามที่ในหนังสือของสนนท.ที่ส่งให้นายสุธรรม แสงประทุม รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2545 กล่าวไว้ว่า การเร่งผลักดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบตามมติ ครม.เมื่อ 27 มกราคม 2541 และหนึ่งในกรอบเงื่อนไขของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ในการปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยเพื่อลดภาระของรัฐทั้งหมดออกนอกระบบ... (เมธา มาสขาว,หนังสือที่สนนท. 003/2545 เรื่องขอให้ผลักดันการปฏิรูปมหาวิทยาลัยเพื่อสังคมอย่างเป็นธรรมและทบทวนการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ)

และหนังสือฉบับดังกล่าวนี้ พี่พณของผม(นายเมธา มาสขาว เลขาธิการสนนท.ปี2544) ได้วิพากษ์ถึงปัญหาสำคัญที่มหาวิทยาลัยต้องปฏิรูป และนโยบายการนำออกนอกระบบไม่ได้แก้ปัญหาดังจะกล่าวต่อไปนี้อย่างเป็นรูปธรรม ผมขอพูดโดยสรุปดังนี้

1. ปัญหาสถาบันอุดมศึกษาไทยผลิตบัณฑิตเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ สอนแต่ท่องจำ ผลิตแต่บัณฑิตที่เป็นได้แค่จักรกลแรงงานที่ปราศจากคุณภาพ ขาดองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงปัญหาสังคม

2. ปัญหางานวิจัยที่อ่อนแอในสถานการณ์โลก และตอบสนองผลประโยชน์ทุนธุรกิจเป็นสำคัญ

3. ปัญหาระบบอุปถัมป์ในมหาวิทยาลัยที่ยังเป็นระบบ "นาย-เซ็นเตอร์" ใช้อำนาจเป็นศูนย์กลางควบคุมประชาคมในมหาวิทยาลัย ขาดการมีส่วนร่วม ขาดการตรวจสอบถ่วงดุล (ถ้าไม่เชื่อไปถามมหาวิทยาลัยที่กำลังจะโดนหรือโดนออกนอกระบบแล้วสิ ว่าผู้บริหารเคยมาถามนักศึกษาหรือเปล่าว่าอยากออกนอกระบบหรือไม่ บางที่นักศึกษาไม่ทันรู้ตัวด้วยว่ามีร่างพรบ.เพื่อเตรียมออกนอกระบบอยู่)

4. ปัญหาวิชาการที่ยังหันหลังให้ท้องถิ่นและสังคม ตลอดจนการพัฒนาความคิดและกิจกรรมนิสิตนักศึกษาที่ยังไม่ถูกส่งเสริมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับวิชาการ ตลอดจนการกระจายโอกาสทางการศึกษาของคนจนยังไม่มีหลักประกันของรัฐบาลอย่างเพียงพอ (เมธา มาสขาว,ที่สนนท. 003/2545 หนังสือเรื่องขอให้ผลักดันการปฏิรูปมหาวิทยาลัยเพื่อสังคมอย่างเป็นธรรมและทบทวนการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ)

ลองอ่านข้อ 4 ดูจะเห็นว่าสอดคล้องกับปัญหาที่ผมห่วงในเรื่องการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบสนองการพัฒนาตามบริบทต่างๆ ในสังคมไทย

และที่น่ากลัวสุดๆคือ หลักประกันโอกาสทางการศึกษาของคนจน ซึ่งเป็นคนส่วนมากของประเทศ เพราะภาระที่รัฐแบกรับค่าใช้จ่ายทางการศึกษาให้นักศึกษา 70% ก็จะหายไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับที่ กชวรรณ ชัยบุตร หรือพี่ตาล อดีตเลขาธิการสนนท.ปี2548 พี่สาวอีกคนของผมในวงการ (รู้สึกว่าชักจะอ้างถึง สนนท.มากไปหน่อย แต่ช่างเถอะครับ) ได้พูดเสริมจากสิ่งที่ผมบรรยายในที่ประชุมสมัชชาศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD) ประเด็นแรกคือ พี่ตาลบอกว่ามีมติครม. (รู้สึกจะชุดหลังรัฐประหาร19กันยา2549นี่แหละ) ที่ให้ประชาชนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของตนตามอัตราจริง (ผมว่าผมฟังไม่ผิดหรอก น่ากลัวไหมล่ะ) อีกเรื่องหนึ่ง พี่ตาลให้ทัศนะว่า จริงๆการออกนอกระบบถูกผลักดันมาร่วม 10 กว่าปีแล้วด้วย ระบบกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (ที่ให้คนจนมีโอกาสเรียนแต่เป็นหนี้มหาศาล เพื่อจบมารับเงินเดือน 8 พันบาท ตามหลักใครไม่รู้ที่บอกว่าการศึกษาคือการลงทุน) หรือการขยับค่าหน่วยกิตทุกๆ 5ปี 10ปี จริงๆแล้วมันคือกลลวง ที่ทำให้เราไม่รู้สึกถึงความแตกต่างของการอยู่ในระบบกับการออกนอกระบบ (พูดง่ายๆ คือค่อยๆ โดนกินตับกันไปแล้ว)

