วันจันทร์ ที่ 10 กันยายน 2550
ม.นอกระบบ
ตอบไม่ตรงคำถาม (หรือถามไม่ตรงคำตอบ)
Posted by
YPD
,
ผู้อ่าน : 218
, 01:29:34 น.
พิมพ์หน้านี้
|
อันที่จริง ผมได้เขียนบทความนี้ไว้นานมากแล้ว แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่าจะส่งไปที่ไหนดี เลยดองเค็มไว้ แต่ล่าสุดได้มีกรณีการพิจารณานำมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือออกนอกระบบ และคาดว่ามหาวิทยาลัยต่างๆที่มีร่างพระราชบัญญัติจ่ออยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คงจะต้องถูกแปรสภาพหมดทันก่อนที่ สนช. จะหมดวาระอย่างแน่นอน จึงเห็นเป็นฤกษ์งามยามดี (ตรงไหนวะ?) ที่จะนำบทความนี้ออกมาเผยแพร่เสียที ************************************* "มหาวิทยาลัยอุปมาประดุจบ่อน้ำ เพื่อบำบัดความกระหายของราษฎร" วลีนี้เป็นวลีที่สะท้อนถึงวัตถุประสงค์ของการกำเนิดขึ้นของมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่งแถวๆ ท่าพระจันทร์ ที่ต้องการให้เป็นขุมพลังทางปัญญาในการขับเคลื่อนสังคม ด้วยตระหนักว่าการศึกษาคือสิ่ง ที่ประชาชนควรมีโอกาสได้รับอย่างเท่าเทียม ทั่วถึงที่สุด เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาของประเทศ เหมือนปรัชญาของมหาวิทยาลัยรัฐอีกแห่งที่อยู่แถวๆ อโศกว่า "การศึกษา คือความเจริญงอกงาม"
ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยหลายฉบับที่กำลังจะแปรสภาพมหาวิทยาลัยรัฐ ให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ กำลังถูกขึ้นเขียงนำเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งผมไม่สามารถตอบคำถามของใครๆ ได้ว่าสภานี้มีความชอบธรรมทางการเมืองมาจากไหน ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมหวั่นใจมาก ผมกลัวที่จะต้องลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับอะไรๆ ที่ไม่เหมือนเดิม กลัวว่าวันหนึ่งตื่นขึ้นมา มหาวิทยาลัยของผมจะไม่เป็นเหมือนเดิมที่เคยเป็น ที่ผมเคยรักและหวงแหน กลัวว่าจากมหาวิทยาลัยที่อุปมาประดุจบ่อน้ำบำบัดกระหายของราษฎร จะกลายเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อทุนนิยมและการค้า
ความกลัวของผมมาจากร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับผ่านการพิจารณาของสภามหาวิทยาลัย สิ่งที่เป็นข้อกังกลที่สุดของพวกผมคือ มาตรา13 ว่าด้วยเรื่องรายได้ของมหาวิทยาลัย ตามวงเล็บดังต่อไปนี้ (8) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุนหรือร่วมลงทุนและจากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย (9)รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้รับมาจากการใช้ที่ดินซึ่งมหาวิทยาลัยปกครอง ดูแล หรือใช้ประโยชน์อยู่ หรือที่เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย (10)รายได้หรือผลประโยชน์อย่างอื่น (สำนักงานเตรียมความพร้อมและประสานงานมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในกำกับของรัฐ,2546,น.6-7) |
ซึ่งตามข้อที่กล่าวมานี้เอง สิ่งที่ยังความหนักใจมาให้พวกเรา ตามที่มีอาจารย์นิติศาสตร์ กับเพื่อนนักศึกษาที่ทำกิจกรรมภาคประชาชนด้วยกันเคยวิเคราะห์ไว้ว่า ร่างพรบ.ใหม่นี้ แม้ในมาตรา 13 จะมีข้อ (1) เงินประเดิม กับข้อ (2) เงินอุดหนุนทั่วไปและเงินอื่นๆที่รัฐบาลจัดสรรให้รายปี แต่ด้วยความที่ต่อไปมหาวิทยาลัยจะไม่ใช่หน่วยงานของรัฐแล้ว (แค่อยู่ในกำกับของรัฐ) และกับข้อที่เพิ่มขึ้นมาดังข้อที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ทำให้อดกังวลไม่ได้ว่าจะมีหลักประกันใดบ้างที่มหาวิทยาลัยจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างเหมาะสมแก่สภาพจริงๆ อย่างเรื่องเงินประเดิมในข้อ (1) มันก็แค่เงินที่ให้ในงวดแรกภายหลังการออกนอกระบบอย่างสมบูรณ์ (เปรียบเทียบคล้ายๆกับซองขาวที่ให้คนที่กำลังจะโดนไล่ออกจากงาน) หรืออย่างข้อ (2) นั้น ก็ไม่มีหลักประกันเรื่องของมาตรฐานการให้เงินอุดหนุนรายปี ซึ่งในทางกฎหมาย รัฐให้เงินแค่บาทเดียวก็ถือว่าเป็นการจ่ายเงินแล้ว และต้องย้ำว่าสภาพมันไม่ใช่หน่วยงานของรัฐที่รัฐต้องประคองทุกวิถีทาง แต่กลับเพิ่มเงื่อนไขข้อ8-10 ซึ่งพูดง่ายๆ คือ มหาวิทยาลัยต้องใช้ทรัพยากร หรือวิธีการลงทุนแบบต่างๆ เพื่อระดมทุนมาเพื่อประคองตนเองนั่นเอง
ซึ่งข้อนี้อาจไม่เป็นปัญหานักกับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและมีแหล่งรายได้ของตนเอง อย่างจุฬาฯก็มีที่ดินย่านสยามสแควร์ที่ทำรายได้ปีละหลายล้าน หรืออย่างธรรมศาสตร์ก็มีโรงพิมพ์ซึ่งผลิตตำราวิชาการขายเป็นที่ยอมรับทั่วไป ทำเงินได้ไม่ใช่น้อย นอกจากนี้วิธีการที่ทำได้ก็ด้วยการเน้นพวกเปิดพวกโครงการพิเศษ นักศึกษาภาคพิเศษ (เรียนนอกเวลาราชการ) และอื่นๆ ได้อีกสารพัด ซึ่งคุณภาพก็เป็นที่เชื่อถือได้อยู่แล้ว
แต่ทีนี้คำถามที่ตามมาข้อแรกคือ แล้วมหาวิทยาลัยที่ไม่มีหม้อข้าวของตนเอง และมีภาระหนี้สินอยู่ล่ะ จะทำอย่างไร ในข้อต่อมาคือการเปิดพวกโครงการพิเศษต่างๆ ที่กล่าวมานั้นก็เป็นทางที่ช่วยได้ แต่คำถามที่ตามมาคือ นอกเหนือจากการเพิ่มขึ้นในเชิงคุณภาพของการพัฒนาการศึกษา (ตามจำนวนหลักสูตรที่มีมากขึ้นและทำให้นักศึกษามีจำนวนมากขึ้น) เชิงคุณภาพการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของนักศึกษาที่เข้ามา และที่สำคัญคือ การพัฒนาทางวิชาการที่ตอบสนองต่อการพัฒนาตามบริบทของสังคมไทย