อาจารย์วันชัย มีชาติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็เคยให้ทัศนะเรื่องการนำออกนอกระบบไว้ว่า "แต่เดิมเราพูดถึงมหาวิทยาลัยออกนอกระบบนั้น เราหมายถึงให้มหาวิทยาลัยเป็นองค์กรมหาชนอิสระ เพราะการศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องการเสรีภาพ การศึกษาต้องมีเสรีภาพในการวิจารณ์สังคม ชี้นำสังคม แต่การออกนอกระบบนี้รัฐยังต้องให้งบประมาณอยู่ ไม่แน่ใจว่าการออกนอกระบบของรัฐบาลจะเหมือนการออกนอกระบบที่เราคิดกันหรือแปรรูป" (ดินสอธรรม,2544,น.5)

ทีนี้สิ่งที่อยากตั้งคำถามตามมาคือ ตกลงการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยนั้น เป็นการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ข้อใดของสิ่งที่ระบบการศึกษาไทยประสพอยู่บ้าง อาการเหมือนคนกำลังคันหลัง แต่ไปเกาก้นซะอย่างนั้น ไม่รู้ว่ามันจะหายคันได้อย่างไร

และคำตอบที่เรามักจะได้จากการตั้งคำถามในเรื่องนี้ ผู้ใหญ่ก็มักจะโจมตีเรากลับมาว่า เป็นพวกไม่มีข้อมูลบ้าง ด่าว่าพูดแต่ประเด็นเดิมๆ คือเรื่องค่าเทอมแพงขึ้นบ้าง

ประทานโทษครับ!!! ก็ไอ้ความกลัวค่าเทอมจะแพงขึ้นนี่แหละ ที่เป็นปัญหาที่เป็นรูปธรรมที่สุด ที่คนจนจะประสพอย่างชัดเจนตรงตัวกว่าปัญหาเรื่องการจัดการหลักสูตรกับเรื่องการบริหารเสียอีก เพราะค่าเทอมที่แพงขึ้นนั่นแหละ หมายถึงทางเลือก 2 ทางของคนมีรายได้น้อย อย่างแรกคือไม่ต้องเรียนซะ...จบ อย่างที่สองคือ เรียนๆ ไป เป็นลูกหนี้รัฐบาลร่วมล้านบาท แล้วก็มารับเงินเดือน เดือนละ8พัน

และขอเสริมอีกสักหน่อย จากตรงที่พูดถึงว่าผู้ใหญ่มักชอบโจมตีพวกเราที่ออกมาตั้งคำถามกับเรื่องนี้ มาว่าพวกเราไม่มีข้อมูล ตัวพวกคุณเองเถอะมีความจริงใจที่จะเปิดเผยข้อมูลอะไรกับเราบ้างหรือเปล่า เอาแค่ที่ดำเนินการอยู่ทุกวันนี้ ขอย้อนกลับไปเรื่องที่เกริ่นๆมาข้างบนแล้วรอบนึง ที่ว่าการตัดสินใจออกนอกระบบขอเหล่ามหาวิทยาลัยที่ผ่านมานี้ มีที่ไหนบ้างที่ดำเนินการโดยรับฟังเสียงของนักศึกษา ตั้งแต่ขั้นการพิจารณาในมหาวิทยาลัย ไปจนถึงขั้นกฤษฎีกาพิจารณา ผ่านไปครม. จนถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งบางที่กว่านักศึกษาจะรับทราบสิ่งที่เกิด ร่างพรบ.มหาวิทยาลัยของตนก็ไปถึงสนช.แล้ว ถ้าผ่านก็ออกนอกระบบโดยสมบูรณ์

ผมเลยอยากตั้งคำถามไปถึงเรื่องของการดำเนินการอย่างชอบธรรม การเคารพเสียงของประชาคมในมหาวิทยาลัย เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงโอกาสและคุณภาพชีวิตของนักศึกษารุ่นต่อๆไปโดยตรง ขอตั้งคำถามไว้แค่นี้พอ อย่าให้ต้องตั้งคำถามไปถึงขั้นความชอบธรรมของอำนาจที่ท่านๆถือกันอยู่เลย

ตามหลักสิทธิมนุษยชน ที่พี่บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ผ.อ.องค์การนิรโทษกรรมสากล ประเทศไทย และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) เคยกล่าวถึงในเวทีประชุมอภิปรายเรื่องข้อเสนอด้านสิทธิมนุษยชนต่อรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2549 ณ อนุสรณ์14ตุลา สรุปสาระสำคัญตอนหนึ่งได้ว่า การดำเนินนโยบายใดๆของรัฐ ที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิทธิเสรีภาพของประชาชน จะต้องยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมตัดสินใจ เช่นมีการทำประชาพิจารณ์ การเปิดเผยข้อมูลทั้งด้านบวกและลบด้วยความบริสุทธิ์ใจ (บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์,2549,อภิปราย)

แล้ววันนี้มีผู้บริหารมหาวิทยาลัยไหนทำอย่างที่ว่าบ้าง ระบบ "นาย-เซ็นเตอร์" จึงเป็นระบบที่ยังติดอยู่กับสังคมไทยมาจนวันนี้ ไม่เว้นกระทั่งภายในวัฒนธรรมในสถาบันอุดมศึกษา

และที่สุดเรื่องนี้ก็คงเป็นการตอบที่ไม่ตรงคำถาม หรืออาจเป็นการถามที่ไม่ตรงคำตอบอยู่ต่อไป หากการศึกษาไทยไม่นำพาต่อโอกาสอันทั่วถึง เท่าเทียมในฐานะพลเมืองของสังคม แล้วคนเรียนจบออกมา จะใส่ใจสังคมไปทำไม หากอุดมศึกษาไม่นำพาต่อการพัฒนาสังคม แล้วสังคมยังจะเชิดชูอุดมศึกษาไปทำไม?

ปล. แต่ก็ยังแอบหวังว่าสิ่งที่ผมกลัวอยู่จะไม่เกิดขึ้น หวังว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยของผม จะเป็นประชาธิปไตย ปกป้องผลประโยชน์ของนักศึกษาและสังคมจริงๆ...


บรรณานุกรม
- "ความไร้เดียงสาของผู้บริหารมหาวิทยาลัย".<http://www.thaieduwatch.com/articles/03005.htm>. 2549
- เมธา มาสขาว.ที่สนนท. 003/2545 เรื่องขอให้ผลักดันการปฏิรูปมหาวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรมและทบทวนการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ. 31 มกราคม 2545
- สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย. "นานาวิสัยทัศน์-มหาวิทยาลัยกำลังไปไหน". ดินสอธรรม (ธันวาคม2544): 4-5
- สำนักงานเตรียมความพร้อมและประสานงานมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในกำกับของรัฐ.ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.2546

วรภัทร วีรพัฒนคุปต์
ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD.)


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
เมธา วันที่ : 10/09/2007 เวลา : 12.52 น.
http://www.oknation.net/blog/talkwithMetha

นั่นสิ Akanishi นี่มันลอยแพอุดมศึกษาชัดๆ
พัฒนาทางทหาร พัฒนาไปทำไมนายหมอดี
การพัฒนาทหาร ถ้าไม่มีสงครามก็คือการก่อสงครามภายใน..
ความคิดเห็นที่ 2
นายหมอดี(แท้) วันที่ : 10/09/2007 เวลา : 11.02 น.
http://www.oknation.net/blog/NARKA

เรื่องนี้มันเป็นแนวคิดในการจัดการภาครัฐ แนวทางเลือกสาธารณะและการแปรกิจกรรมรัฐเป็นเอกชน
วิธีคิดคือ รัฐต้องหดตัวลง ให้เอกชนมีบทบาทมากขึ้น มาทำหน้าที่แทนรัฐ
ยิ่งประเทศมีงบประมาณมาก ก็ต้องยิ่งหดตัวลงมาก นำเงินไปพัฒนาทางทหาร
ประเทศเราไม่รวย
แต่จน
จะมาให้อุ้มการศึกษาอยู่ ไปไม่ไหว ขืนอุ้ม การศึกษาก็จะไร้คุณภาพ เพราะตังค์ไม่มี ต่อไปคนของเราก็จะแข่งขันการค้าเสรีไม่ได้
ผมว่าดีแล้วที่ให้เอกชนมาช่วยทำ โดยรัฐเป็นREGULATOR
คอยประคองไม่ให้เอกชนขูดรีด นศ.
แต่พื้นฐาน12 ปี ตอนนี้ รัฐก็น่าที่จะอุ้มไปก่อน แม้จนก็ตาม
ความคิดเห็นที่ 1
Akanishi วันที่ : 10/09/2007 เวลา : 09.37 น.
http://www.oknation.net/blog/Akanishi

แล้วอย่างนี้ไม่ไปลงกับนักศึกษาหมดเลยหรอค่ะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

Internacional

all

View All
<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            



ท่านไม่พอใจใครมากที่สุด จากการทำรัฐประหาร
สนธิ บุญรัตกลิน
9 คน
สุรยุทธุ์ จุลานนท์
1 คน
ทักษิณ ชินวัตร
40 คน
เปรม ติณสูลานนท์
5 คน
สนธิ ลิ้มทองกุล
8 คน
สพรั่ง กัลยาณมิตร
1 คน
อนุพงษ์ เผ่าจินดา
0 คน
มีชัย ฤชพันธุ์
1 คน
ประสงค์ สุ่นสิริ
2 คน

  โหวต 67 คน