เพราะถ้าต้องคิดเรื่องการหาเงินเข้ากระเป๋ามากขึ้น หลักสูตรที่เกิดมาก็ต้องเป็นที่ยอมรับ ทำเงินได้ แล้วพวกหลักสูตรเพื่อการพัฒนาเช่น วิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาชนบท การพัฒนาชุมชน หรืออย่างหลักสูตรเพื่อพัฒนาท้องถิ่นเช่น หลักสูตรอุตสาหกรรมยางพารา (มีในแถบภาคใต้) คำถามคือ เมื่อหลักสูตรเหล่านี้ไม่ใช่หลักสูตรยอดนิยมที่สามารถเรียกคนเข้ามาเรียนได้มากๆ ทำเงินได้มากๆ จะมีหลักประกันใดที่มั่นใจได้ว่าหลักสูตรเหล่านี้จะไม่ค่อยสูญหายไป แม้ในมาตร13จะมีข้อ (5) ที่กล่าวถึงกองทุนเพื่อจัดการศึกษาในสาขาวิชาชีพที่ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ในทางการเงิน แต่เมื่อมหาวิทยาลัยกลายเป็นองค์กรเพื่อการแสวงหากำไรแล้ว จะมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้บริหารจะไม่ตัดสินใจยุบหลักสูตรนั้นทิ้ง เมื่อเขามีสิทธิ มีความชอบธรรมที่จะทำได้เพื่อไม่เป็นภาระที่องค์กรต้องแบกรับ
ผมไม่ได้วิตกจริตไปเองด้วย แต่พูดตามเนื้อผ้า ตามสภาพการณ์ปัจจุบันที่เห็นๆอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับที่ศาสตราจารย์รังสรรค์ ธนพรพันธุ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยกล่าวไว้ว่า "ในเมื่ออาจารย์มหาวิทยาลัยพากันเดินสายฝึกอบรมและแปรสภาพเป็น 'เซลส์แมน' ขายปริญญาบัตรและวุฒิบัตร มิใยต้องกล่าวว่า มหาวิทยาลัยในเมืองไทยในรากเหง้าทางประวัติศาสตร์มิได้มีการออกแบบเชิงสถาบัน (Institutional Design) เพื่อให้เป็นสถาบันผลิตองค์ความรู้ตั้งแต่ต้น ด้วยเหตุดังนี้ใครก็ตามที่ผลักดันมหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบราชการ และเข้าสู่วิถีแห่งตลาด โดยหวังว่าจะก่อให้เกิดความก้าวหน้าขององค์ความรู้และวิทยาการ คงจะมีความไร้เดียงสาอย่างถึงที่สุด"
แล้วยิ่งบทบาทของอุดมศึกษาต่อสังคมไทยที่ผมเห็นวันนี้ ช่างน่าเหนื่อยใจเสียเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเราได้เป็นขุมปัญญารับใช้สังคมกันสักแค่ไหน แล้วยิ่งถ้ามหาวิทยาลัยต้องพึ่งตนเองด้วยการหาเงินเอง จะมีโอกาสสูงมากที่มหาวิทยาลัยจะต้องทำงานวิจัยเพื่อรับใช้รัฐหรือนายทุนที่ให้เศษเงินสนับสนุนการวิจัยเพื่อให้มหาวิทยาลัยทำผลการวิจัยที่สร้างความชอบธรรมแก่การดำเนินการใดๆสักอย่างของผู้ว่าจ้าง ซึ่งในข้อนี้ นายเมธา มาสขาว อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) พี่ชายในวงการที่ผมให้ความเคารพนับถือ เคยให้ทัศนะไว้ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อ 21 ธันวาคม 2544ว่า
"...นักวิชาการบางท่าน อาจารย์บางท่าน บางมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ในนามมหาวิทยาลัยเองก็ไปขัดแย้งกับสังคมเช่น ปัญหาโรงไฟฟ้า หรือว่าปัญหา EIA มันขัดแย้งกับความต้องการของชาวบ้าน กับความจริงบางอย่าง..." (ดินสอธรรม,2545,น.7)
การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบนั้นเพื่อเป็นทางหนึ่งในการผลักภาระที่รัฐต้องแบกรับ ตามที่ในหนังสือของสนนท.ที่ส่งให้นายสุธรรม แสงประทุม รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2545 กล่าวไว้ว่า การเร่งผลักดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบตามมติ ครม.เมื่อ 27 มกราคม 2541 และหนึ่งในกรอบเงื่อนไขของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ในการปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยเพื่อลดภาระของรัฐทั้งหมดออกนอกระบบ... (เมธา มาสขาว,หนังสือที่สนนท. 003/2545 เรื่องขอให้ผลักดันการปฏิรูปมหาวิทยาลัยเพื่อสังคมอย่างเป็นธรรมและทบทวนการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ)
และหนังสือฉบับดังกล่าวนี้ พี่พณของผม(นายเมธา มาสขาว เลขาธิการสนนท.ปี2544) ได้วิพากษ์ถึงปัญหาสำคัญที่มหาวิทยาลัยต้องปฏิรูป และนโยบายการนำออกนอกระบบไม่ได้แก้ปัญหาดังจะกล่าวต่อไปนี้อย่างเป็นรูปธรรม ผมขอพูดโดยสรุปดังนี้
1. ปัญหาสถาบันอุดมศึกษาไทยผลิตบัณฑิตเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ สอนแต่ท่องจำ ผลิตแต่บัณฑิตที่เป็นได้แค่จักรกลแรงงานที่ปราศจากคุณภาพ ขาดองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงปัญหาสังคม
2. ปัญหางานวิจัยที่อ่อนแอในสถานการณ์โลก และตอบสนองผลประโยชน์ทุนธุรกิจเป็นสำคัญ
3. ปัญหาระบบอุปถัมป์ในมหาวิทยาลัยที่ยังเป็นระบบ "นาย-เซ็นเตอร์" ใช้อำนาจเป็นศูนย์กลางควบคุมประชาคมในมหาวิทยาลัย ขาดการมีส่วนร่วม ขาดการตรวจสอบถ่วงดุล (ถ้าไม่เชื่อไปถามมหาวิทยาลัยที่กำลังจะโดนหรือโดนออกนอกระบบแล้วสิ ว่าผู้บริหารเคยมาถามนักศึกษาหรือเปล่าว่าอยากออกนอกระบบหรือไม่ บางที่นักศึกษาไม่ทันรู้ตัวด้วยว่ามีร่างพรบ.เพื่อเตรียมออกนอกระบบอยู่)
4. ปัญหาวิชาการที่ยังหันหลังให้ท้องถิ่นและสังคม ตลอดจนการพัฒนาความคิดและกิจกรรมนิสิตนักศึกษาที่ยังไม่ถูกส่งเสริมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับวิชาการ ตลอดจนการกระจายโอกาสทางการศึกษาของคนจนยังไม่มีหลักประกันของรัฐบาลอย่างเพียงพอ (เมธา มาสขาว,ที่สนนท. 003/2545 หนังสือเรื่องขอให้ผลักดันการปฏิรูปมหาวิทยาลัยเพื่อสังคมอย่างเป็นธรรมและทบทวนการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ) |
ลองอ่านข้อ 4 ดูจะเห็นว่าสอดคล้องกับปัญหาที่ผมห่วงในเรื่องการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบสนองการพัฒนาตามบริบทต่างๆ ในสังคมไทย
และที่น่ากลัวสุดๆคือ หลักประกันโอกาสทางการศึกษาของคนจน ซึ่งเป็นคนส่วนมากของประเทศ เพราะภาระที่รัฐแบกรับค่าใช้จ่ายทางการศึกษาให้นักศึกษา 70% ก็จะหายไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับที่ กชวรรณ ชัยบุตร หรือพี่ตาล อดีตเลขาธิการสนนท.ปี2548 พี่สาวอีกคนของผมในวงการ (รู้สึกว่าชักจะอ้างถึง สนนท.มากไปหน่อย แต่ช่างเถอะครับ) ได้พูดเสริมจากสิ่งที่ผมบรรยายในที่ประชุมสมัชชาศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD) ประเด็นแรกคือ พี่ตาลบอกว่ามีมติครม. (รู้สึกจะชุดหลังรัฐประหาร19กันยา2549นี่แหละ) ที่ให้ประชาชนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของตนตามอัตราจริง (ผมว่าผมฟังไม่ผิดหรอก น่ากลัวไหมล่ะ) อีกเรื่องหนึ่ง พี่ตาลให้ทัศนะว่า จริงๆการออกนอกระบบถูกผลักดันมาร่วม 10 กว่าปีแล้วด้วย ระบบกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (ที่ให้คนจนมีโอกาสเรียนแต่เป็นหนี้มหาศาล เพื่อจบมารับเงินเดือน 8 พันบาท ตามหลักใครไม่รู้ที่บอกว่าการศึกษาคือการลงทุน) หรือการขยับค่าหน่วยกิตทุกๆ 5ปี 10ปี จริงๆแล้วมันคือกลลวง ที่ทำให้เราไม่รู้สึกถึงความแตกต่างของการอยู่ในระบบกับการออกนอกระบบ (พูดง่ายๆ คือค่อยๆ โดนกินตับกันไปแล้ว)
อาจารย์วันชัย มีชาติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็เคยให้ทัศนะเรื่องการนำออกนอกระบบไว้ว่า "แต่เดิมเราพูดถึงมหาวิทยาลัยออกนอกระบบนั้น เราหมายถึงให้มหาวิทยาลัยเป็นองค์กรมหาชนอิสระ เพราะการศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องการเสรีภาพ การศึกษาต้องมีเสรีภาพในการวิจารณ์สังคม ชี้นำสังคม แต่การออกนอกระบบนี้รัฐยังต้องให้งบประมาณอยู่ ไม่แน่ใจว่าการออกนอกระบบของรัฐบาลจะเหมือนการออกนอกระบบที่เราคิดกันหรือแปรรูป" (ดินสอธรรม,2544,น.5)
ทีนี้สิ่งที่อยากตั้งคำถามตามมาคือ ตกลงการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยนั้น เป็นการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ข้อใดของสิ่งที่ระบบการศึกษาไทยประสพอยู่บ้าง อาการเหมือนคนกำลังคันหลัง แต่ไปเกาก้นซะอย่างนั้น ไม่รู้ว่ามันจะหายคันได้อย่างไร
และคำตอบที่เรามักจะได้จากการตั้งคำถามในเรื่องนี้ ผู้ใหญ่ก็มักจะโจมตีเรากลับมาว่า เป็นพวกไม่มีข้อมูลบ้าง ด่าว่าพูดแต่ประเด็นเดิมๆ คือเรื่องค่าเทอมแพงขึ้นบ้าง
ประทานโทษครับ!!! ก็ไอ้ความกลัวค่าเทอมจะแพงขึ้นนี่แหละ ที่เป็นปัญหาที่เป็นรูปธรรมที่สุด ที่คนจนจะประสพอย่างชัดเจนตรงตัวกว่าปัญหาเรื่องการจัดการหลักสูตรกับเรื่องการบริหารเสียอีก เพราะค่าเทอมที่แพงขึ้นนั่นแหละ หมายถึงทางเลือก 2 ทางของคนมีรายได้น้อย อย่างแรกคือไม่ต้องเรียนซะ...จบ อย่างที่สองคือ เรียนๆ ไป เป็นลูกหนี้รัฐบาลร่วมล้านบาท แล้วก็มารับเงินเดือน เดือนละ8พัน
และขอเสริมอีกสักหน่อย จากตรงที่พูดถึงว่าผู้ใหญ่มักชอบโจมตีพวกเราที่ออกมาตั้งคำถามกับเรื่องนี้ มาว่าพวกเราไม่มีข้อมูล ตัวพวกคุณเองเถอะมีความจริงใจที่จะเปิดเผยข้อมูลอะไรกับเราบ้างหรือเปล่า เอาแค่ที่ดำเนินการอยู่ทุกวันนี้ ขอย้อนกลับไปเรื่องที่เกริ่นๆมาข้างบนแล้วรอบนึง ที่ว่าการตัดสินใจออกนอกระบบขอเหล่ามหาวิทยาลัยที่ผ่านมานี้ มีที่ไหนบ้างที่ดำเนินการโดยรับฟังเสียงของนักศึกษา ตั้งแต่ขั้นการพิจารณาในมหาวิทยาลัย ไปจนถึงขั้นกฤษฎีกาพิจารณา ผ่านไปครม. จนถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งบางที่กว่านักศึกษาจะรับทราบสิ่งที่เกิด ร่างพรบ.มหาวิทยาลัยของตนก็ไปถึงสนช.แล้ว ถ้าผ่านก็ออกนอกระบบโดยสมบูรณ์
ผมเลยอยากตั้งคำถามไปถึงเรื่องของการดำเนินการอย่างชอบธรรม การเคารพเสียงของประชาคมในมหาวิทยาลัย เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงโอกาสและคุณภาพชีวิตของนักศึกษารุ่นต่อๆไปโดยตรง ขอตั้งคำถามไว้แค่นี้พอ อย่าให้ต้องตั้งคำถามไปถึงขั้นความชอบธรรมของอำนาจที่ท่านๆถือกันอยู่เลย
ตามหลักสิทธิมนุษยชน ที่พี่บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ผ.อ.องค์การนิรโทษกรรมสากล ประเทศไทย และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) เคยกล่าวถึงในเวทีประชุมอภิปรายเรื่องข้อเสนอด้านสิทธิมนุษยชนต่อรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2549 ณ อนุสรณ์14ตุลา สรุปสาระสำคัญตอนหนึ่งได้ว่า การดำเนินนโยบายใดๆของรัฐ ที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิทธิเสรีภาพของประชาชน จะต้องยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมตัดสินใจ เช่นมีการทำประชาพิจารณ์ การเปิดเผยข้อมูลทั้งด้านบวกและลบด้วยความบริสุทธิ์ใจ (บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์,2549,อภิปราย)
แล้ววันนี้มีผู้บริหารมหาวิทยาลัยไหนทำอย่างที่ว่าบ้าง ระบบ "นาย-เซ็นเตอร์" จึงเป็นระบบที่ยังติดอยู่กับสังคมไทยมาจนวันนี้ ไม่เว้นกระทั่งภายในวัฒนธรรมในสถาบันอุดมศึกษา
และที่สุดเรื่องนี้ก็คงเป็นการตอบที่ไม่ตรงคำถาม หรืออาจเป็นการถามที่ไม่ตรงคำตอบอยู่ต่อไป หากการศึกษาไทยไม่นำพาต่อโอกาสอันทั่วถึง เท่าเทียมในฐานะพลเมืองของสังคม แล้วคนเรียนจบออกมา จะใส่ใจสังคมไปทำไม หากอุดมศึกษาไม่นำพาต่อการพัฒนาสังคม แล้วสังคมยังจะเชิดชูอุดมศึกษาไปทำไม?
ปล. แต่ก็ยังแอบหวังว่าสิ่งที่ผมกลัวอยู่จะไม่เกิดขึ้น หวังว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยของผม จะเป็นประชาธิปไตย ปกป้องผลประโยชน์ของนักศึกษาและสังคมจริงๆ...
บรรณานุกรม - "ความไร้เดียงสาของผู้บริหารมหาวิทยาลัย".<http://www.thaieduwatch.com/articles/03005.htm>. 2549 - เมธา มาสขาว.ที่สนนท. 003/2545 เรื่องขอให้ผลักดันการปฏิรูปมหาวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรมและทบทวนการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ. 31 มกราคม 2545 - สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย. "นานาวิสัยทัศน์-มหาวิทยาลัยกำลังไปไหน". ดินสอธรรม (ธันวาคม2544): 4-5 - สำนักงานเตรียมความพร้อมและประสานงานมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในกำกับของรัฐ.ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.2546
วรภัทร วีรพัฒนคุปต์ ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD.)
|